‘4กังขา’โซลาร์รูฟเขย่ารัฐบาล ครหา‘เอื้อเจ้าสัว’ หนังม้วนเก่า ‘แลนด์บริดจ์-พลังงาน’ เดิมพัน ‘ครูใหญ่-น.หนู’ สู้ซักฟอก-พลิกเกมน้ำเงิน
KEY POINTS
- โครงการโซลาร์รูฟท็อปของรัฐบาลเผชิญ 4 ข้อกังขาหลัก ได้แก่ การกำหนดเกณฑ์ที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ทุนใหญ่, การสร้างภาระให้ผู้ประกอบการรายย่อยด้วยเงินประกันที่สูง, ความไม่คุ้มค่าทางการเงินสำหรับประชาชนจากเงินอุดหนุนที่ไม่ครอบคลุม และอัตรารับซื้อไฟฟ้าคืนที่ต่ำเกินไป
- ข้อครหาเรื่องการ "เอื้อเจ้าสัว" ในโครงการโซลาร์รูฟท็อปถูกมองว่าเป็น "หนังม้วนเก่า" ที่เกิดขึ้นซ้ำรอย คล้ายกับข้อวิจารณ์ที่รัฐบาลเคยเผชิญในโครงการแลนด์บริดจ์ และการจัดการปัญหาวิกฤตพลังงาน
- ประเด็นความคุ้มค่าสำหรับประชาชนถูกตั้งคำถาม เนื่องจากเงินอุดหนุน 50,000 บาทไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงในการติดตั้ง และอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ 2.20 บาทต่อหน่วยนั้นต่ำกว่าราคาที่ประชาชนซื้อจากการไฟฟ้าอย่างมาก
- ข้อกังขาเหล่านี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาล และคาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านจะนำไปใช้โจมตีในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น
ครหา “เอื้อเจ้าสัว” ยังคงตามหลอน “รัฐบาลภูมิใจไทย” หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่27 ต.ค. ให้ความเห็นชอบโครงการโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยรัฐบาลจูงใจให้คนไทยติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป” อุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน
มีเป้าหมายครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี
ก่อนที่ในวันเดียวกัน “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะนำทีมเปิดตัวโครงการที่ทำเนียบรัฐบาล
จริงอยู่หากมองในแง่หลักการ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการนี้ช่วยลดภาระค่าไฟ ส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มโอกาสออมเงิน คงไม่มีใครขัดขวางโครงการดังกล่าวที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ทว่าหลักใหญ่ใจความสำคัญที่กำลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเวลานี้ กลับอยู่ที่สารพัดข้อกังขา
ประเด็นแรก การกำหนดเกณฑ์เอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ ที่มีการตั้งข้อสังเกตจากนักการเมืองฝ่ายค้านและผู้สังเกตการณ์ ถึง “ระบบการคัดเลือก” หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่อาจเปิดช่องบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดตลาด
ประเด็นที่สอง ภาระเงินประกันของ Vendor กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องวางหลักประกันสัญญา (Bank Guarantee) รายละ 50,000 บาท และต้องรับประกันงาน-ล้างแผง 7 ปี ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยมองว่า เป็นภาระสภาพคล่องที่สูง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจทำให้รายย่อยจะเข้าถึงยาก
ประเด็นที่สาม ความคุ้มค่าทางการเงินของประชาชน มีเสียงสะท้อนว่า วงเงินสนับสนุน 50,000 บาทอาจไม่พอดีกับต้นทุนจริง (ขนาด 5 kW ราคาประมาณ 140,000 บาท และขนาด 10 kW ประมาณ 300,000 บาท) ทำให้ประชาชนต้องกู้ยืมเพิ่ม และหากบ้านไหนใช้ไฟกลางวันน้อย (ไม่อยู่บ้าน) จะไม่คุ้มค่าในระยะยาว
ประเด็นที่สี่ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Billing) รัฐรับซื้อไฟส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี ซึ่งมองว่าต่ำกว่าราคาที่ประชาชนซื้อจากการไฟฟ้า (ราว 4.00 - 4.20 บาทต่อหน่วย)
สารพัดครหาจับตาซักฟอกขยี้‘น้ำเงิน’
แน่นอนว่า สถานการณ์ “รัฐนาวาอนุทิน” เวลานี้เห็นได้ชัดว่า กำลังเร่งเครื่องเข็นสารพัด “เรือธงสีน้ำเงิน” ฝ่าคลื่นลมหวัง “ฟื้นกระแส” คะแนนนิยมที่กำลังติดลบ ยังเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ โหมดการเมืองกำลังเปิดฉาก
ที่ต้องจับตาคือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งแรกในรัฐบาลอนุทิน2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่7-11 ธ.ค. ประเด็นนี้อาจเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกคาดหมายว่า จะถูกนำมาขยี้แผลกลางสภา
