กระแสข่าว “ดีลแลกโหวต” หรือโมเดล “ควบรวมน้ำเงิน-เขียว” ภูมิใจไทยก็มีแต่ได้กับได้กับกระแสข่าวนี้
KEY POINTS
- 'ครูใหญ่' ซึ่งเป็นผู้นำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กำลังกดดันพรรคกล้าธรรม (กธ. หรือ 'พรรคเขียว') ให้ควบรวมพรรค เพื่อสกัดการเติบโตและรวบอำนาจ
- การเจรจาควบรวมพรรคนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณข่มขู่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทย ('พรรคแดง') ให้ควบคุมสมาชิกพรรคให้อยู่ในแถว
- ดีลการควบรวมพรรคถูกมองว่าเป็น "ดาบสองคม" เพราะแม้จะทำให้พรรคภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็อาจสร้างความขัดแย้งปั่นป่วนภายในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้
ข่าวคราว “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” ยื่นเงื่อนไข “ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า” พรรคกล้าธรรม ยุบรวม “พรรคเขียว” รวม “พรรคน้ำเงิน” หากต้องการร่วมรัฐบาล ถูกผูกโยงหลังมีการปล่อยภาพดินเนอร์กระชับมิตรระหว่าง“ผู้กอง”และ “นายกหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” คีย์แมนคนสำคัญ ที่ร้านอาหารอินเดียชื่อดัง ในโรงแรมใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
การขยับฉากของ “ผู้นำหลังม่านสีน้ำเงิน” กำลังสะท้อนถึงกระแสข่าว“ดีลแลกโหวต”ที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้า ที่ว่า “กล้าธรรม” เตรียมร่วมรัฐบาลหลังเสร็จศึกซักฟอก และอาจหมายรวมไปถึงการ “หั่น-เฉือน” โควตารัฐมนตรี โดยเฉพาะสัดส่วน “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” ให้พรรคเขียว หากมีการปรับครม.
ทว่าหากจับสัญญาณ “ครูใหญ่” ที่โยนโจทย์ควบรวมพรรค เหมือนกรณีพรรคชาติไทยพัฒนา นั่นหมายความว่า “ดีลแลกโหวต” ที่มีความพยายามปล่อยออกมาก่อนหน้าอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ “ผู้นำหลังม่าน”ทุบโต๊ะ ดังที่ “คีย์แมนพรรคเขียว” พยายามขายฝันลูกพรรคเตรียมแต่งตัวเป็นรัฐบาล แต่เป็นการร่วมแบบ “มีเงื่อนไข”
ที่สำคัญ“ครูใหญ่” ย่อมรู้ดีถึงลำดับการเติบโตของ “พรรคกล้าธรรม” ที่เพิ่งก่อตั้งมาได้9ปีเศษ ผ่านสนามการเมืองมาแค่1ครั้งคือการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่8ก.พ.2569 แต่กลับฝ่าดงพรรคกระแส “ตีตั๋วผู้แทน” เข้าสภาฯถึง58 ที่นั่ง อยู่ในระดับเป็นพรรคตัวแปรในสมการการเมือง
แถมหลายพื้นที่ “ภูมิใจไทย” ถูก “กล้าธรรม” เจาะไข่แดง โดยเฉพาะสนามภาคใต้ ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นพรรคน้ำเงิน หรือ จ.สุพรรณบุรี ที่ถูกผูกขาดโดยมังกรสุพรรณมาอย่างยาวนานกลับถูกเจาะไข่แดงโดย “พรรคเขียว” ไป1ที่นั่ง เป็นที่มาที่ทำให้ “ครูใหญ่” ออกอาการหัวเสีย และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไม่ดึงกล้าธรรมร่วมรัฐบาล
แน่นอนว่า หากยังขืนปล่อยให้เติบโตต่อไปเรื่อยๆทำไปทำมาอาจกลายเป็นพรรคกล้าธรรม ที่จะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของ “พรรคภูมิใจไทย” ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ใช่ “เพื่อไทย” หรือ “ประชาธิปัตย์” ดังเช่นที่ผ่านมา
ฉะนั้นการโยนโจทย์ควบรวมพรรค เหมือนกรณีพรรคชาติไทยพัฒนา จึงเห็นได้ชัดว่า “ครูใหญ่” กำลังวางเกมเพื่อรวบอำนาจสีน้ำเงิน ขณะเดียวกันยังสกัดไม่ให้พรรคเขียวเติบโตมากไปกว่านี้
จะว่าไปไม่ว่าจะเป็น กระแสข่าว “ดีลแลกโหวต” หรือโมเดล “ควบรวมน้ำเงิน-เขียว” ภูมิใจไทยก็มีแต่ได้กับได้กับกระแสข่าวนี้
เพราะนอกเหนือจากจะโชว์ความแข็งแกร่งของ “พรรคน้ำเงิน” ที่รวมศูนย์อยู่ที่ “ครูใหญ่” แถมยังกำกราบพรรคเขียวไม่ให้เติบโต มิหนำซ้ำหากควบรวม2พรรคจะมีเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด250เสียง แทบจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
