วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์' สันติภาพลวง 'กัมพูชา' ปลุกหนัง 'เขมรแดง' สุมไฟ

ครบรอบ 1 ปี "ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์' สันติภาพไทย-กัมพูชายังเปราะบาง ท่ามกลางการยั่วยุ บิดเบือน กัมพูชา เตรียมฉายหนังเหตุการณ์ผู้ลี้ภัย ยุคเขมรแดง โดยมีภาพทหารไทยใช้ความรุนแรง

KEY POINTS

  • รมว.ต่างประเทศสหรัฐ แถลงการณ์ รำลึกครบรอบ 1 ปี การลงนามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างไทย-กัมพูชา หรือ "ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์
  • การออกแถลงการณ์ของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐ หวังผลการเมืองภายในสหรัฐฯ ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 
  • "ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์"  ถูก "นายกฯอนุทิน" สั่งระงับภายหลังกัมพูชาทำผิดข้อตกลงลอบวางทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยไทย
  • "ไทย-กัมพูชา" ปฏิบัติตามปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ เพียง 17 วัน จนนำไปสู่การปะทะรอบ2 ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายลงนามหยุดยิง 27 ธ.ค.68
  • สถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชา ยังคงละเมิดข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ เตรียมฉายหนัง Killing Field 2: Blood Border เหตุการณ์ผู้ลี้ภัยกัมพูชาปี 2522 มีภาพทหารไทยใช้ความรุนแรง

นับถอยหลังเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา ปี 2026 จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญและเปรียบเสมือนการลงประชามติต่อผลงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงครึ่งหลังของวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2

จึงได้เห็น "มาร์โค รูบิโอ" รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ได้ออกแถลงการณ์ รำลึกครบรอบ 1 ปี การลงนามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างไทย-กัมพูชา หรือ "ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์" โดยระบุว่า

เมื่อหนึ่งปีที่แล้วในวันนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ได้นำกัมพูชาและไทยมาพบกัน เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญทางการทูต ที่เกิดขึ้นได้ด้วยความเป็นผู้นำที่เด็ดขาดและความมุ่งมั่นต่อการสันติภาพของท่าน

ข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพลังของการทูตสหรัฐ ในการแก้ไขความขัดแย้ง และวางรากฐานสำหรับสันติภาพระหว่างกัมพูชากับไทย

สหรัฐยังคงทำงานร่วมกับทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามข้อตกลง และช่วยทำให้คำมั่นสัญญาเรื่องสันติภาพที่ยั่งยืนกลายเป็นความจริงสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ

เช่นเดียวกับ "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า วันนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 1 ปีของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ หรือ ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างกัมพูชาและไทย (26 ตุลาคม 2568 – 26 ตุลาคม 2569)

โดย 4 วันก่อนหน้านี้ "ฮุน มาเนต" โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวยย้ำว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่ระบุไว้ในปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ และยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องชายแดนและการปักปันเขตแดนด้วยสันติวิธีและตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไม่มีการข่มขู่หรือใช้กำลัง 

รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุ และกัมพูชายังให้การยอมรับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee), คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission - JBC) ในฐานะกลไกทวิภาคีสำหรับการจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนด้วยสันติวิธี

“ฮุน มาเนต” ทิ้งท้ายว่า ข้าพเจ้าขอขอบคุณประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย อีกครั้ง สำหรับบทบาทเชิงรุกและการสนับสนุนจนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ รวมถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทยด้วยสันติวิธี เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้การออกแถลงการณ์ดังกล่าว "มาร์โค รูบิโอ" ก็เพื่อหวังผลการเมืองภายในสหรัฐฯ ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ กดดันบีบบังคับให้ไทยหรือกัมพูชาต้องปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ เรียกร้องให้สองประเทศ ยุติการสู้รบและกลับมาใช้แนวทางสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดน ทว่า ในทางลับ สหรัฐฯ จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวในประเด็นนี้ เพราะมองว่า เป็นเรื่องทวิภาคีที่สองประเทศจะต้องหาทางออกร่วมกัน

ทั้งนี้หากพิจารณาตามข้อเท็จจริง "ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์"  ถูก "นายกฯอนุทิน" สั่งระงับภายหลังกัมพูชาทำผิดข้อตกลงลอบวางทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยไทย ส่งผลให้ทหารไทยขาขาดหลายราย 

"นายกฯอนุทิน" เลือกฐานปฏิบัติการอินทุมาน (ภูมะเขือ) อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประกาศฉีกปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 บน ภายหลังเสร็จสิ้นการร้องเพลงชาติไทย 

"ประเทศไทยเป็นของเรา ที่ที่เรายืนอยู่คือประเทศไทยใครจะมาแอบอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนของไทยไม่ได้ แต่ว่าวันนี้การที่จะพูดเรื่องนี้ วันนี้เราถือว่าสิ่งที่เราได้มีข้อตกลงกันไว้ เพื่อจะเดินไปสู่การมีสันติภาพ มันจบลงแล้ว จากนี้ไปรัฐบาลไทยก็จะดำเนินการในสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย เป็นสิ่งที่ประเทศไทยจะทำโดยที่ไม่ต้องไปหารือ ไปปรึกษาหรือขออนุญาตใคร" นายอนุทิน ระบุ

