วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

'รั้วชายแดน'เขย่า'ฮุนมาเนต' หลักเขต 52-59 จุดไฟการเมืองกัมพูชา

แม้หลักเขต 52–59 จะผ่านกลไก JBC หากฝ่ายการเมืองกัมพูชายังใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจ เสี่ยงกระทบเสถียรภาพรัฐบาล "ฮุนมาเนต" ลุกลามกดดันความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

KEY POINTS

  • โครงการนำร่องการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาจังหวัดจันทบุรี เป็นประเด็นร้อนฉ่าในกัมพูชา 
  • "ฮุนมาเนต" นั่งไม่ติดเก้าอี้ หลังอดีตใายค้าน "อุม สม อาน" กล่าวหาทำเสียดินแดนให้ไทย
  • ไทยได้รับผลกระทบปัญหาการเมืองภายในกัมพูชามาอย่างยาวนาน นำข้อพิพาทชายแดนจุดกระแสรักชาติ

โครงการนำร่องการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณหลักเขตแดนที่ 52 ถึง 59 ในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ระยะทางรวมกว่า 8.3 กิโลเมตร กำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าในกัมพูชา อาจส่งผลกระทบเสถียรภาพ "นายกฯฮุนมาเนต"

แม้ตามข้อเท็จจริงไทย-กัมพูชา ได้เห็นพ้องผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา( JBC ) เรียบร้อยแล้ว ผ่านการยอมรับของทั้งสองประเทศ และเป็นพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาพิพาทชายแดนสร้างความยั่งยืนระยาว

ทว่าพื้นที่ดังกล่าวถูก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านกัมพูชา 
"อุม สม อาน" (Um Sam An) หยิบยกมากล่าวหา รัฐบาลกัมพูชา นำโดย "ฮุนมานต" ยอมสูญเสียดินแดนให้ประเทศไทย บริเวณแนวชายแดนระหว่างหลักเขตที่ 52 ถึง 59 ในพื้นที่จังหวัดพระตะบอง เพื่อแลกกับสันติภาพและอำนาจทางการเมือง 

"ฮุนมาเนต" ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะประเด็นดังกล่าวกำลังปะทุอยู่ในกัมพูชา พร้อมเชิญ"อุม สม อาน" ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศกลับกัมพูชามาเคลียร์ข้อกล่าวหาและตรวจสอบเอกสารหรือหลักฐาน พร้อมกับรับประกันความปลอดภัยในขณะที่อยู่ในกัมพูชา 

"อุม สม อาน" ใช้จังหวะนี้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาให้ถอนข้อหาและขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อเดินทางกลับประเทศ แต่ ฮุน มาเนต ได้เสนอให้ อุม สม อาน ส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมหารือแทน

ในโพสต์บนเฟซบุ๊ก อุม สม อาน ยืนยันว่าเขาจะตอบรับคำเชิญของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ และส่งรายชื่อสมาชิกคณะผู้แทนของเขาก่อนสิ้นเดือนตุลาคม 

“ผมจะส่งคณะผู้แทนที่เป็นตัวแทนของผมไปยังกัมพูชาในเดือนหน้าตามคำเชิญของฮุน มาเนต ผมจะเตรียมจดหมายอย่างเป็นทางการเพื่อตอบรับคำเชิญของเขา และส่งชื่อคณะผู้แทนของผมให้เขาก่อนสิ้นเดือนตุลาคม” อุม สม อาน ระบุ

ต้องยอมรับว่าไทยได้รับผลกระทบปัญหาการเมืองภายในกัมพูชามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงฮุนเซน ครองอำนาจและส่งไม้ต่อให้ฮุนมาเนต นำข้อพิพาทชายแดนไทยมาเป็นเครื่องมือจุดกระแสรักชาติ สร้างความนิยม เพื่อรักษาเสถียรภาพการเมืองของตัวเอง  ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายค้านกัมพูชา

ในห้วงการเมืองกัมพูชาเริ่มยกระดับความเข้มเข้น ฝ่ายไทยเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด แม้ปัจจุบันยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆในพื้นที่หลักเขต52-59 แต่ต้องเฝ้าระวัง เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่น ปี 2570 ก็ใกล้เข้ามา ต่อเนื่องไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ปี 2571

แหล่งข่าวกองทัพเรือ เปิดเผย ขณะนี้ในพื้นที่ยังไม่มีปัญหาอะไร พร้อมยืนยันว่า พื้นที่บริเวณนี้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย คือ JBC เป็นการยอมรับของทั้งสองประเทศ  ถือเป็นเรื่องการเมืองภายในของเขา ที่เขาต้องเคลียร์กันเอง คงไม่เกี่ยวอะไรกับฝ่ายไทย 

สำหรับการดูแลพื้นที่ยังมีการพูดคุยและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชากันโดยตลอด พร้อมย้ำว่าในพื้นที่ยังไม่มีปัญหาอะไร ทั้งสองฝ่ายสร้างบรรยากาศเอื้อต่อสีนติภาพ ใช้ความอดทนอดกลั้นในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง 27 ธ.ค.68

" ส่วนสาเหตุฝ่ายค้านกัมพูชา หยิบพื้นที่ตรงนี้มาโจมตีรัฐบาลกัมพูชานั้น คงมีพยายามดิสเครดิตหวังผลการเมืองภายในประเทศของเขา ส่วนข้อกังวลจะมีคนกัมพูชาเข้ามาก่อกวนในพื้นที่นั้น ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มี พิ้นที่ตรงนี้คุยกันรู้เรื่อง สื่อสารกันได้" แหล่งข่าวกองทัพเรือ กล่าวและว่า

สำหรับความคืบหน้า
โครงการนำร่องรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณหลักเขตแดนที่ 52 ถึง 59 ในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ระยะทางรวมกว่า 8.3 กิโลเมตร  

เฟสแรก สร้างขึ้นบริเวณหลักเขตแดนที่ 52–54 ระยะทาง 1.310 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตแดนที่ไทยและกัมพูชาสามารถตกลงกันได้แล้วผ่านกลไก JBC เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เสร็จสมบูรณ์100%

เฟสที่ 2 ก่อสร้างบริเวณหลักเขตแดนที่ 54–59 ระยะทางประมาณ 7.07 กิโลเมตร รวมระยะทางก่อสร้างรั้วทั้งสิ้น 8.380 กิโลเมตร 

โดยในเฟสที่ 2 นี้จะแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ ระยะแรกหลักเขต 54-55 ประมาณ 3.5 กิโลเมตร ดำเนินการแล้วเสร็จ 70% ส่วนระยะที่สอง หลักเขต55-59 มีการสร้างถนน และหากระยะแรกเรียบร้อย จะเริ่มก่อสร้างระยะที่สองได้ทันที

ท้ายที่สุด หากฝ่ายการเมืองกัมพูชายังคงหยิบยกประเด็นดินแดนมาใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจ ย่อมเสี่ยงกระทบเสถียรภาพรัฐบาลฮุนมาเนต และอาจลุกลามกดดันความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทำให้การเจรจาแก้ไขปัญหาชายแดนเดินหน้าได้ยากขึ้น 

แม้พื้นที่หลักเขต 52–59 จะผ่านกลไก JBC แล้วก็ตาม โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ทั้งสองฝ่ายต้องแยกเกมการเมืองภายในออกจากปัญหาชายแดน เพื่อไม่ให้สันติภาพถูกใช้เป็นเดิมพันทางอำนาจ