จับอาการรัฐบาล รวมถึงท่าที “นายกฯหนู” ออกมาตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ ยืนยันว่า โครงการโซลาร์รูฟท็อปมีแต่ประโยชน์ต่อประชาชน ย้ำว่าโครงการนี้ช่วยลดภาระค่าไฟ ส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มโอกาสออมเงิน ส่วนเสียงวิจารณ์บางส่วนเป็นการปั่นข่าวบั่นทอนความเชื่อมั่น
ขณะที่ข้อครหา “เอื้อกลุ่มทุน” ปลัดกระทรวงการคลังและผู้แทนรัฐบาลชี้แจงว่า มีการขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ให้บริการ (Vendor List) จากทั้ง การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กว่า 1,000 ราย โดยประชาชนมีสิทธิ์เลือกผู้รับเหมาในพื้นที่ได้อย่างอิสระ ไม่ได้บังคับให้ใช้ของทุนใหญ่
ส่วนเหตุผลเหตุผลการกำหนดหลักประกันและระยะเวลารับประกัน 7 ปี เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ผู้รับเหมาทิ้งงานหรือปิดกิจการหนีในระหว่างที่ผ่อนชำระกับธนาคาร
น้ำเงิน “แก้เกม”ปลุกท้องถิ่นเข็นเรือธง
แถมรับลูกอีกทอดโดยกระทรวงมหาดไทย ที่คุมฟันเฟืองท้องถิ่นและเวลานี้อยู่ในการดูแลของ “พรรคสีน้ำเงิน”
ล่าสุดแก้เกม โดยส่งบทผ่าน “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ออกหนังสือลงวันที่ 30ต.ค. สั่งการไปยังปลัดจังหวัดทุกจังหวัด เร่งขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวผ่านกลไกฝ่ายปกครองในทุกระดับ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะประชาชนในระดับตำบลและหมู่บ้าน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ
หนังสือคำสั่งอธิบดีกรมการปกครอง ระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 อนุมัติโครงการ “Solar ภาคประชาชน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างทั่วถึง จึงขอกำชับให้ฝ่ายปกครองทุกจังหวัดดำเนินการเชิงรุก โดยให้นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ผ่านการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ และการประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจำเดือนพฤศจิกายน 2569
พร้อมเชิญผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาที่รับผิดชอบในพื้นที่ รวมถึงผู้แทนสถาบันการเงินที่เข้าร่วมสนับสนุนสินเชื่อตามโครงการฯ เข้าร่วมชี้แจงรายละเอียด เพื่อให้ผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ ก่อนนำข้อมูลไปถ่ายทอดสู่ประชาชนในพื้นที่อย่างถูกต้องและทั่วถึง
ท่ามกลางสารพัดข้อกังขา “โซลาร์รูปท็อป”โดยเฉพาะประเด็น “เอื้อเจ้าสัว” ที่กำลังเป็นหนังม้วนเดิมกลับมาหลอกหลอน “รัฐบาลภูมิใจไทย” เฉกเช่นเดียวกับ “โครงการแลนด์บริดจ์” ซึ่งถูกขยี้สารพัดปมร้อน ทั้งประเด็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมิติโลจิสติกส์ และเสี่ยงต่อการก่อหนี้สาธารณะ เกิดภาระงบประมาณ
ประเด็นผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ไทยเสี่ยงชวดการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ไหนจะผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและการละเมิดสิทธิ ครหาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแค่ “พิธีกรรม”
รวมถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จและให้อภิสิทธิ์เฉพาะ “กลุ่มทุน-นักลงทุนต่าง”
ก่อนหน้านี้ยังมี “วิกฤตพลังงาน” ในช่วงต้นรัฐบาลอนุทิน2 ที่แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่า เป็นผลมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ทว่าท่ามกลางสารพัดครหา ทั้งกรณีปรับขึ้นราคาน้ำมัน ที่ถูกตั้งคำถามถึงกระบวนการกำหนดราคา แม้แต่ข้อครหากักตุนของ“กลุ่มทุน” หรือ ครหาตรวจสอบคลังน้ำมันของ“ผู้ค้ารายใหญ่” ไม่พบความผิดปกติ-กักตุน
โดยเฉพาะบรรดา “คีย์แมน” และ “กลุ่มทุน” สีน้ำเงิน ที่ถูกกระสุนตกใส่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียแบบเต็มๆ
ท่ามกลางครหาเอื้อเจ้าสัวที่กำลังเป็นหนังม้วนเก่ากลับมาหลอกหลอนรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่ “เกมการเมือง” กำลังเปิดฉากชิงจังหวะรุกคืบ โดยเฉพาะศึกซักฟอกที่กำลังเปิดเปิดฉากในเดือนธ.ค.
ย่อมต้องจับตาจังหวะขยับของทั้ง “ผู้นำหลังม่าน” สีน้ำเงิน และ “ผู้นำรัฐบาล” จะพลิกเกมแก้สถานการณ์เหล่านี้เพื่อประคับประคองรัฐนาวาฝ่าคลื่นลมได้หรือไม่ อย่างไร