"ไทย-กัมพูชา" ปฏิบัติตามปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ เพียง 17 วัน จนนำไปสู่การปะทะรอบ2 
ในวันที่ 7 ธันวาคม 2568  จนถึง วันที่ 27 ธ.ค. เวลา 12.00 น. ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายลงนามหยุดยิงพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไข  16 ข้อจนถึงปัจจุบัน 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชา ยังคงละเมิดข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ ยังมีการยุยง ปลุกปั่น ปล่อยเฟกนิวส์ บิดเบือนโจมตีฝ่ายไทย โดยใช้พื้นที่โซเชียลมีเดีย และ เวทีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ กัมพูชา ยังสร้างภาพยนตร์ เรื่อง Killing Field 2: Blood Border นำเสนอเหตุการณ์ผู้ลี้ภัยกัมพูชาเมื่อปี 2522 โดยมีภาพทหารไทยใช้ความรุนแรง ในยุคเขมรแดง มีกำหนดเข้าฉาย 6 พ.ย.69 

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) ย้ำว่า ประวัติศาสตร์ต้องได้รับการศึกษาอย่างตรงไปตรงมา และความทุกข์ยากของผู้ลี้ภัยทุกคนสมควรได้รับความเคารพ ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้จากอดีต ไม่ใช่นำอดีตมาเป็นเหตุสร้างความเกลียดชังครั้งใหม่ ประเทศไทยยืนยันความสำคัญของข้อเท็จจริง หลักมนุษยธรรม การสื่อสารอย่างรับผิดชอบ และการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศโดยสันติวิธี โดยต้องไม่ปฏิเสธประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ถูกใช้แทนหลักฐานของเหตุการณ์ในปัจจุบัน

"ภาพยนตร์กัมพูชาที่นำเสนอเหตุการณ์ผู้ลี้ภัยในอดีต และอยู่ระหว่างติดตามตรวจสอบรายละเอียด โดยยืนยันว่าไทยเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และตระหนักถึงความสูญเสียของผู้ลี้ภัยในช่วงเวลาดังกล่าว จะไม่ด่วนตัดสินภาพยนตร์จากตัวอย่างเพียงอย่างเดียว และพร้อมชี้แจงด้วยหลักฐานหากพบข้อมูลคลาดเคลื่อน ซึ่งข้อเท็จจริงต้องมาก่อน ความรับผิดชอบต้องเป็นหลัก และสันติภาพต้องเป็นเป้าหมายร่วมกัน ภายใต้แนวคิด เคารพอดีต ยึดข้อเท็จจริง ไม่เหมารวมปัจจุบัน และมุ่งสู่สันติภาพ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

สอดรับกับ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก  ระบุว่า ภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นงานเชิงภาพยนตร์ที่สร้างจากความทรงจำของบุคคล มิใช่บันทึกทางประวัติศาสตร์ (based on a true story) โดยเฉพาะภาพการปฏิบัติการทางทหารที่ปรากฏในภาพยนตร์ เป็นการเสริมแต่งเพื่อสร้างอรรถรสของภาพยนตร์ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับในขณะนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น กองทัพบกจะติดตามรายละเอียดและเจตนาที่แท้จริงของผู้สร้างอีกครั้ง ว่าเป็นไปเพื่อความบันเทิง หรือมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยและกัมพูชาอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกการเจรจาของทั้งสองประเทศ การสื่อสารระหว่างกันจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต่อสังคม ซึ่งฝ่ายกัมพูชามีความพยายามนำเสนอข่าวจากหลายช่องทาง หลายองค์กร เพื่อสื่อสารต่อสังคมในประเด็นต่างๆ และหลายประเด็นก็ไม่สามารถเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงได้

"เชื่อว่าคนในสังคมดูเจตนาในเรื่องนี้ออก และหากภาพยนตร์ดังกล่าวถูกมองในมุมลบ อาจส่งผลต่อบรรยากาศการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

ท้ายที่สุด แม้สหรัฐฯ จะยกย่องปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ในฐานะผลงานทางการทูตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ข้อเท็จจริงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าสันติภาพไทย-กัมพูชายังคงเปราะบาง 

ขณะที่การละเมิดข้อตกลง การบิดเบือนข้อมูล และการนำประวัติศาสตร์มาถ่ายทอดผ่านสื่อบันเทิง อาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมความขัดแย้งและกระทบความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ 

ดังนั้นบทพิสูจน์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการยืนยันเจตนารมณ์แห่งสันติภาพบนเวทีระหว่างประเทศ แต่คือการเคารพข้อตกลง ยึดข้อเท็จจริง และแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งสองฝ่าย