วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

กลลวงทิ่มแทง ‘ค่ายแดง-ทักษิณ’ กาง 2 ฉากลบล้าง-ตีตกนิรโทษฯ

กลอุบายข่าวลือหวังดับกระแสซักฟอก กับข่าวลือข่าวปล่อยทิ่มแทง “ทักษิณ ชินวัตร” และพรรคเพื่อไทย ถูกอ่านเกมจากคนการเมืองในค่ายแดงต้องการปล่อยลวงเพื่อเบี่ยงเบน-กดดันท่ามกลางฉากทัศน์นิรโทษกรรมลบล้างความผิดให้อดีตนายกฯ

KEY POINTS

  • "ทักษิณ ชินวัตร" ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอลบล้างความผิดที่ต้องโทษจำคุก โดยอ้างว่าเป็น "ผลไม้พิษ" จากการรัฐประหารปี 2549
  • การพิจารณาคำร้องนิรโทษกรรม มี 2 แนวทางที่เป็นไปได้  คณะกรรมการฯ อาจเห็นชอบให้ลบล้างความผิด หรืออาจตีตกคำร้อง จากฐานความผิด ข้อยกเว้นเข้าข่ายคดีทุจริต
  • การยื่นขอนิรโทษกรรมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองของทักษิณ เพื่อเดิมพันต่อรองกับชนชั้นนำ แม้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สำเร็จ เพราะยังมีคดีมาตรา 112 ที่เป็นชนักไว้บีบนายใหญ่แห่งค่ายแดง
  • "เพื่อไทย" อ่านข่าวลือนิรโทษกรรม "ทักษิณ" แลกโหวตไว้วางใจ เป็นกลลวงเกมขู่ ทั้งที่ค่ายแดงเล่นบทนิ่ง ไม่พร้อมแตกหักค่ายน้ำเงิน

ถูกมองว่าเป็นยุทธการข่าวปล่อยข่าวลวงในช่วงทอดเวลาศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 1 นายกรัฐมนตรี และ 17 รัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 - 11 ธ.ค. 2569 สำหรับกระแสข่าวสะพัดจากสื่อบางสำนัก ในทำนอง “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคเพื่อไทย กำลังเดินเกมต่อรองกับชนชั้นนำ และยังต้องการต่อรองกับบิ๊กรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

ด้วยการแลกโหวต 74 สส.พรรคเพื่อไทยในการโหวตไว้วางใจให้กับขุนพลรัฐมนตรีที่ถูกอยู่ในลิสต์ซักฟอกปลายสมัยประชุมรัฐสภา ปีที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 รวมทั้งข่าวปล่อยที่ว่า ถูกอ่านเกมจาก สส.พรรคเพื่อไทยเป็นการภายในว่า จงใจปล่อยจากคนการเมืองในค่ายน้ำเงิน เพื่อยิงเกมได้ถึง 2 ช็อต

ช็อตแรก คือต้องการกระทบชิ่งนายใหญ่ที่เดินเกมมอบอำนาจให้ “วิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความส่วนตัว ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพราะฉากทัศน์มีโอกาสที่บอร์ดใหญ่จะตีตกคำร้องมีอยู่สูง และยังต้องการกดหรือขู่พรรคเพื่อไทย ไม่ให้ขยับหรือต่อรองทางการเมืองได้โดยง่าย ซึ่งเดิมทีค่ายแดงเล่นบทนิ่งในที่ตั้ง และอาจเป็นกลลวงปล่อยกลบกระแสซักฟอกของฝ่ายค้าน

ขณะที่นายใหญ่ เลือกจำศีล ไม่ใช้เงื่อนไขศึกซักฟอกมาแลกกับการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง เพราะรู้ทั้งรู้ว่าท้ายที่สุด สส.เพื่อไทย ต้องโหวตไว้วางใจให้ค่ายน้ำเงิน ภายใต้บริบทที่พรรคเพื่อไทยยังไม่แข็งแรงนัก