เหนือไปกว่านั้นจังหวะขยับฉากของ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” อาจกำลังส่งสัญญาณไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “พรรคแดง” แม้ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จะยืนยันกลางวางรับประทานอาหารระหว่างนายกฯและรัฐมนตรีภูมิใจไทย ร่วมกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่15ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อไทยพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในเวทีซักฟอก
ทว่าภายใต้สัญญาณการ “โยนไพ่ต่อรอง” ในหลายฉากหลายตอน ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสัญญาณจาก “ทักษิณ ชินวัตร” นายใหญ่ค่ายสีแดง ที่เลือกไทม์ไลน์ในช่วงที่สภาฯกำลังเปิดศึกซักฟอก ในขณะที่พรรคเพื่อไทย กำลังถูกจับตาถึงทิศทางโหวต “ยื่นคำร้อง” ต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับ “นิรโทษกรรม” และ “พ้นจากความรับผิด” ทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2568
หรือแม้แต่ท่าทีของบรรดาสส.อาทิ “วิสุทธ์ ไชยณรุณ” ประธาน สส.พรรค ที่ออกโรงพูดชัด ซักฟอกครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีหน้าที่ต้องตอบคำถามแทนรัฐมนตรี แต่มีหน้าที่เพียงฟังข้อมูลของฝ่ายค้าน ก่อนตัดสินใจโหวต
ไหนจะบรรดา “สส.ขาประจำ” ที่มักอภิปรายในลักษณะเป็น “ฝ่ายค้าน” ที่แฝงตัวอยู่ในรัฐบาล
แน่นอนว่า การส่งสัญาณของ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” เวลานี้ จึงหวังสื่อสารไปถึง“พรรคเพื่อไทย” จัดการลูกพรรคให้อยู่ในร่องในรอยของการเป็น “พรรคร่วมรัฐบาล” โดยมี “พรรคเขียว” เป็นสมการต่อรอง
เหนือไปกว่านั้นต้องจับตาโมเดลควบรวมพรรคที่กำลังถูกพูดถึงในเวลานี้ ในมุมกฎหมายมีการหยิบยกบทบัญญัติ มาตรา 99 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า “ห้ามไม่ให้มีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็น ส.ส. ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร”
ฉะนั้น “2ช่องทาง” ที่สามารถทำได้และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในสภาฯชุดที่ผ่านมา
ทางแรก เหมือนกรณี ร.อ.ธรรมนัส และสส.ในกลุ่ม ถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ 2 ไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทยและพรรคกล้าธรรม
โดยยึดตามมาตรา 101 (9) ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า “ให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลง เมื่อถูกขับพ้นพรรค ด้วยมติกรรมการบริหารพรรคและสส.พรรครวมกัน ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วม”กรณีนี้ สส.สามารถหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วัน
ทางที่สองคือ กรณียุบพรรค จะสามารถหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดได้ภายใน 60 วัน
ต้องจับตาโมเดลควบรวม “พรรคเขียว” ไปรวมกับพรรคน้ำเงินในเวลานี้ แม้ในแง่ “ดุลอำนาจ” จะทำให้น้ำเงินแข็งแกร่งชนิดที่แทบเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ แถมยังได้กำหราบบรรดาพรรคร่วมให้อยู่ในร่องในรอยการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
แต่โมเดลนี้อาจกลายเป็น“ดาบสองคม” สะท้อนกลับไปทิ่มแทงภูมิใจไทย เพราะภายใต้ความแข็งแกร่งในดุลอำนาจ อาจที่นำมาซึ่งความอลหม่านปั่นป่วนภายใน โดยเฉพาะ “โควตารัฐมนตรี” ของบรรดาซุ้มบ้านใหญ่ที่เวลานี้ยังเฉือนเฉลี่ยกันไม่ลงตัว
ตอกย้ำจากกรณีตรวจสอบทรัพย์สิน “ไอเดียร์” สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ ซึ่งฟันธงไปที่คนในพรรคเล่นกันเอง เพื่อหวังสกัดกั้น “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์” สส.ชัยภูมิผู้เป็นพ่อนั่งเก้าอี้เสนาบดี
การขยับฉากของ “ผู้นำหลังม่านสีน้ำเงิน” ในเวลานี้จึงต้องจับตา คาดว่า หลังเสร็จศึกซักฟอกน่าจะได้เห็นสัญญาณชัดว่า ภายใต้สารพัดสูตรที่ถูกปล่อยออกมานี้บทสรุปจะทุบโต๊ะที่สูตรใด





