ปชน.โชว์จุดยืน ยื่นญัตติด่วนตั้ง กมธ.ศึกษาแนวทางปฏิรูป 'ไทยพีบีเอส-กองทุน 3 ส.' แนะรัฐบาลฟังเสียงรอบด้าน อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า แทรกแซงสื่อสาธารณะ
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา สส.พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย น.ส.ณัฐยา บุญภักดี นายอนุสรณ์ ธรรมใจ นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ และนายภัณฑิล น่วมเจิม แถลงข่าวยื่นญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางปฏิรูป 3 กองทุน และ 1 องค์กร ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)
น.ส.ณัฐยา กล่าวว่า ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีการเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอแก้ไขแหล่งที่มาของรายได้ของทั้ง 3 กองทุน และ 1 องค์กร จากเดิมที่ได้รับเงินบำรุงซึ่งจัดเก็บเพิ่มจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) ให้เปลี่ยนมาเป็นการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังตามนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเห็นว่าการขอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวางในหลายมิติ
ประการแรก คือความต่อเนื่องของการทำงานดูแลกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนผู้สูงอายุที่จัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยโดยตรง กองทุน สสส. ที่ดูแลสุขภาพของประชากรกลุ่มเฉพาะและกลุ่มเปราะบางมากกว่า 10 กลุ่มให้เข้าถึงสิทธิและบริการด้านสุขภาพ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่มุ่งให้โอกาสเด็กและเยาวชนกลุ่มด้อยโอกาสทั่วประเทศ ตลอดจนไทยพีบีเอสที่มีภารกิจชัดเจนในการนำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
ประการต่อมา คือผลกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะและการทำงานควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ซึ่งมักจะต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มธุรกิจหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นประจำ หากไม่มีงบประมาณที่แน่นอนและต่อเนื่องย่อมกระทบต่อการคุ้มครองประชาชน นอกจากนี้ยังกระทบต่อภาระการคลังระยะยาวด้านสุขภาพ เนื่องจากภารกิจ ‘สร้างนำซ่อม’ ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หากเปลี่ยนแหล่งงบประมาณโดยไม่ประเมินอย่างรอบคอบจะทำให้รัฐต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนว่างบประมาณส่วนที่จัดเก็บเพิ่มจากภาษีบาปราว 14,000 ล้านบาทต่อปีจะหายไปจากระบบหรือไม่ หากไม่มีกลไกทางกฎหมายอื่นมารองรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน
น.ส.ณัฐยา กล่าวอีกว่า ข้ออ้างเรื่องการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลหรือความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณตามที่หลายฝ่ายรวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แสดงความห่วงใยนั้น การเปลี่ยนให้มาของบประมาณรายปีไม่ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขโดยอัตโนมัติ เพราะการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกองทุนเหล่านี้สามารถใช้อำนาจบริหารเข้าไปจัดการได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย
ทั้งนี้ จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับผ่านระบบออนไลน์ของรัฐสภา พบปรากฏการณ์ที่มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่า 200,000 คน โดยสัดส่วนถึง 60-80% ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขแหล่งที่มาของงบประมาณ และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีเครือข่ายภาคประชาชนออกมายื่นหนังสือคัดค้านอย่างต่อเนื่อง พรรคประชาชนจึงเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องไม่เดินหน้าออกกฎหมายแบบ ‘หักด้ามพร้าด้วยเข่า’ โดยไม่ฟังเสียงทักท้วง จึงเป็นที่มาของการยื่นญัตติด่วนเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมารับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน เพื่อตกผลึกแนวทางการปฏิรูปที่เหมาะสมที่สุด
