พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านประลองกำลังทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย ด้วยการงัดข้อเรื่องเงื่อนไขในศึกซักฟอกนายกฯ อนุทิน เคลียร์กันไม่จบ รวมทั้งถูกมองว่าสภาพติดหล่มจนค่ายน้ำเงินเติบใหญ่ถึงทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากตราบาปเอ็มเอโอของค่ายสีส้ม ‘ปชน.’ คาดหวังสูง ปลดตราบาป MOA
KEY POINTS
- พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ประลองกำลังงัดข้อเรื่องการกำหนดวันและกรอบเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อฝ่ายค้านต้องการพูดถล่มรัฐบาล 5 วัน
- ฝ่ายค้านต้องการเวลาอภิปรายที่นานที่สุดเพื่อโจมตีรัฐบาลนายกฯ อนุทินอย่างเต็มที่ ทำให้ถูกมองว่าต้องการลบล้าง "ตราบาป" จากการทำข้อตกลง (MOA) ในอดีตหนุนส่ง "อนุทิน" ขึ้นเป็นนายกฯ
- ซีกรัฐบาลพยายามจำกัดเวลาการอภิปราย โดยอ้างภารกิจที่รัดตัวของนายกรัฐมนตรีที่แน่นตลอด พ.ย.-ธ.ค.
- การซักฟอกครั้งนี้ถูกบันทึกเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายค้านหว่านข้อกล่าวหาถึง 18 รัฐมนตรี โดยพุ่งเป้านายกฯ อนุทิน และ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ความล้มเหลวในการบริหารประเทศ
ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ก่อนสิ้นศักราชปี 2569 ยังไม่เป็นที่ยุติเรื่องวัน ว. และ เวลา น. หลังวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านพยายามเคลียร์บทสรุปถึงห้วงเวลาการเปิดประชุมสภาฯ เพื่อชำแหละข้อกล่าวหา พฤติการณ์ “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยพุ่งตรงไปที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย
เดิมทีฝ่ายรัฐบาลกำหนดวันที่ 27-29 ต.ค. 2569 โดยอภิปราย 3 วัน บวกลงมติ 1 วัน คือ วันที่ 30 ต.ค. 2569 แต่ผลการเจรจายังไม่เป็นที่ยุติ
ซีกรัฐบาล ยอมถอยแล้ว 1 ก้าวคือ เพิ่มวันเวลาให้อีก 1 วัน คือ 4+1 ระหว่างวันที่ 26-29 ต.ค. และลงมติรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 โดยเสนอกรอบเวลาจัดสรรเวลาให้อภิปรายได้ 45-48 ชั่วโมง
ซีกฝ่ายค้าน ต้องการเวลาอภิปราย 5 +1 กรอบเวลาซักฟอก 60 ชั่วโมง ซึ่งติดขัดตรงกรอบวันเวลาปฏิบัติราชการของนายกรัฐมนตรี ที่แน่นยาวไปถึงเดือน ธ.ค. 2569 และขอให้ประธานสภาฯ สอบถามไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจัดสรรเวลาอภิปรายในช่วงวันที่ 7-11 พ.ย. 2569
เมื่อตรวจดูไทม์ไลน์แผนงานของ “อนุทิน” ตลอด 2 เดือนนับจากนี้มีคิวปฏิบัติภารกิจที่หนาแน่น หากไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ในสมัยประชุมรัฐสภาครั้งนี้ก็จะมีผลทำให้ญัตติต้องตกไป เพราะปิดสมัยประชุมในวันที่ 22 ธ.ค. 2569
คิวภารกิจแรกของนายกฯ อนุทิน 31 ต.ค.-1 พ.ย. 2569 เยือนภูฏาน
2-3 พ.ย. 2569 ประชุม ครม.สัญจร จ.อุดรธานี งานพืชสวนโลก
13-14 พ.ย. 2569 ต้อนรับ “หลี่ เค่อเฉียง” นายกฯ จีน เยือนประเทศไทย
16-18 พ.ย. 2569 ประชุม ASEAN SUMMIT ประเทศฟิลิปปินส์
19-22 พ.ย. 2569 ประชุม APEC ที่เซินเจิ้น ประเทศจีน
23-24 พ.ย. 2569 ประชุมร่วมเลขาธิกาาร OECD
28 - 29 พ.ย. 2569 ประชุมผู้นำ ACMECS SUMMIT ที่ประเทศเวียดนาม
5,7,10 ธ.ค.2569 วันหยุดราชการ
14-19 ธ.ค. 2569 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
22 ธ.ค. 2569 ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ปีที่1
ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 151 กำหนดให้ สส.ใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ในจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยูในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยกระทำได้ปีละ 1 ครั้ง และเมื่อมีการยื่นญัตติแล้วนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาฯ ได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือสภาฯ ลงมติไว้วางใจแล้ว
หลักเกณฑ์การลงมติจะต้องมีคะแนนเสียงไว้วางใจมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของ สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และห้ามลงมติในวันเดียวกันกับที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
4 วันซักฟอก "ประยุทธ์" 11 รมต.
