รองปลัด มท.ฝ่ายความมั่นคง แจง กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ ย้ำ 5 แนวทางจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา ยึดหลักรักษาอธิปไตย-ดูแลความปลอดภัย ปชช.
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 410 อาคารรัฐสภา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน เข้าร่วมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาศึกษาและติดตามสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม และมีคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมประชุม
นายอนุพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี จึงได้นำนโยบายและข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งเน้นการดำเนินงานตามหลักการ “พื้นที่ส่วนหลังต้องปลอดภัย และประชาชนต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง”
ด้วยกลไกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) สนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมทั้งมอบหมายภารกิจส่วนราชการในสังกัดดำเนินมาตรการ 5 ด้าน ได้แก่
1. ขับเคลื่อนแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง โดยกรมการปกครองได้กำหนดแนวทางการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เพื่อสนับสนุนภารกิจของฝ่ายทหารและดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่ชุมชน อาทิ การเฝ้าระวัง และแจ้งเตือนภัย การสนับสนุนการอพยพประชาชน การรักษาความสงบเรียบร้อยในศูนย์พักพิง ตลอดจนการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งการรักษาระบบการสื่อสาร และสายการบังคับบัญชาให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่ชายแดน ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด รวม 779 แห่ง ดำเนินการแล้วเสร็จร้อยละ 98.46 และการสื่อสารเพื่อความมั่นคง โดยซ่อมแซมและสร้างหอกระจายข่าว รวม 231 แห่ง โดยดำเนินการแล้วเสร็จครบทุกแห่ง และเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิงที่สามารถเปิดใช้การทันที 1,182 แห่ง รองรับประชาชนได้กว่า 4.1 แสนคน
3. การเตรียมความพร้อมกำลังฝ่ายปกครองเพื่อรองรับสถานการณ์ โดยกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ปรับแผนการสั่งใช้กำลังสมาชิก อส. ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมุ่งเน้นภารกิจด้านการรักษา ความปลอดภัยประชาชนและการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังเป็นสำคัญ
4. การใช้กลไกภาคประชาชนในการรักษาความมั่นคงระดับหมู่บ้าน โดบชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ของ ชรบ. ในพื้นที่ชายแดน จำนวน 1,478 หมู่บ้าน อาทิ ค่าอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น ทั้งการเสริมศักยภาพด้วยการฝึกอบรม การเตรียมความพร้อมด้านกำลังพลและอุปกรณ์ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของ ชรบ. อย่างเหมาะสม พร้อมอนุมัติกรอบตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เพิ่มเติม ในหมู่บ้านพื้นที่อำเภอชายแดนไทย – กัมพูชา 618 หมู่บ้าน
5. การเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บตามหลักเกณฑ์
“กระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยเพื่อความผาสุกของประชาชนตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยหลักสำคัญคือ “การรักษาความมั่นคง และอธิปไตยของประเทศควบคู่กับการดูแลความปลอดภัย สิทธิ และคุณภาพชีวิตของประชาชน” พร้อมประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลเป็นรูปธรรมสูงสุด” นายอนุพงศ์ กล่าว





