พรรคส้มเพลี่ยงพล้ำในการเจรจาอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังถูกฝ่ายรัฐบาล (สีน้ำเงิน) เดินเกมยื้อเวลาจากเดิมเดือน ต.ค. ออกไปเป็นเดือน ธ.ค.
KEY POINTS
- พรรคส้มเพลี่ยงพล้ำในการเจรจาอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังถูกฝ่ายรัฐบาล (สีน้ำเงิน) เดินเกมยื้อเวลาจากเดิมเดือน ต.ค. ออกไปเป็นเดือน ธ.ค.
- ฝ่ายค้านต้องยอมลดเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากที่เสนอ 4+1 วัน เหลือเพียง 3+1 วันตามที่รัฐบาลต้องการ
- ความน่าเชื่อถือของพรรคส้มถูกกระทบจากการที่ สส. ของพรรคแชร์ข่าวปลอม "สลิป 7 ล้าน" ซึ่งอาจส่งผลต่อศึกซักฟอก
กลายเป็นเรื่อง “โอละพ่อ” ขึ้นทันที พลันเกิดเหตุการณ์ “สลิปลวง” 7 ล้านบาท อ้างโอนเข้าบัญชี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ทว่าเมื่อ “ดับเบิ้ลเช็ค” แล้วพบข้อเท็จจริงว่าเป็น “ข่าวปลอม” ไม่ว่าจะเป็น “แบงก์เขียว” การันตีว่า โอนเงินผ่านแอปพลิเคชั่นเกิน 5 ล้านบาทไม่ได้ รวมไปถึงเพจที่ออกมาแฉได้ปิดไปอย่างรวดเร็ว หลังสืบพบว่าเป็นอดีตสมาชิกพรรคส้ม
ทว่าคนที่กระโดดงับ “เฟกนิวส์” ชิ้นใหญ่นี้กลับเป็น “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ “ตัวความหวัง” ของพรรคประชาชน (ปชน.) จนกระทั่งถึงขณะนี้เจ้าตัวยังมิได้ขอโทษต่อสาธารณะในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด กลับท้าให้ดำเนินคดีกับ “ตัวการ” ที่ปล่อยเฟกนิวส์ ก่อนที่ เพจ Godd Dam จะนำมาเสนอ แล้วตัวเองนำมาแชร์ต่อให้ลูกหาบ “ทัวร์ลง”
เรื่องนี้ทำเอาสาธารณชนบางส่วนถึงกับย้อนศรไปยัง “สส.ไอซ์” ว่าเป็น “บันเทิงธิปไตย” เหมือนที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ วิพากษ์วิจารณ์เอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เพราะก่อนหน้านี้ “สส.ไอซ์” ก็เปิดศึกกับ “กุนซือห้องแอร์” จิบไวน์วิจารณ์พรรคมาแล้ว
ประเด็นที่น่าสนใจเรื่องนี้ อาจมีส่วนสำคัญที่กระทบต่อ “ศึกซักฟอก” ซึ่งถูก “ค่ายน้ำเงิน” เดินเกมตลบหลัง “ยื้อเวลา” ออกไปถึงเดือน ธ.ค. ทั้งที่ “ฝ่ายค้าน” วางคิวไว้ปลายเดือน ต.ค.แต่กลับตกลง “จัดสรรเวลา” ไม่ได้ มัวแต่ “โชว์เหนือ” คิดว่าตัวเอง “คุมเกม” จนโดน “ย้อนเกล็ด” ลากยาวไปอีก 1 เดือน โดยคาดกันว่าในช่วงต้น ธ.ค.นี้ ถึงจะเริ่ม “ฤดูซักฟอก”
เพราะในเดือน พ.ย.แทบทั้งเดือน “นายกฯอนุทิน” วางคิวแน่นขนัด ในการเดินสายไปต่างประเทศ แม้ว่า “พรรคส้ม” พยายามค้านว่า “นายกฯ” สามารถมอบหมายให้ “รองนายกฯ-รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง” เดินทางไปแทนได้ก็ตาม แต่บรรดารัฐมนตรีหลายคน ก็ติดภารกิจสำคัญที่ต่างประเทศเช่นกัน หากนัดซักฟอกในเดือน พ.ย.อาจไม่สามารถทำได้อย่างราบรื่นนัก