ไล่ดูประวัติศาสตร์การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในช่วงล่าสุดตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงปัจจุบัน จะพบว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ครองอำนาจฝ่ายบริหารมาตั้งแต่ปี 2557-2566 นั้น เคยถูกฝ่ายค้านหลังการเลือกตั้ง ปี 2562 ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้ว 4 ครั้ง
ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2563) อภิปรายวันที่ 24–27 ก.พ. 2563 (รวม 4 วัน) และลงมติวันที่ 28 ก.พ. 2563
ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2564): อภิปรายวันที่ 16–19 ก.พ. 2564 (รวม 4 วัน) และลงมติวันที่ 20 ก.พ. 2564
ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2564): อภิปรายวันที่ 31 ส.ค.– 3 ก.ย. 2564 (รวม 4 วัน) และลงมติวันที่ 4 ก.ย. 2564
ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2565): อภิปรายวันที่ 19–22 ก.ค. 2565 (รวม 4 วัน) และลงมติวันที่ 23 ก.ค. 2565
ต่อมาเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร ระหว่างวันที่ 24–26 มี.ค. 2568 ใช้เวลาอภิปรายรวม 2 วันและลงมติ 1 วัน มีการตกลงจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยฝ่ายค้านได้รับเวลาอภิปรายรวม 28 ชั่วโมง
ในครั้งที่ 4 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีถูกซักฟอกมากที่สุด เป็นกรอบเวลาที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน ลงมติ 1 วันนั้น ฝ่ายค้านขณะนั้นได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีมากถึง 11 คน แต่ก็ได้เวลาอภิปรายมากถึง 4 วัน
ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลในอดีตที่กินเวลายาวนานถึง 8 วัน 7 คืน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19-26 พ.ค. 2490 ถือว่าเป็นการซักฟอกที่กินเวลายาวนานเป็นประวัติศาสตร์
ฝ่ายค้านขณะนั้นนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ เปิดซักฟอก รัฐบาลถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ทั้งคณะ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอย่างรุนแรง ข้าวปลาอาหารราคาแพง การทุจริตประพฤติมิชอบของรัฐบาล รวมไปถึงกรณีสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 8 ที่ก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติอย่างกว้างขวาง เพราะรัฐบาลไม่สามารถให้ความกระจ่างได้แม้จะผ่านมาแล้วถึงหนึ่งปี
แรงสั่นสะเทือนทางการเมืองเวลานั้น แม้รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ จะได้รับเสียงไว้วางใจจากสภาด้วยมติ 86 ต่อ 55 เสียงจาก สส.ทั้งหมด 178 คน แต่ให้หลังจากนั้นเพียง 2 วัน พล.ร.ต.ถวัลย์ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 28 พ.ค. 2490 เพื่อลดแรงกดดันและปรับเปลี่ยน ครม.
