วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฉากทัศน์ ‘ทักษิณ’ ต่อรอง ‘อีลิต’ - ‘ผลไม้พิษ’ ล้างผลพวงรัฐประหาร

อ่านฉากทัศน์ทางการเมืองการทิ้งไพ่ของ “ทักษิณ ชชินวัตร” หลังยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อนิรโทษกรรมล้างมลทินคดีที่เขาเคยถูกจำคุก ซึ่งต้นทางเกิดจากการรัฐประหาร

KEY POINTS

  • "ทักษิณ ชินวัตร" เดินเกมยื่นคำร้องขอลบล้างผล 4 คดีเกี่ยวพันจากต้นทางที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร2549 ด้วยวาทกรรม “ผลไม้เป็นพิษ”
  • คำร้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งต้องตีความว่าคดีของ "ทักษิณ" เข้าข่ายความผิดฐานทุจริต ซึ่งเป็นข้อยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขหรือไม่
  • ฉากทัศน์ 2 แนวทางของการตีความ คือ หากได้รับการนิรโทษกรรมจะทำให้ "ทักษิณ" มีอิสระทางการเมืองมากขึ้น แต่หากถูกตีตกก็จะยังคงถูกจำกัดบทบาททางการเมือง
  • การเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ ในช่วงการเมืองกำลังตำบลกระสุนตกใส่พรรคภูมิใจไทย ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการต่อรองทางการเมืองกับกลุ่มชนชั้นนำ ที่ยังให้สัญญาณพิเศษกับเครือข่ายสีน้ำเงิน

ว่าด้วยทฤษฎี “ผลไม้เป็นพิษ” จึงเป็นที่มาของ“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ “วิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความส่วนตัว เดินเกมยื่นคำร้อง เมื่อ 8 ต.ค. 2569 ต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569

การขยับของ “นายใหญ่” ของพรรคเพื่อไทย มีผลสะเทือนทางการเมืองในข่วงรอยต่อที่พรรคภูมิใจไทย กำลังประสบเคราะห์กรรมในเรื่องการเมือง และกำลังเข้าสู่โหมดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 1 นายกฯ และ 17 รัฐมนตรี

ธงการยื่นเพื่อขอให้ตีความลบล้างมลทิน ในคดีที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร เมื่อ 19 ก.ย. 2549 ทั้งหมด 4 คดี ซึ่งศาลได้พิพากษาคดีจนถึงที่สุดแล้ว เป็นผลให้ “ทักษิณ” ต้องรับโทษถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยผลของคดีถูกจำคุก 1 ปี ตั้งแต่ 9 ก.ย. 2568 ช่วงรอยต่อที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยภาคแรก

เวลาต่อมา เดือน มิ.ย. 2569 “ ทักษิณ” ได้รับพระราชทานอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 และได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเข้าสู่กระบวนการพักการลงโทษ โดยมีเงื่อนไขการคุมประพฤติและติดกำไลอีเอ็มในช่วงแรก

ฉากทัศน์ ‘ทักษิณ’ ต่อรอง ‘อีลิต’ - ‘ผลไม้พิษ’ ล้างผลพวงรัฐประหาร

สำหรับคดีที่ “ทักษิณ” ต้องโทษจำคุก และคดีเป็นถึงที่สุด อีกทั้งยังเดินอย่างทนงองอาจเข้าสู่เรือนจำจนก้าวพ้นโทษออกจากเรือนจำนั้น อดีตนายกฯ ถูกจำคุกตามคำพิพากษา 3 คดี รวมโทษจำคุก 8 ปี ก่อนมีพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี

1.คดีเอ็กซิมแบงก์ การปล่อยสินเชื่อของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยแก่เมียนมา

2.คดีหวยบนดิน ความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ

3.คดีชินคอร์ป คดีเกี่ยวกับการแปลงสัมปทานและการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

รวมโทษจำคุก 8 ปี โดยโทษคดีเอ็กซิมแบงก์กับคดีหวยบนดินนับซ้อนกัน ส่วนคดีชินคอร์ปให้นับต่อ จึงรวมเป็น 3 ปี บวก 5 ปี เท่ากับ 8 ปี

และ อีกคดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 เป็นคดีเกี่ยวกับการริบทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินประมาณ 46,373 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน ไม่ใช่ 1 ใน 3 คดีที่นำมารวมคำนวณโทษจำคุก 8 ปี

เกมการยื่นขอลบล้างผลพวงความผิดที่เกิดจากการตั้งคณะ คตส. มาตรวจสอบคดีที่เกี่ยวพันกับเรื่องทุจริต ทำให้ “ทักษิณ” นำคำพิพากษาคดีทั้งหมดมาอ้างประกอบคำร้องขอนิรโทษกรรม โดยเชื่อมโยงกับประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และฐานความผิดตามบัญชีท้ายกฎหมายของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นทางกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จำเป็นต้องตีความ 4 คดีของ “ทักษิณ“ โดยมีหัวใจของวินิจฉัยอยู่ที่ มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ รวมถึงความผิดตามมาตรา 112 และความผิดบางประเภทที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือได้รับอันตรายสาหัส

แม้ ”ทักษิณ“ ยืนยันในคำร้องว่า คำพิพากษาทั้ง 3 คดีที่นำมาอ้างไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ตนกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบตามข้อยกเว้นดังกล่าว