การเดินหมากของพรรคส้มที่ต้องการเวลาซักฟอก 4+1 วัน คือ วันอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน และวันลงมติ 1 วัน โดยอ้างถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 3-4 ครั้งที่ผ่านมา ถูกฝ่ายรัฐบาล “เมิน” และกดดันให้เหลือวันซักฟอกแค่ 3+1 วันเท่านั้น จนสุดท้ายจำเป็นต้อง “ยอมตามน้ำ” ให้เหลือวันซักฟอกแค่ 3+1 วันได้ แต่มายอม ณ เวลานี้อาจไม่ทันท่วงทีเสียแล้ว
เบื้องต้น “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยถึงกรณี สส.ส้มแชร์สลิปปลอม 7 ล้านบาท ว่า ความน่าเชื่อถือของการอภิปรายไม่ไว้วางใจของเราจะถูกพิสูจน์ในวันที่การอภิปรายเกิดขึ้น เราจะได้นำข้อมูลหลักฐานทั้งหมดมานำเสนอให้ประชาชน และเชื่อว่าด้วยการทำงานต่อเนื่องของสส.พรรคประชาชน ในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานจะทำให้ประชาชนเห็นคล้อยกับเราว่าไม่ควรให้ความไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะบริหารประเทศต่อไป
“ส่วนหากจะมีการโยงไปไกลถึงความน่าเชื่อถือของเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมมองว่าน่าจะโยงไกลเกินไป การแชร์หนึ่งโพสต์ไม่ได้ไปลดทอน ความน่าเชื่อถือ หรือความจริงของหลักฐาน ข้อมูลต่างๆ ทั้งที่เราเคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้และสิ่งที่เราเตรียมจะนำเสนอในเวทีอภิปรายได้” พริษฐ์ กล่าว
เขายังย้ำด้วยว่า “เพียงแค่ข้อความในโพสต์ดังกล่าวที่ถูกแชร์โดยสส.หนึ่งคน แล้วท้ายที่สุดธนาคารออกมาชี้แจง ว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง ก็ไม่ได้มาหักล้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลอื่นๆ ที่เราได้ดำเนินการตรวจสอบมาโดยตลอด”
ส่วนประเด็น “สีน้ำเงิน” ยื้อ “ซักฟอก” ออกไปนั้น ปชน.จะแก้ “หมาก” เกมนี้อย่างไร “พริษฐ์” ระบุว่า ในสัปดาห์นี้ยังไม่มีการนัดหมายประชุม “วิป 3 ฝ่าย” (วิปฝ่ายค้าน วิปฝ่ายรัฐบาล และวิป ครม.) เพื่อจัดสรรเวลาซักฟอก แต่เท่าที่ได้ยินจากประธานสภาผู้แทนราษฎรบอกว่า ยินดีทำตามข้อเสนอของฝ่ายค้านที่จะทำหนังสืออย่างเป็นทางการไปที่ ครม. เพื่อสอบถามช่วงวันเวลาที่ครม.สามารถจัดสรรให้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นได้ในสมัยประชุมนี้ หวังว่าจะได้รับความชัดเจนจาก ครม.โดยเร็ว และจะสามารถหาช่วงเวลาได้เร็วที่สุดภายในเดือน พ.ย.