"ตามมารยาทพรรคร่วมรัฐบาลแทบจะเดาทิศทางการลงมติได้ ดังนั้นเสถียรภาพรัฐบาลชุดปัจจุบันมีเต็มเปี่ยม พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป" จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุเมื่อ 1 พ.ย. 2569

ช็อตสอง ข่าวลือต้องการกระทบชิ่งพรรคผู้กองแห่ง “พรรคกล้าธรรม” ที่กุมเสียง สส. 57 เสียงเวลานี้ ให้เร่งตัดสินใจโหวตไว้วางใจให้กับรัฐมนตรีพรรคสีน้ำเงินที่อยู่ในข่ายจะต้องถูกรุมถล่มด้วยโวหารฝ่ายค้านกลางสภาปลายปีนี้

กลลวงทิ่มแทง ‘ค่ายแดง-ทักษิณ’  กาง 2 ฉากลบล้าง-ตีตกนิรโทษฯ

โฟกัสไปที่การเดินเกมนิรโทษกรรมต่อคณะกรรมสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อลบล้างผลพวงคดีที่เกิดจาก “ผลไม้พิษ” หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ของ “ทักษิณ” นั้น วงในพรรคเพื่อไทยสายเดอะเต้นและปีกคนเสื้อแดง ไม่คาดคิดว่า “นายใหญ่” จะเดินเกมเหนือเมฆ ทิ้งไพ่ด้วยการยื่นนิรโทษกรรมคดีของตัวเอง

เพราะรู้ทั้งรู้ว่าผลลัพธ์ปลายทางอาจเป็นไปได้ยากที่ “บอร์ดใหญ่” ซึ่งมี “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ เป็นประธานกรรมการจะเห็นชอบด้วย

กลลวงทิ่มแทง ‘ค่ายแดง-ทักษิณ’  กาง 2 ฉากลบล้าง-ตีตกนิรโทษฯ

“เป็นความกล้าหาญของคุณทักษิณ ที่เดินเกมด้วยวิธีการยื่นลบล้างความผิดที่เกิดจากต้นทางคือรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถ้าบอร์ดใหญ่เอาด้วยก็ต้องถือว่า คุณทักษิณ สามารถลบล้างผลพวงรัฐประหารคำประกาศ คมช. ทั้งหมดได้” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยระบุ

หากย้อนไปดูคดีที่ “ทักษิณ” ต้องการนิรโทษกรรม จากผลพวงถูกจำคุกตามคำพิพากษา 3 คดี รวมโทษจำคุก 8 ปี ก่อนมีพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี ในคดีอาญา มีดังนี้

1.คดีเอ็กซิมแบงก์ การปล่อยสินเชื่อของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยแก่เมียนมา

2.คดีหวยบนดิน ความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ และกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ

3.คดีชินคอร์ป คดีเกี่ยวกับการแปลงสัมปทาน และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

รวมโทษจำคุก 8 ปี โดยโทษคดีเอ็กซิมแบงก์กับคดีหวยบนดินนับซ้อนกัน ส่วนคดีชินคอร์ปให้นับต่อ จึงรวมเป็น 3 ปี บวก 5 ปี เท่ากับ 8 ปี

และอีกคดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 เป็นคดีเกี่ยวกับการริบทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินประมาณ 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่ 1 ใน 3 คดีที่นำมารวมคำนวณโทษจำคุก 8 ปี

กระบวนการเดินเกมของ “ทักษิณ” ครั้งนี้ ทาง 1 ในอดีตกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ชุดที่ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เป็นประธานนั้น ยอมรับว่าตลอดการประชุม และในบันทึกการประชุม กมธ. ไม่เคยมีการถกเถียงถึงข้อเสนอดังกล่าว และไม่มีการหยิบยกเคส “ทักษิณ” ขึ้นมาอภิปรายหรือสนับสนุนในวงประชุมกรรมาธิการแต่อย่างใด

