บทเรียนจาก “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ยังเป็นบาดแผลของคนในรัฐบาลนี้ รอบนี้จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโปร่งใส ไร้ประโยชน์พวกพ้อง หรือจ้องสะสมพลังทางการเมือง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต้องสลัดความไม่เชื่อมั่นจากสังคมให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะติดหล่มวิกฤติศรัทธาไม่รู้จบ
KEY POINTS
- โครงการโซลาร์ภาคประชาชนถูกวิจารณ์ว่ามีเงื่อนไขที่เข้มงวด โดยเฉพาะการวางเงินค้ำประกันสูง ซึ่งอาจกีดกันผู้ประกอบการรายย่อยและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่
- ข้อกำหนดดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กจำนวนมากประกาศไม่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากมองว่าเป็นอุปสรรคด้านสภาพคล่องทางการเงิน
- ทำให้เกิดข้อครหาว่าโครงการนี้อาจเอื้อประโยชน์ทุนบางกลุ่ม หรือมีช่องทางในการ ถอนทุนการเมืองหรือไม่ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติม วิกฤตศรัทธาที่มีต่อรัฐบาล
- ทางเดียวต้องต้องพิสูจน์ความโปร่งใส ไม่เอื้อพวกพ้อง สลัดภาพลักษณ์ที่สังคมไม่เชื่อมั่นออกไป
หนึ่งในนโยบายไฮไลท์ของ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” คือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจูงใจให้คนไทยติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน
มีเป้าหมายครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน โดย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี
ตามหลักการและวัตถุประสงค์ของโครงการไม่มีใครปฏิเสธว่าโครงการนี้ไม่ตอบโจทย์ประชาชน และการขับเคลื่อนประเทศ ทุกองคาพยพได้ประโยชน์ถ้วนหน้า เป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน “พลังงานสะอาด”
“รัฐบาล” ได้รับเสียงชื่นชม หากขั้นตอนการดำเนินโครงการ ปราศจากข้อครหาเอื้อประโยชน์ “กลุ่มทุนใหญ่” ที่ใกล้ชิดผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย แต่ทันทีที่โครงการนี้คิกออฟ ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก ต่างประกาศไม่เข้าร่วม ทั้งที่เป็นโอกาสให้กอบโกย
เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการถูกกำหนดกรอบเอาไว้ดังนี้ 1.เรื่องหลักประกันต้องวางเงินประกันผลงานของผู้ให้บริการติดตั้งระบบ หรือแบงก์การันตี 50,000 บาทต่องาน ระยะเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงานภายใน 6 เดือน จะถูกยึดเงินดังกล่าว
2.ผู้ให้บริการติดตั้งต้องส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารในประเทศ วงเงิน 10,000 บาท ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้ากับโครงข่ายของการไฟฟ้า เพื่อเป็นหลักประกันความชำรุดบกพร่องของงานติดตั้ง การประกันอัคคีภัย บำรุงรักษาทำความสะอาดแผงเซลล์ ผู้ให้บริการต้องวางหลักประกันสัญญารับประกัน 7 ปี ตามข้อกำหนด กฟน. และ กฟภ.
3.ผู้ให้บริการติดตั้งรับประกันการติดตั้งระยะเวลา 7 ปี
4.ผู้ให้บริการติดตั้งบำรุงรักษาและทำความสะอาดแผงเซลล์อย่างน้อยปีละ1ครั้ง ตลอดระยะเวลา 7 ปี
5.ผู้ให้บริการติดตั้งต้องจัดให้มีประกันอัคคีภัยระบบการติดตั้งระยะเวลา 7 ปี ความคุ้มครองตามกรมธรรม์
6.ผู้ให้บริการติดตั้งต้องควบคุมวันหมดอายุและต่ออายุก่อนเกิดช่องว่างความคุ้มครองตามกรมธรรม์
รวมถึงเงื่อนไขการให้บริการตอบกลับเหตุขัดข้องภายใน 24 ชั่วโมง ดำเนินการแก้ไขภายใน 15 วันทำการ ไม่นับช่วงเวลารออะไหล่ และมีการกำหนดสเปคระบบ อุปกรณ์ และมาตรฐานต่างๆ
เงื่อนไขเหล่านี้จึงมองได้หลายมุม เช่น หากมองว่าเพื่อควบคุมคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยของประชาชนก็เข้าใจได้ แต่ในมุมของผู้ติดตั้งรายย่อย ไม่แปลกที่จะมองว่า “ภาครัฐ” กีดกัน หรือเปิดช่องให้ผู้เล่นรายใหญ่หรือไม่
โดยเฉพาะประเด็นวางแบงก์การันตี 50,000 ต่องาน ถ้ารับงานติดตั้ง 100 หลัง ก็ต้องวางการันตี 5 ล้านบาท จึงอาจเกิดปัญหาสภาพคล่อง จนกลายเป็นข้อจำกัดในตัวเอง ต่างจากเจ้าใหญ่สายป่านยาว
เรื่องนี้ “รัฐบาล” ออกโรงแจงว่า ประชาชนสามารถเลือกใช้บริการผู้ติดตั้งได้อย่างอิสระตามแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนแล้วเป็นพันราย ส่วนเรื่องเงินการันตี มีความจำเป็นไม่ให้ทิ้งงานหรือทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย และธนาคารของรัฐพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ติดตั้งรายย่อยอีกด้วย
อย่างไรก็ตามอาจจะมีข้อสังเกตเรื่องสเปคของระบบและอุปกรณ์ติดตั้งต่างๆ หาก “เอกชนรายใหญ่” ที่ใกล้ชิด “ผู้มีอำนาจ” รู้ข้อมูลวงในล่วงหน้า จัดการกว้านซื้อหรือนำเข้าจากจีนหรือที่ไหนก็ตามเตรียมเอาไว้ จนผู้เล่นรายอื่น หาของตามสเปคที่รัฐกำหนดไม่ได้หรือไม่ทัน สุดท้ายประชาชนก็ไม่มีทางเลือกใช่หรือไม่ ต้องใช้บริการรายใหญ่
สิ่งที่สังคมหวาดผวาเมื่อมี “โครงการภาครัฐ” ที่เปิดให้ “เอกชน” ซึ่งใกล้ชิดผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมได้ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ใครหรือไม่อย่างไร หรือมีช่องให้ถอนทุนทางการเมืองหรือไม่
ที่สำคัญ “รัฐบาลอนุทิน” เผชิญข้อครหา “ถอนทุนการเมือง” มาหลายครั้ง และหากโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” จะโดนครหาไปด้วย คงไม่แปลก ซึ่งผู้เกี่ยวข้องชี้แจงไปแล้ว รอดูว่าถึงเวลาทุกอย่างจะเรียบร้อยจริงหรือไม่
บทเรียนจาก “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ยังเป็นบาดแผลของคนในรัฐบาลนี้ รอบนี้จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโปร่งใส ไร้ประโยชน์พวกพ้อง หรือจ้องสะสมพลังทางการเมือง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต้องสลัดความไม่เชื่อมั่นจากสังคมให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะติดหล่มวิกฤติศรัทธาไม่รู้จบ