ส่วนประเด็น “สัญญาณ” จากรัฐบาลอาจเปิดโอกาสให้ซักฟอกช่วงต้น ธ.ค.นั้น “ประธานวิปฝ่ายค้าน” กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน ธ.ค. แต่เรามองว่าเดือน พ.ย.น่าจะมีเวลาอยู่ เข้าใจว่าในบางกรณี เช่น การประชุมเอเปค การประชุมเวทีสุดยอดผู้อาเซียน ที่มีการกำหนดการไว้ล่วงหน้าสำหรับหลายประเทศ หากตัดช่วงเวลาดังกล่าวออกไป คิดว่ายังเหลือช่วงวันอีกพอสมควร หวังว่า ครม. จะบริหารจัดการได้ เช่น วันที่ 7-11 พ.ย. หรือวันที่ 9-13 พ.ย. ก็เป็นช่วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่อยู่แล้ว
“หวังว่าจะสามารถหาข้อสรุปเรื่องสัปดาห์และช่วงวันที่จะอภิปรายได้โดยเร็ว และเราต้องรอความชัดเจนจากทางครม. แต่ส่วนของพรรคฝ่ายค้าน เราจะมีการประชุมร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการในช่วงสัปดาห์นี้เพื่อจัดสรรเรื่องเวลาในการอภิปราย เพื่อรองรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น” พริษฐ์ ระบุ
ส่วนข้อมูลการอภิปรายจะต้องมีการปรับลดหรือไม่ หากรัฐบาลให้เวลาเพียงแค่ 4 วัน “พริษฐ์” ยืนยันว่า สิ่งที่เราต้องทำคือการปรับลดเนื้อหาสาระสำคัญ ที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านเตรียมเนื้อหาบนกรอบเวลาอภิปราย 5 วัน 60 ชั่วโมง เวลาดังกล่าวถูกอิงจากมาตรฐานที่เคยใช้ในอดีต เมื่อรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นมาเป็น 18 คน ควรจะมีตัวเลขที่สมเหตุสมผล เราวางแผนเนื้อหาบนกรอบเวลาดังกล่าวมาโดยตลอด แต่เมื่อมีการพูดคุยกันล่าสุด หากต้องมีการทบทวนหรือเจอกันครึ่งทาง เราก็ยินดีพูดคุยหาทางออก แต่ก็ต้องขอเวลาเพื่อปรับเนื้อหาเพื่อทำให้ภายใต้กรอบเวลาใหม่ ไม่ลดทอนเนื้อหาสาระสำคัญที่จะอภิปราย
ประเด็นที่น่าสนใจเมื่อ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” แก้เกม “ฝ่ายค้าน” ด้วยการทอดเวลาการซักฟอกออกไปอีก 1 เดือน คิกออฟใน ธ.ค.นี้ จะทำให้สามารถ “วางหมาก” แก้ความผิดพลาดต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นกรณีการตรวจสอบทรัพย์สิน-เส้นทางเงิน “สส.ไอเดียร์” ที่มีความพยายามเชื่อมโยงช่วงเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี ยุค “ไชยชนก ชิดชอบ” ที่กำลังถูกขึงเป็น “เป้าใหญ่” ของ “ฝ่ายค้าน” ในการซักฟอกครั้งนี้
แม้แต่เรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วม และการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นล่าช้า จน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.สุดป๊อปปูล่าร์ต้องออกโรงว่า ขณะนี้สถานการณ์การเงินของ กทม.กำลังวิกฤติเพราะเหลือเงินงบกลางทั้งปีแค่ 28 ล้านบาท จนอาจถูกมองว่า “รัฐบาล-กทม.” เปิดศึกเกาเหลากันอยู่หรือไม่
นี่ยังไม่นับคดีโกง สว. คดีเขากระโดง รวมถึงคดีบัตรบาร์โค้ดที่องค์กรอิสระทั้ง กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยไป หลายคนทำท่าจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
ดังนั้นมีแนวโน้มสูงว่า กลเกม “ฝ่ายค้าน” หลังจากนี้ น่าจะมีความพยายามเลี้ยง “สารพัดแผล” ของ “สีน้ำเงิน” ให้ยังคงเป็นกระแสอยู่
ทว่าเมื่อ “สส.ส้ม” บางคนไปงับ “ข่าวปลอม” เข้าเต็มเปาแบบนี้ อาจทำให้การเลี้ยงกระแสศึกซักฟอก ทำได้ไม่ง่ายนัก ดีไม่ดีจะถูกสวนกลับเรื่อง “เฟกนิวส์” จนเสียกระบวนท่า และพ่ายแพ้ในศึกซักฟอกไป อย่างที่เคยพ่ายเลห์กล MOA “น้ำเงิน” มาแล้วไม่นานมานี้