ตัดมาที่การยื่นญัตติซักฟอกในปัจจุบัน ฝ่ายรัฐบาลมองว่า การให้เงื่อนเวลาฝ่ายค้านอภิปรายเพียง 4 วันถือว่ามากเพียงพอแล้ว ขณะที่ฝ่ายค้านตัดสินใจวอล์กเอาท์ผลการเจรจาของวิป 2 ฝ่าย
รัฐบาลยอมถอยให้ 4+1
ด้าน “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า หากอภิปรายตามข้อเสนอของรัฐบาลจะมีเวลารวม 60 ชั่วโมง 30 นาที วันที่ 26-27 ต.ค. ซึ่งฝ่ายค้านจะได้เวลา 45-48 ชั่วโมง อีกทั้งสถิติการอภิปรายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ปี 2563 อภิปราย 3 วันครึ่ง ฝ่ายค้านใช้เวลา 33 ชั่วโมง ปี 2564 อภิปราย 4 วัน ฝ่ายค้านใช้เวลา 38.52 ชั่วโมง
ปี 2564 ครั้งที่ 2 ใช้เวลา 4 วัน ฝ่ายค้านใช้เวลา 37.41 ชั่วโมง และครั้งที่ 4 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อภิปราย 4 วัน ฝ่ายการใช้เวลา 43.40 ชั่วโมง และ ครั้งนี้รัฐบาลเตรียมเวลาให้ฝ่ายค้านมากกว่าทุกครั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกมการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรวม 18 คน ครั้งนี้ ฝ่ายค้านที่นำโดย พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคร่วมฝ่ายค้านรวม 145 สส.ยื่นรายชื่อรัฐมนตรีเพื่อชำแหละข้อกล่าวหานั้นถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ที่ฝ่ายค้านยื่นรายชื่อรัฐมนตรี มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
โดยมีประเด็นข้อกล่าวหาใหญ่ ตรวจสอบไปที่การทุจริตคอร์รัปชัน ความบกพร่องการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. คดีทุจริตสอบราชการท้องถิ่น เพิกเฉยต่อการการปราบปรามทุนสีเทา สแกมเมอร์ การบริหารราชการที่ล้มเหลวทั้งเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง วิกฤตด้านพลังงาน จนทำให้เกิดการกินรวบประเทศไทย ผ่านเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน
“รวยไม่ไหวแล้ว เป็นเพียงแค่ลมปาก ที่ไม่มีความหมายใดๆ เพราะมีเพียงแค่คนโกงและบริวารพวกพ้องเท่านั้นที่รวยไม่ไหวแล้ว” คำกล่าวหาในญัตติของฝ่ายค้านที่พุ่งเป้าที่ “อนุทิน” เป็นหัวใจหลักในการชำแหละผ่านที่ประชุมสภาฯ
อย่างไรก็ตาม ผลการเจรจาน่าจะได้ข้อยุติคือมีการเปิดประชุมสภาฯนัดพิเศษ เพื่อให้คิวฝ่ายค้านถล่มข้อกล่าวหา ได้ในเดือน พ.ย.นี้ และคาดว่าจะเป็นห้วงเวลาที่ว่างที่สุดของนายกฯ คือราว ๆ 7-11 พ.ย.นี้ และมีโอกาสได้อภิปรายเต็มที่ 4 วัน บวก 1 วันลงมติ
แทกติกฝ่ายค้านยื้อยุดวันซักฟอก
เกมยื้อยุดฉุดกระชากวันซักฟอกครั้งนี้ ไม่มีอะไรที่เกินไปว่าการที่ฝ่ายค้าน รู้ว่าเสียงในซีกฝ่ายค้านมีไม่เพียงพอในการล้มนายกฯ อนุทิน ในสภาฯได้ ทำให้ต้องใช้แทคติกทางการเมืองคือขอวันพูดหรือโจมตีในสภาฯ ให้ได้มากที่สุด
ขณะที่เกมของฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องการให้ฝ่ายค้านใช้เวลาสภาฯ พูดลากยาวและใช้เวลาไพร์มไทม์ในการเปิดหลักฐานใหม่เพื่อลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาล ฉะนั้นการให้เวลาพูดไม่มากก็เท่ากับเป็นการปิดปากฝ่ายค้านได้ในคราวเดียวกัน