เพราะตัว กมธ.ต่างรู้ว่า กระแสสังคมขณะนั้นคงไม่คล้อยตามข้อเสนอนิรโทษกรรม “ทักษิณ” อีกทั้งในช่วงปลายสมัยของกรรมธิการชุดนี้ ก็เป็นห้วงเวลาที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งเป้าไปที่การลบล้างผลพวงทางการเมืองให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมทุกสีเสื้อมากกว่าจะเว้นโทษคดีทุจริต รวมถึงขณะนั้นตำบลกระสุนตกใส่ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเรตติ้งกำลังร่วงอย่างหนัก ในช่วงที่ปลายรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร”ก่อนเข้าสู่เดือนโหมดสอยนายกฯ สายชินวัตร พ้นตำแหน่งเมื่อ ส.ค. 2568

อย่างไรก็ตาม เกมขอลบล้างผลพวงความผิดที่เกิดจากการตั้งคณะ คตส. มาตรวจสอบคดีที่เกี่ยวพันกับเรื่องทุจริตนั้น บัดนี้ถือว่านับหนึ่งในกรอบเวลา 180 วันแล้วนับแต่วันที่ “วิญญัติ”ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เมื่อ 8 ต.ค. 2569

นับนิ้วจะครบกรอบเวลาการกลั่นกรองคำรร้องจะครบ 6 เดือนในช่วงต้นเดือน เม.ย. 2569 และยังสามารถขยายเวลาการตรวจสอบคำร้องออกได้อีก 90 วัน ได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ถ้าขยายเวลาก็จะกินเวลาตรวจสอบก็เกือบ 1 ปีเต็ม

กลลวงทิ่มแทง ‘ค่ายแดง-ทักษิณ’  กาง 2 ฉากลบล้าง-ตีตกนิรโทษฯ

กลลวงทิ่มแทง ‘ค่ายแดง-ทักษิณ’  กาง 2 ฉากลบล้าง-ตีตกนิรโทษฯ
เมื่อดูฉากทัศน์ของคณะกรรมอนุกรรมการ พิจารณากลั่นกรองเรื่องชุดที่มี “ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน มีอนุกรรมการหลักคือ ศาสตราจารย์คณพล จันทน์หอม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย และให้มีอนุกรรมการจากผู้แทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด 16 คน สามารถให้ความเห็นต่อบอร์ดใหญ่ 9 คนที่ “ปกรณ์” รองนายกฯ เป็นประธานหัวโต๊ะได้ 2 ทาง

ทางแรกคือมองว่า คดีความที่ตัดสินจำคุก “ทักษิณ” สามารถนิรโทษกรรมได้ เพราะเป็นผลพวงที่เกิดจากคำสั่งประกาศของคณะรัฐประหารที่เกี่ยวพันกับทางการเมือง ไม่ได้เข้าข่ายตีความให้เป็นคดีทุจริต ตามข้อยกเว้น มาตรา 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ซึ่งข้อกำหนดข้อยกเว้นห้ามนิรโทษกรรมในมาตรา 3 นั้นให้รวมถึงฐานความผิด จากการกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ รวมถึงความผิดตามมาตรา 112 ความผิดบางประเภทที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ความผิดต่อส่วนตัว และความผิดที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม ที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ

กลลวงทิ่มแทง ‘ค่ายแดง-ทักษิณ’  กาง 2 ฉากลบล้าง-ตีตกนิรโทษฯ
 

แม้ “ทักษิณ” จะยืนยันในคำร้องว่า คำพิพากษาทั้ง 3 คดีที่นำมาอ้างไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ตนกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบตามข้อยกเว้นดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข อาจจะต้องตีความอย่างน้อย 3 ประเด็น

1. ฐานความผิด และการกระทำในแต่ละคดีอยู่ในขอบเขตบัญชีท้าย พ.ร.บ. หรือไม่

2. ข้อยกเว้นเรื่องการทุจริตหรือประพฤติมิชอบต้องตีความจากชื่อฐานความผิดที่ศาลพิพากษาโดยตรงให้จำคุก “ทักษิณ” หรือพิจารณาเนื้อหาและข้อเท็จจริงในคำพิพากษาประกอบด้วย

