วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

สูตรเสี้ยม‘แดง-เขียว’แตก‘น้ำเงิน’ ‘ทักษิณ-เนวิน’ ดีลฉากใหม่?

นอกเหนือจากสัญญาณรีเซ็ตด้วยการ “ปรับครม.” การขยับของ “ทักษิณ” โดยเลือกไทม์ไลน์ที่สภาฯกำลังเปิดฉากวาระสำคัญ อาจกำลังส่งสัญญาณชัดถึง “ดีลฉากใหม่” ระหว่าง “นายใหญ่” และ “ครูใหญ่”

KEY POINTS

  • การที่ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมในช่วงเวลาเดียวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อส่งสัญญาณและเพิ่มอำนาจต่อรอง ไม่ใช่การวางมือทางการเมืองโดยสิ้นเชิง
  • มีการคาดการณ์ถึงสมการการเมืองใหม่ที่พรรคเพื่อไทย (แดง) อาจจับมือกับพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคอื่น (เขียว) เพื่อโหวตสวน หรือถอนตัวจากรัฐบาล ซึ่งจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาล (น้ำเงิน) กลายเป็นเสียงข้างน้อย
  • การขยับตัวของทักษิณถูกตีความว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณไปถึงเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีในพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่ "ดีลฉากใหม่" หรือการเจรจาต่อรองขั้วอำนาจกันอีกครั้ง

“ดุลอำนาจ” แดง-น้ำเงิน ที่แม้เวลานี้ทั้ง “ภูมิใจไทย” และ “เพื่อไทย” จะยังคงกอดคอร่วมหัวจมท้ายร่วมรัฐบาล ขณะที่หลายบริบทการเมืองยังอาจไม่เอื้ออำนวยต่อการเปิดฉาก“หักดิบ” จนนำไปสู่สมการพลิกขั้ว แต่หลายฉากหลายตอนที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนถึง “อำนาจต่อรอง” ที่ต่างฝ่ายต่างซ่อนไพ่ไว้ในมือ 

อย่างที่รู้กัน “เวทีซักฟอก” กำลังเปิดฉากในช่วงปลายเดือนต.ค. ภายใต้สัญญาณที่เห็นชัดว่า มีแค่รายชื่อ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย และ17 รัฐมนตรีสีน้ำเงิน  “เกมส้ม” หวังเปิดเกมเสี้ยม “พรรคแดง” วัดใจผ่านเสียงโหวต โดยเฉพาะบรรดาสส.แดงขาประจำ ที่มักจะถล่มปมร้อนสีน้ำเงินในสภาฯ ว่าจะลงมติในทิศทางใด 

จู่ๆกลับได้เห็นสัญญาณจาก “ทักษิณ ชินวัตร” นายใหญ่ค่ายสีแดง  แม้เวลานี้สวมบทจำศีลหลังคืนอิสรภาพ แต่กลับ “ขยับฉากการเมือง” ด้วยการ “ยื่นคำร้อง” ต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับ “นิรโทษกรรม” และ “พ้นจากความรับผิด” ทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2568 

ตามกระบวนการ คณะกรรมการฯ จะต้องรวบรวมคำร้องและตรวจสอบรายละเอียด เช่น มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ หรือเป็นคดีอาญาปกติทั่วไปที่ไม่เข้าเกณฑ์  โดยตามกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการฯ ต้องพิจารณาและทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันรับคำร้อง โดยสามารถขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

เบื้องหน้าแม้ “วิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความส่วนตัวทักษิณ จะพยายามหยิบยกเหตุในเรื่องคดีความที่เป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์การเมืองปี2549 จนนำมาสู่การรัฐประหาร

“การยื่นนี้ ท่านต้องการล้างมลทินเรื่องที่กล่าวหาท่าน และท่านได้รับโทษ ท่านต้องการทำมาหากิน ใช้ชีวิตสงบสุข ท่านอายุมากแล้ว และประสงค์ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง หรือไปลงการเมืองอะไร”

