นายกฯ สวมหมวก มท.1 มอบนโยบาย กทม. เร่งเยียวยาน้ำท่วม ปราบยาเสพติด-นอมินี คุมฝุ่น PM2.5 ด้าน 'ชัชชาติ' รับสถานการณ์เงิน กทม.วิกฤต เหลืองบกลางทั้งปีแค่ 28 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ร่วมการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายไทวุฒิ ขันแก้ว ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ที่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย และผ่านระบบการประชุมทางไกล
โดยนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานทำงานด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พร้อมกำชับให้ติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
เร่งเยียวยาน้ำท่วม เตรียมรับมือภาคใต้
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมงบกลางเพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้ปรับปรุงระบบฐานข้อมูล การสำรวจความเสียหาย และขั้นตอนจ่ายเงินเยียวยาให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงประสานระบบประกันภัยเพื่อให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยโดยเร็ว ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ขอให้ทุกจังหวัดเร่งเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย ทบทวนบทเรียนจากปีก่อน และแก้ไขจุดอ่อนล่วงหน้า ไม่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงดำเนินการ
สั่งเข้มปราบยาเสพติด–นอมินี
นายอนุทิน ยังกำชับให้เร่งสกัดกั้นแหล่งผลิตและการลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยมุ่งจัดการผู้ผลิตและผู้ค้ารายใหญ่ พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานความมั่นคง ส่วนการปราบปรามนอมินีและตรวจสอบการถือครองที่ดิน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบการดำเนินงานในพื้นที่อย่างจริงจัง กำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
คุมเข้มการเผา แก้ฝุ่น PM2.5 เชิงรุก
นายกรัฐมนตรี สั่งทุกจังหวัดเตรียมมาตรการรับมือ ฝุ่น PM2.5 ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด สร้างความเข้าใจกับเกษตรกร และจัดทำแผนป้องกันร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้ปัญหาการเผาเกิดขึ้นซ้ำซาก
เร่งเตรียมพระราชพิธีสำคัญ ให้สมพระเกียรติ
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังกำชับทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง(พระพันปีหลวง) ในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2569 โดยให้เตรียมสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เรียบร้อยและสมพระเกียรติ
รวมถึงให้เตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรอบเวลาเบื้องต้นว่าอาจดำเนินการภายใน 2 ไตรมาสแรกของปี 2570 หรือประมาณเดือนมกราคม–มิถุนายน 2570 ทั้งนี้ ยังต้องติดตามกำหนดการอย่างเป็นทางการต่อไป
พร้อมกำชับให้ทุกจังหวัดวางแผนการดำเนินงาน การซักซ้อมพิธี และการใช้งบประมาณอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาใช้โครงสร้างสถานที่เดิมตามแนวทางที่ได้รับอนุมัติ และปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับพระอิสริยยศและราชประเพณีของแต่ละพระองค์
ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยติดตามผลการดำเนินงานทุกด้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติโดยเร็ว เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
'ชัชชาติ' รับสถานการณ์เงิน กทม.วิกฤต เหลืองบกลางทั้งปีแค่ 28 ล้านบาท
ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ในเรื่องเงินเยียวยาพื้นที่ กทม.นั้น ไม่มีเงินสำรอง 50 ล้านบาทเหมือนที่อื่น โดยเงิน 50 ล้านบาทอยู่ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่เรื่องเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจะมาจาก 2 ส่วน คืองบกลางที่ผู้ว่าฯ กทม.มีอำนาจใช้ในกรณีฉุกเฉิน 400 ล้านบาท ใช้ไปแล้ว 372 ล้านบาท ช่วยผู้ประสบภัยโดยตรง 162 ล้านบาท จำพวกถุงยังชีพ อาหารต่าง ๆ และอีก 210 ล้านบาท โอนไปสมทบ ปภ. ในกรณีเงินเยียวยา 5,000 บาท และ 9,000 บาทต่อครัวเรือน งบกลางที่จะเหลือใช้ของ กทม.ตอนนี้ เหลือเพียง 28 ล้านบาท เป็นเงินเกินดุลที่เก็บมา ใช้หนี้ BTS ไป 70,000 กว่าล้าน เหลือน้อยมาก
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า หากคิดถึงหนี้เก่าแล้ว เหลือเงินอยู่เพียง 1,420 ล้านบาท เจียดมาจะเข้าสภา กทม.ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ เพื่อนำไปจ่ายซ่อมบ้านเรือนของประชาชน 1,139 ล้านบาท เงินเหลือจริงๆ เพียง 281 ล้านบาท เป็นเงินที่เหลืออยู่ในธนาคารสามารถใช้ได้ หากมีอะไรฉุกเฉินในอีก 1 ปีข้างหน้า หรือว่าสถานการณ์การเงินของ กทม.ค่อนข้างวิกฤต งบกลางเหลือเพียง 28 ล้าน และเงินสมทบจ่ายขาดที่จะเอาไปใช้ได้เหลือ 281 ล้านบาท ส่วนเงินที่จะนำไปใช้เยียวยาประชาชนทั้งหมด 1,511 ล้านบาท ที่มาจากเงินของเราเอง