3. หากคดีใดได้รับนิรโทษกรรม จะส่งผลต่อความรับผิด และผลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.หรือไม่

ฉากทัศน์ที่สอง คณะอนุกรรมการกลั่นกรองอาจเสนอบอร์ดใหญ่ให้ “ตีตกคำร้อง” ของ “ทักษิณ”เพราะมองว่าคดีอาญาที่ นายใหญ่ค่ายแดงถูกจำคุกถึงที่สุดนั้น เป็นคดีที่เกี่ยวพันฐานทุจริต ซึ่งเป็นข้อห้ามพันธนาการไม่ให้ “ทักษิณ” เคลื่อนไหวทางการเมืองได้เต็มตัว

ฉากทัศน์นี้ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มองว่าเป็นเกมฉลาดของทักษิณ เพื่อต้องการเดินเกมทางการเมืองในการต่อรองกับ “ชนชั้นนำ”ว่าจะปลดล็อกด้วยการนิรโทษกรรมความผิดจากผลพวงรัฐประหารทั้งหมดหรือไม่ เพื่อคืนความปรองดองให้กับประเทศไทย กลับสู่การเมืองระบบปกติ

ไม่ว่าคณะอนุกรรมการกลั่นกรองจะตีตกคำร้อง หรือเสนอให้นิรโทษกรรมให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาในทางใดทางหนึ่งก็ตาม แต่ที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับผลของการตีความของบอร์ดชุดใหญ่อยู่ดี

กลลวงทิ่มแทง ‘ค่ายแดง-ทักษิณ’  กาง 2 ฉากลบล้าง-ตีตกนิรโทษฯ

ไล่เรียงบอร์ดใหญ่ ที่มี 9 คน มีทั้งกรรมการโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย 1.ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ 2. พล.ต.อ. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ

กรรมการประกอบด้วย 3.หรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4.ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม 5.ฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขานุการ

6.วุฒิสาร ตันไชย ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเสนอชื่อโดยวิปรัฐบาล 7.ทิชา ณ นคร ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเสนอชื่อโดยวิปฝ่ายค้าน 8.ยุทธพร อิสรชัย ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเสนอชื่อโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และ 9.คณพล จันทร์หอม ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเสนอชื่อโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)

ว่ากันว่า ผลการตีความของอนุกรรมการยังขึ้นอยู่กับท่าทีของกรรมการในบอร์ดใหญ่ทั้งหมดนี้ด้วย เพราะไม่ว่าบอร์ดใหญ่จะจะส่งสัญญาณมาทางไหน ก็ล้วนแต่ถูกมองว่าเป็นการตีความตามเกมและใบสั่งของผู้กำกับที่อยู่หลังฉาก “รัฐพันลึก” อยู่ดี

เป็นโจทย์ใหญ่ของ “ทักษิณ” ที่จะหวังทางลัดเพื่อปลดล็อกชนักทางการเมืองในกระดานแรกผ่านการยื่นคำร้องนิรโทษกรรมคงไม่ง่ายดาย

เมื่อนายใหญ่เองก็รู้ว่าชนักทางการเมืองในคดีความไม่ได้มีแค่คดีในอดีต แต่ยังมีคดีมาตรา 112 ที่ให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ยังคงเป็นชนักอยู่อีก 1 คดีหลังอัยการเดินหน้ายื่นอุทธรณ์คดี

ยิ่งรู้ทั้งรู้ว่าปลายทางเดินเกมชนรัฐพันลึกไม่ง่ายสำหรับการลบล้างผลผวงรัฐประหารจากต้นไม้พิษ เพราะยังมีคดี มาตรา 112 ล้วนเกี่ยวพันส่งผลให้ตัวนายใหญ่ต้องติดล็อกพันธนาการทางการเมืองอีกครั้งได้