ฉากทัศน์ ‘ทักษิณ’ ต่อรอง ‘อีลิต’ - ‘ผลไม้พิษ’ ล้างผลพวงรัฐประหาร

ฉะนั้นจึงมีประเด็นคณะกรรมการ ซึ่งมี “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะต้องวินิจฉัยอย่างน้อย 3 เรื่อง

1. ฐานความผิดและการกระทำในแต่ละคดีอยู่ในขอบเขตบัญชีท้าย พ.ร.บ. หรือไม่

2. ข้อยกเว้นเรื่องการทุจริตหรือประพฤติมิชอบต้องตีความจากชื่อฐานความผิดที่ศาลพิพากษาโดยตรง หรือพิจารณาเนื้อหาและข้อเท็จจริงในคำพิพากษาประกอบด้วย

3. หากคดีใดได้รับนิรโทษกรรม จะส่งผลต่อความรับผิดและผลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.หรือไม่

ล่าสุด ยังไม่มีคำวินิจฉัย ว่าคำร้องของ “ทักษิณ” เข้าเกณฑ์หรือไม่ โดยคำร้องอยู่ในขั้นตอนกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ก่อนเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาต่อไป

ฉากทัศน์ ‘ทักษิณ’ ต่อรอง ‘อีลิต’ - ‘ผลไม้พิษ’ ล้างผลพวงรัฐประหาร

ส่วนกรอบเวลาการตีความ ตามมาตรา 12 คณะกรรมการต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประชุมครั้งแรก และหากมีเหตุจำเป็น สามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้มีการวิเคราะห์สำหรับการเดินเรื่องครั้งนี้ของ “ทักษิณ” เป็นไปเพื่อลบล้างผลพวงทั้งหมดที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่กำหนดกรอบการนิรโทษกรรมคดีเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมือง นับแต่การกระทำตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568

ซึ่งทีมทนายความส่วนตัวของ “ทักษิณ” มองว่า 4 คดีของอดีตนายกฯ เข้าข่ายคดีที่ไม่เป็นข้อยกเว้นนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 เพราะเป็นคดีที่เกิดจากต้นทางขององค์กรที่เกิดจากคณะรัฐประหาร หรือเป็นสารตั้งต้นจนนำไปสู่ปลายทางของการตัดสินในคดีที่ถูกตัดสินว่าเป็นคดีทุจริต

“อยากให้มองคดีดังกล่าวเป็นคดีทางการเมือง ไม่ใช่คดีทุจริต” เจตนารมณ์คำร้องของ “ทักษิณ” ในการวางแนวต่อสู้เพื่อให้ตัวเองพ้นมลทิน

การเดินเกมนี้ของ “ทักษิณ” เกิดขึ้นอย่างแยบยล ในช่วงเดือน ต.ค. ที่มักเกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองและบุคคลสำคัญของชาติ

ทั้งที่อดีตนายกฯ อ่านเกมรู้ลึกทางการเมืองอย่างสนิทใจ ว่า ตั๋วช้างการจัดตั้งรัฐบาลได้รับสัญญาณพิเศษจาก “รัฐพันลึก” นั้น พรรคภูมิใจไทย ยังถือแต้มต่อรองทางการเมืองกับชนชั้นนำที่เหนือกว่า เพราะมี สส.เสียงข้างมากในพรรค 192 สส.

ขณะที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องกอดคอพรรคภูมิใจไทยเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตัวเอง และจำเป็นต้องกัดฟันโหวตอุ้ม “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ ต่อไปในเวทีซักฟอก จับทิศทางการเมืองไม่มีประตูไหนที่จะเข้าข้างค่ายแดงและนายใหญ่ได้

ฉากทัศน์ ‘ทักษิณ’ ต่อรอง ‘อีลิต’ - ‘ผลไม้พิษ’ ล้างผลพวงรัฐประหาร

ผลการตีความของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข คงพอเห็นฉากทัศน์ได้ไม่ยาก

แนวทางแรก ให้พ้นมลทินได้รับนิรโทษกรรม เท่ากีบเป็นการติดปีกพยัคฆ์ให้กับ “ทักษิณ” มีโอกาสขยับทางการเมืองได้มากขึ้นกว่าเดิมแม้ยังมีชนักคดี มาตรา 112 รอชี้ขาด

แนวทางสอง ตีตกคำร้องขอให้นิรโทษกรรม โดยยังมองว่า 4 คดีของ “ทักษิณ” นั้นเป็นคดีเกี่ยวพันทุจริต ไม่สามารถได้รับข้อยกเว้นได้ เท่ากับ “ทักษิณ” ยังติดล็อกพันธนาการไม่สามารถยืนหน้าฉากทางการเมืองได้เต็มที่เช่นเดิม

ไม่ว่าผลการตีความจะออกมาแนวทางไหน แต่ที่แน่นอน “ทักษิณ" ต้องการต่อรองกับอีลิต และชนชั้นนำอย่างเลี่ยงไม่ได้

รวมทั้งยังต้องการเป็นโมเดลตัวอย่าง เพื่อหาหนทางให้ น้องสาวคนสุดท้อง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่ลี้ภัยทางการเมืองกลับมาแผ่นดินเกิดไม่ให้มีบาดแผลเหมือนพี่ชาย ซึ่งถูก “รัฐพันลึก” นวดบีบจนขยับทางการเมืองได้ยากกว่าเดิม และสุดท้ายเกิดผลสะเทือนสั่นคลอนต่อความนิยมของพรรคเพื่อไทยในวันนี้