ส่วนนายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษีบาปที่สนับสนุนทั้ง 4 องค์กร โดยเฉพาะกรณีของไทยพีบีเอสว่า รัฐบาลและผู้เสนอร่างกฎหมายไม่สามารถนำเรื่องวินัยการเงินการคลังมาเป็นข้ออ้างเพื่อบังหน้าวาระซ่อนเร้นในการเข้ามาควบคุมแทรกแซงสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบันไทยพีบีเอสเป็นหน่วยงานที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนและรัฐบาล จึงสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและตอบสนองต่อสาธารณะได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ตนยังตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาเริ่มมีปฏิบัติการทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรอย่าง สสส. และไทยพีบีเอสอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การจัดเก็บภาษีเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ไม่ได้เป็นการละเมิดวินัยการเงินการคลังแต่อย่างใด รัฐบาลในนานาประเทศสามารถใช้เครื่องมือนี้ได้หากก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภารกิจเพื่อประชาชนและประเทศชาติ เม็ดเงินจากภาษีบาปประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปีถือว่าไม่น้อย แต่หากสามารถทำให้ทั้ง 4 องค์กรบรรลุเป้าหมายตามพันธกิจได้ย่อมคุ้มค่า จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านและสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องใช้กลไกญัตตินี้ในการอภิปรายเพื่อหาแนวทางปฏิรูปที่แท้จริง
นายอนุสรณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงวาระซ่อนเร้นด้านผลประโยชน์ทับซ้อนว่า เดิมการจัดเก็บภาษีบาปเพิ่มเติมสำหรับกองทุนเหล่านี้ถูกระบุไว้ในพระราชบัญญัติอย่างชัดเจน เช่น กรณีไทยพีบีเอสที่จัดเก็บในอัตรา 1.5% หรือไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากมีการยกเลิกกฎหมายเดิมแล้วเปลี่ยนไปใช้วิธีออกเป็นประกาศกระทรวงการคลังแทน แม้รัฐบาลจะรับปากว่าไม่ลดการจัดเก็บภาษี แต่ในทางปฏิบัติจะทำให้ขาดหลักประกันที่มั่นคง เพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับอำนาจและการตัดสินใจทางการเมือง และอาจเปิดช่องให้เกิดการนำเรื่องอัตราภาษีไปเจรจาต่อรองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนน้ำเมาหรือกลุ่มทุนบุหรี่ได้ ตนจึงหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นลูกหม้อและมืออาชีพของกระทรวง จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและยึดหลักการที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
ขณะที่ นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ กล่าวถึงประเด็นที่ควรนำไปศึกษาต่อยอดในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยเฉพาะกรณีการปฏิรูปกองทุน สสส. ใน 3 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก คือการศึกษาบทบาทของคณะกรรมการและการบริหารจัดการภายในที่สามารถปรับปรุงได้ทันที โดยยังไม่ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติ เพื่อเรียนรู้และประเมินว่าการให้ทุนและการลงทุนของ สสส. ที่ผ่านมามีผลลัพธ์ความคุ้มค่าอย่างไร
ประเด็นที่สอง คือการปฏิรูปงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งหากมองในภาพรวมของประเทศ งบประมาณด้านนี้ของไทยยังถือว่าน้อยมาก คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมด เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่มีการลงทุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสูงกว่าไทยถึง 2-3 เท่า ดังนั้นจึงต้องศึกษาว่าระดับงบประมาณที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด แต่ที่แน่ชัดคืองบประมาณส่วนนี้จะต้องไม่ลดลงหรือเกิดความติดขัดจากการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของรายได้
ประเด็นที่สาม คือการปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนและภาคีเครือข่ายรายย่อยมีอำนาจและมีส่วนร่วมในการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพได้มากขึ้น รวมถึงการศึกษาข้อเท็จจริงว่าเหตุใดหน่วยงานราชการหลายแห่งจึงเลือกที่จะไปขอรับทุนจาก สสส. แทนการขอรับงบประมาณปกติจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการบริหารจัดการของ สสส. มีความยืดหยุ่นและน่าสนใจในการร่วมงานด้วย โดยปัจจุบันมีโครงการที่กระทรวงสาธารณสุข ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เข้าไปทำงานร่วมกับ สสส. เพื่อกำหนดตัวชี้วัดร่วมกันมากขึ้น ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ควรศึกษาเพื่อพัฒนาโครงสร้างให้ดียิ่งขึ้น
ในช่วงท้าย น.ส.ณัฐยากล่าวสรุปว่า พรรคประชาชนต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการแก้ไขกฎหมายโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริงตามระบอบประชาธิปไตยที่ต้องรับฟังเสียงซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การใช้อำนาจหักหาญเอาแต่ใจตนเอง จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าญัตติด่วนนี้จะได้รับการตอบรับจากประธานสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อทำให้รัฐสภาเป็นที่พึ่งและเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดกว้างให้ประชาชนได้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นและตกผลึกทางออกในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้างเช่นนี้ร่วมกัน