สำหรับพรรคเพื่อไทย แม้จะเป็นฝ่ายรัฐบาลแต่ก็เล่นบทอยู่ในที่ตั้ง นิ่งสงบ เพราะไม่มีรายชื่อรัฐมนตรีในสังกัดถูกยื่นซักฟอก แน่นอนว่า 74 สส.งดเว้น 1รองประธานสภาฯ จะใช้สิทธิโหวตไว้วางใจให้กับ 18 รัฐมนตรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะยังไม่ต้องการสร้างแรงกดดันหรือต่อรองทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลกุมเสียงข้างมากในสภา 192 เสียง
การประชุมวิปสองฝ่าย พรรคเพื่อไทยจึงปล่อยให้ผลการเจรจาเป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน และที่สุดจะขึ้นอยู่กับห้วงเวลาที่ “อนุทิน” จะตัดสินใจเพื่อเคาะวันให้ฝ่ายค้านได้อภิปราย
พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคสีส้มในอดีต ยังมองด้วยว่า ฝ่ายรัฐบาลควรเปิดให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้เต็มที่ใช้เวลามากกว่า 5 วันก็ยังได้ ซึ่งการให้เวลามากกว่า 5 วันจะยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายทางการเมือง ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา ทั้งจากปัญหาค่าครองชีพและราคาน้ำมันแพง
“หากผมเป็นเนวิน ชิดชอบ ผมจะให้ฝ่ายค้านอภิปรายไปเลย 10 วัน” แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยระบุ
น้ำเงินหวั่นถูกข้อหาปิดปากค้าน
ขณะเดียวกัน ยังมีการมองผลเสียที่ตามมาหาก “รัฐบาล” ไม่ปล่อยให้ฝ่ายค้านได้อภิปรายได้ตามวันเวลาที่ขอไว้ ก็จะทำให้รัฐบาลถูกด่าฟรีจากฝ่ายค้านอีกครั้งว่า “ปิดปากฝ่ายค้าน” หลีกหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องไว้
แน่นอนว่า “พรรคภูมิใจไทย” โดยเฉพาะ ผู้นำสูงสุดหลังฉากค่ายน้ำเงิน จะตัดสินใจไฟเขียว เปิดวันเวลาให้ฝ่ายค้านได้อภิปรายเต็มที่ โดยจะใช้เทคนิคในการประท้วง เพื่อตัดเกมทำลายสมาธิฝ่ายค้านไม่ให้ตรวจสอบได้โดยง่าย และคงได้เห็นขุนพลพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ โชว์โวหารดิสเครดิตนายกฯ กลางสภาในช่วง เดือน พ.ย.นี้
ภท.ผงาดตราบาปเอ็มโอเอ พรรคส้ม
ผลพวงจากการเคาะวันเวลาซักฟอกไม่ได้ข้อยุติในเวลานี้ ทำให้คนการเมืองอ่านกันว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากพรรคประชาชนเองที่สร้าง “ตราบาป” ในทางการเมืองให้กับตัวเองไว้ เมื่อ 1 ปีก่อน
โดยเฉพาะบทบาทผู้นำพรรคอย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคที่ตัดสินใจเปิดดีลปีศาจ ทำสัญญา ประชาคม MOA ทั้งที่รู้ในทางลึกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เมื่อปลายปี 2568
“ตราบาป” ครั้งนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างซุบซิบในวงการเมืองถึงข้อครหาต่างๆ ที่อาจมีสัญญาลับ สัญญาใจบางอย่างของขุนพลสีส้มในการโหวตหนุน “อนุทิน”เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยรอบแรก จนส่งผลให้การเมืองไทย ณ วันนี้ ติดขัดติดหล่มไปหมดทุกอย่าง
“ระบอบสีน้ำเงิน”กัดกินรวบประเทศตามข้อกล่าวหาของ “พรรคประชาชน” ส่วนหนึ่งจึงหลีกหนีไม่ได้ ที่จะต้องพูดถึงต้นทางจากการใช้เสียงของพรรคประชาชนในการหนุนส่งให้อำนาจ “อนุทิน”ขึ้นเป็นนายกฯ จนกระทั่งสร้างพรรคสีน้ำเงินเติบใหญ่เป็นพรรคเบอร์หนึ่งในปีกอนุรักษนิยมได้จนถึงทุกวันนี้ และยากที่จะล้มลงได้ด้วยเสียง สส.ในสภา
“บันเทิงธิปไตย” จึงเป็นบทสรุปคำจำกัดความนิยามความเป็นพรรคประชาชน ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” สะท้อนให้ได้อย่างแจ่มชัดถึงผลของการเดินเกมฝ่ายสีส้มในอดีตที่ถูกมองว่าผิดพลาดจนถึงวันนี้





