กมธ.พัฒนาการเมืองฯ รับลูก ภาคปชช. สอบปมแก้ 4 กม. ริบภาษีบาป ด้าน ภาคีปชช. เรียกร้อง “ภท.” ถอนเนื้อหาจากกระบวนการ เพื่อจัดเวทีฟังความเห็น ตามรธน.
ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา รับยื่นหนังสือจากเครือข่ายแรงงาน และภาคีภาคประชาสังคม เพื่อขอให้เร่งทบทวนและถอดถอนร่างกฎหมายจัดการภาษีบาป 4 ฉบับ ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และพรรคภูมิใจไทย
โดยนางสุนี ไชยรส ตัวแทนเครือข่าย กล่าวว่ากฎหมาย 4 ฉบับมีเจตนารมณ์ชัดเจนและทำงานด้วยความมุ่งหวังเพื่อประโยชน์ประชาชนที่ไม่ผ่านงบประมาณของรัฐ ทั้งนี้การดำเนินงานของ 4 กองทุน โดยเฉพาะสื่อสาธารณะที่ทำงานวิจารณ์การทำงานของรัฐ ไม่สามารถกลับเข้าสู่งบประมาณปกติ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ 2560 ในกระบวนการออกกฎหมาย ต้องไม่ออกกฎหมายที่ไม่จำเป็น หากจะออกกฎหมายต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
นางสุนี กล่าวต่อว่าการนำเสนอของนายกฯ และ พรรคภูมิใจไทย แม้แต่ 4 องค์กรไม่เคยถูกหารืออย่างจริงจัง ทั้งนี้การรับฟังความเห็นที่ทำผ่านระบบออนไลน์ในระยะเวลาที่สั้น ทั้งที่เจตนารมณ์กฎหมายใหญ่ๆ 4 ฉบับจำเป็นต้องมีเวทีรับฟังความเห็นที่เปิดกว้าง จริงจัง ไม่ใช่ผ่านเว็บไซต์ในเวลาไม่กี่วัน ที่สำคัญผลการรับฟังความเห็นทั้ง 4 ฉบับมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกว่า 70%
"สิ่งที่เรียกร้องต่อพรรคภูมิใจไทย มีทางเดียวคือ ต้องถอนร่างทั้ง 4 ฉบับ และเข้าสู่กระบวนการรับฟังความเห็นโดยกว้างขวาง เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงอนุสัญญาที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจ และงบประมาณเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานเชิงรุก ตรวจสอบนโยบายรัฐบาล” นางสุนี กล่าว
ทั้งนี้ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า กมธ. ได้รับหนังสือจากกลุ่มต่างๆ ที่แสดงความกังวลต่อสิ่งที่จะกระทบต่อความเป็นอิสระของการทำหน้าที่ในองค์กรที่วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล ส่วนตัวยืนยันหลักการการทำงานอิสระ ดังนั้นกมธ.จะรับข้อร้องเรียนไปพิจารณา รวมถึงหลักการของกฎหมายที่อาจขัดแย้งต่อความเป็นสื่อสาธารณะและองค์กรที่ใช้ความอิสระทำงาน รวมถึงกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะนำบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมกมธ. โดยเร็ว
“การออกกฎหมายแบบนี้ ต้องทำให้เกิดความชอบธรรม ไม่ใช่อาศัยเสียงข้างมากของสองสภาฯ เท่านั้น ดังนั้นต้องมีแนวทางการพิจารณาที่ชัดเจน และถี่ถ้วนต่อการออกกฎหมายหรือ ผ่านกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อตัวรัฐบาลเอง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว





