จับตาโฉมหน้าปรับ ครม.ชุดใหม่ รัฐบาลอนุทิน จ่อดึงพรรคกล้าธรรม ร่วมผนึกพรรคร่วมรัฐบาล ตัวแปร3 พรรค “น้ำเงิน-แดง-เขียว” ขณะที่พรรคเพื่อไทย เล่นบทนิ่ง รักษาเสถียรภาพ-เก้าอี้รัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง
KEY POINTS
- พรรคเพื่อไทยมีโควตารัฐมนตรี 8 ตำแหน่ง ในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ท่ามกลางกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมเตรียมร่วมรัฐบาลหลังศึกซักฟอก
- "เพื่อไทย" จำเป็นต้องแสดงบทบาทพันธมิตรที่ดีมากกว่าเล่นเกมแตกหัก และสนับสนุนรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อรักษาเก้าอี้รัฐมนตรี 8 ตำแหน่งไว้ดังเดิม แม้จะมีโอกาสถูกเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรีใหม่
- "เพื่อไทย" วันนี้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองต่ำ แกนนำพรรคไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องร่วมรัฐบาลด้วยบทเป็นมิตรที่ดีกับค่ายน้ำเงิน เพื่อสร้างแต้มนิยมทางการเมืองผ่านผลงานและผลักดันนโยบายภาพใหญ่ในระยะยาว
กระแสข่าว พรรคกล้าธรรม กำลังสิ้นสุดทาง “รอคอย” ใกล้งวดมาทุกที แน่นอนการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล 2 จะเกิดขึ้นหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและ 17 รัฐมนตรี ในช่วงปลายเดือน ต.ค. 2569
เมื่อ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ได้พรรคกล้าธรรม 58 เสียง เข้าร่วมรัฐบาล จะทำให้กลายเป็นรัฐบาลที่ประกอบด้วยสมการพรรคการเมืองตัวแปรหลัก คือ พรรคเพื่อไทย 74 สส. โดยมี พรรคน้ำเงิน ที่เป็นแกนนำหลัก 192 สส. คุมเสียงเด็ดขาดในรัฐบาล ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีความแข็งแกร่ง ยากที่ฝ่ายค้านจะล้มลงในรัฐสภาได้
เพราะแค่ สมการ 3 สี “น้ำเงิน-แดง-เขียว” เพียงเท่านี้ก็มีพลังทางการเมืองมากถึง 325 เสียง ยังไม่นับพรรคอะไหล่ที่ประกอบกำลังด้วยพรรคขนาดเล็กหลายพรรค
ตัดมาที่ “พรรคเพื่อไทย” ภายใต้คณิตศาสตร์ทางการเมือง ยอดรวม 74 สส. นั้น มี โควตารัฐมนตรีอยู่ 8 เก้าอี้ ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 1 เก้าอี้ กระทรวงแรงงาน 1 เก้าอี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1 เก้าอี้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3 เก้าอี้ และกระทรวงศึกษาธิการ 2 เก้าอี้ เป็นดีลที่ตกลงกันไว้สำหรับการร่วมรัฐบาลน้ำเงิน-แดงเมื่อต้นปี 2569
แน่นอนว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ที่ฝ่ายค้าน โหมกระแสหยุดระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทยนั้น พรรคเพื่อไทยไม่มีทางเลือกมากนัก คือจำเป็นต้องลงมติไว้วางใจ ให้กับ “อนุทิน” และรัฐมนตรีที่อยู่ในลิสต์ซักฟอก อย่างเลี่ยงไม่ได้
ถ้า “ค่ายแดง” เตรียมที่จะโหวตสวนขึ้นมา หรือแตกแถวนั้น พรรคกล้าธรรม ก็พร้อมสแตนบายด์ รอร่วมรัฐบาล แถมได้เก้าอี้รัฐมนตรีเกรดเอในครอบครองของพรรคเพื่อไทยกลับมาอยู่ในอำนาจอีกครั้ง
อีกทั้งแกนนำพรรคประเมินแล้วว่า ยังไม่ใช่โอกาสที่จะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ซึ่งมีสัญญาณที่ชัดเจนออกจาก “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ และ รมว.อว. ที่การันตี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พรรคพร้อมให้การสนับสนุนในศึกซักฟอก รวมทั้งยังเห็นว่าการมีเสถียรภาพของรัฐบาลมีความสำคัญที่สุดในชั่วโมงนี้ เพราะพรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องผลักดันนโยบายขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าด้วยโรดแมประยะยาว 4 ปี
ถอดสัญญาณจากคำยืนยันของ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ศึกษาธิการ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ย้ำชัดเจนเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2569 ท่ามกลางกระแสข่าว “พรรคกล้าธรรม” รอคอยวันปรับ ครม.ว่า พรรคเพื่อไทยเรามีโควตา 5 กระทรวง 8 ตำแหน่ง เชื่อว่าไม่กระทบ และพรรคเพื่อไทยยังทำงานปกติดีอยู่ในการสนับสนุนการทำงานภาพรวมของรัฐบาล เรื่องนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ส่วนจะมีการเกลี่ยโควตาใหม่หรือไม่นั้น “ประเสริฐ” เลี่ยงตอบว่า เรื่องนี้ยังเร็วเกินกว่าที่จะพูด ยังไม่อยากให้มองไปไกลถึงขนาดนั้น
จับสัญญาณภายในพรรคเพื่อไทย เป็นที่รับรู้กันว่า แกนนำและผู้นำจิตวิญญาณสูงสุด ยังไม่ถึงเวลาเล่นเกมแตกหัก กับพรรคภูมิใจไทย ว่ากันว่า 2ผู้นำสูงสุดทั้งค่ายแดงและค่ายน้ำเงิน มีการพูดคุยกันในทางลับเป็นระยะสำหรับการเดินเกมทางการเมือง
ขณะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เลือกเก็บตัวเงียบ ใช้เวลาท่องเที่ยวกับครอบครัว และขยับเส้นสายทางการเมืองด้วยการเล่นกระแสกับความรู้สึกของมวลชนเอฟซีเพื่อไทย ด้วยการมอบอำนาจให้ทนายความส่วนตัว ยื่นคำร้องเพื่อขอนิรโทษกรรมในคดีอาญาที่ตัดสินถึงที่สุด เป็นบ่วงกรรมรัดตัวไม่ให้อยู่หน้าฉากได้
ที่สำคัญยังไม่ใช่เวลาที่พรรคเพื่อไทยจะต่อรองขอปรับ-เปลี่ยนกระทรวงได้ง่ายเหมือนสมัยที่พรรคเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะภายใต้สมการทางการเมือง พรรคภูมิใจไทย มี สส.ที่มากกุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อดีดลูกคิดทางการเมืองแล้ว “พรรคเพื่อไทย” อ่านเกมออกว่า หากพรรคเพื่อไทยต้องถูกปรับออกด้วยการเล่นบทต่อรองทางการเมืองโดยเฉพาะกระทรวงเกรดเอบางกระทรวง ก็อาจทำให้ต้องสูญเสียโอกาสการเป็นรัฐบาลและเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับพรรคกล้าธรรมได้
ถึงแม้จะมีเสียงพูดของคนในพรรคเพื่อไทยทำนองว่า เมื่อถึงเวลาค่ายแดงจำเป็นต้องใช้จังหวะชิงกระแสมวลชนด้วยการถอนตัวรัฐบาลเมื่อเงื่อนไขทางการเมืองรุมเร้าพรรคน้ำเงิน เพราะการเป็นฝ่ายค้านได้แต้มกระแสง่ายกว่าการเป็นรัฐบาล
รวมทั้งยังมีเสียงปลุกเร้าในทำนองหากต้องต่อรองหรือถูกเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรีใหม่ ก็ควรยื่นเงื่อนไขแลกกระทรวงเกรดเอ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแนวทางนี้ยังคงเป็นไปได้ยากในตอนนี้ ท่ามกลางความอ่อนแรงในการต่อรอง เพราะยอด สส.ที่ต่ำร้อย
เมื่อดูบริบททางการเมืองชั่วโมงนี้ พรรคเพื่อไทย ไม่มีทางเลือกที่เล่นเกมชิงกระแสมวลชนได้เท่าใดนัก ซึ่งการขับเคลื่อนมวลชนทำได้เพียงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ผลงานที่ออกมายังไม่เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนนัก
ส่วนกระทรวงอื่นๆ เป็นเพียงด้านสังคม ไม่ใช่นโยบายภาพใหญ่ที่พลิกแต้มทางการเมืองได้เหมือนในอดีต
ย้อนไปในปลายรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ใช้จังหวะขอเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อหวังเดินเกมใหญ่ก่อนเลือกตั้งคือ ปราบปรามยาเสพติด แต่แล้วก็เกิดตกม้าตายพลาดท่าให้ดีลพิสดาร เมื่อ "ค่ายส้ม" โหวตตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยส่ง "อนุทิน" ขึ้นแท่นนายกฯ ภาคแรก
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นาทีนี้ พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องเล่นบท “เด็กดี” คือต้องเลือกให้เกียรติแกนนำเบอร์หนึ่งผ่านการไว้วางใจรัฐมนตรีค่ายน้ำเงิน
อีกทั้งยังต้องกอดโควตา 8 รัฐมนตรีให้อยู่ในสัดส่วนตามเดิมไว้ให้ได้ ท่ามกลางกระแสข่าวการเฉือนโควตาไปให้กับพรรรคกล้าธรรม ขณะที่พรรคน้ำเงินก็หวั่นๆ จะสูญเสียเก้าอี้รัฐมนตรีให้พันธมิตรใหม่แต่หน้าเก่า ที่เข้าข่ายเจ็บปวดมากสุดคือบรรดาก๊วนลูกเทพอาจมีรัฐมนตรีอย่างน้อย 1 เก้าอี้ถูกเฉือนไปให้พรรคผู้กอง
ภายใต้บริบทที่พรรคเพื่อไทยไม่แข็งแรง แถมยังถูกบีบหนักด้วยการเพิ่ม “กล้าธรรม” มาเป็นอีกพรรคตัวแปรสำรองในพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ทำให้ถูกมองว่าเกมนี้ “พรรคภูมิใจไทย” ได้เปรียบที่สุด เพราะสามารถทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ลดแรงต่อรองทางการเมืองลงไปได้ รวมทั้งยังกดพรรคเพื่อไทยไม่ให้เดินเกมชิงแต้มเป็นพรรคกระแสได้ง่าย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า พื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือและอีสานกำลังประสบเคราะห์วิบากกรรมจากการเจอรุมตัดแต้ม ทั้งจากพรรคน้ำเงินและพรรคสีเขียว ที่ใช้ยุทธวิธีเดินเกมทางกระสุนเพื่อสยบแต้มกระแสในตามชนบท
จึงไม่แปลกที่วันนี้ “พรรคเพื่อไทย” จะเล่นบทนิ่ง ไม่ต่อรองทางการเมืองมากไปกว่านี้ เพราะหากต่อรองมาก อาจชอกช้ำทางการเมืองพลาดตำแหน่งในรัฐมนตรี ซ้ำรอยเหมือนช่วงปลายรัฐบาลแพทองธารได้ จนยากที่จะกู้เรตติ้งให้ฟื้นคืนเป็นพรรคเกินร้อยเสียงได้