แต่ “เบื้องลึก” ปฏิเสธได้ยากว่า หาก “ทักษิณ” ได้รับอานิสงส์จากพ.ร.บ.ฉบับนี้ นั่นอาจหมายรวมไปถึงการปลด “บ่วงการเมือง” ที่กำลังพันธนาการอดีตนายกฯในเวลานี้อีกด้วย 

เหนือไปกว่านั้น การเลือกไทม์ไลน์ในช่วงที่สภาฯกำลังเปิดศึกซักฟอก ในขณะที่พรรคเพื่อไทย กำลังถูกจับตาถึงทิศทางโหวต ด้วยการยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรม เป็นการตอกย้ำจังหวะก้าวย่างของ “นายใหญ่เพื่อไทย” ที่ประกาศจำศีล แต่อาจไม่ได้สวมบท“เสือหมอบ” หรือสยบยอมอะไรโดยง่าย 

กรณีนี้ยังเจอ “เกมเสี้ยม” ดอกสอง จาก “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน อดีตแกนนำนปช. อ่านเกมขยับฉากของ “นายใหญ่” แถมหยิบยกความสัมพันธ์ระหว่าง “ทักษิณ” กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่อาจมากกว่า “อนุทิน” ด้วยซ้ำ

แกนนำคณะหลอมรวมฯ ขยี้สูตร “แดง-ส้ม” หรือ “แดง-เขียว” คือ  "เพื่อไทย" ถอนตัวแค่ 1 พรรค หรือ "โหวตสวน"  ไปร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้าน หรือประสานจัดการใหม่กับ "พรรคกล้าธรรม" จากฝ่ายเสียงข้างมากจะกลายเป็นเสียงข้างน้อย คณะรัฐมนตรีจะถูกคว่ำกลางสภาฯ

จริงอยู่ หากจับสัญญาณการเมือง ภายใต้ “สูตรเสี้ยม” ดังกล่าว ในมิติการเมืองจะให้น้ำหนักเป็นไปได้น้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” ถือตั๋วพิเศษ ในการครองอำนาจบนกระดานการเมือง แต่ภายใต้ “ไพ่ลับ” ที่ต่างฝ่ายต่างซ่อนไว้ในมือ 

 “ฝั่งแดง” ที่แม้จะมีข้อจำกัดจำนวนตัวเลขสส. ที่มีอยู่ในมือเวลานี้ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างแต้มต่อ ขณะที่ “ฝั่งน้ำเงิน” แม้เวลานี้ถือแต้มได้เปรียบในแง่จำนวนสส.ที่ห่างจากพรรคลำดับสองคือ “พรรคแดง” กว่าเท่าตัว หรือแม้จะมี “พรรคเขียว” ที่เป็นฝ่ายคอย เป็นสมการเสริมร่วมรัฐบาลก็ตาม

ทว่าลึกๆแล้ว “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” ย่อมรู้ดีว่า ด้วยยี่ห้อ“นายใหญ่” ค่ายแดง ในฐานะนายเก่า ไม่มีทางสยบยอมอะไรโดยง่าย หากเลือกที่จะแตกหักในเวลานี้ อาจตามมาด้วยสารพัดนิติสงครามที่รอจังหวะเอาคืน โดยเฉพาะคดีโกงสว. ที่ทิ้งไว้ซึ่งสารพัดข้อกังขา 

ทั้งผลการพิจารณาของอนุไต่สวนฯ ชุดที่26 ไหนจะบรรดาคดีการเมืองที่เคยค้างคาในกระบวนการในยุคที่พรรคเพื่อไทยเรืองอำนาจ อาจถูกขุดคุ้ยกลับมาอีกครั้งในวันแยกทาง

ขณะที่สมการตัวแปรอย่าง “พรรคเขียว” ก่อนหน้า ออกมาเปิดหน้าชัด ต้องการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อยู่ในโควตาพรรคเพื่อไทย กลับมาอยู่ในการครอบครองของ “ซุ้มผู้กอง”

ย่อมต้องจับตา นอกเหนือจากสัญญาณรีเซ็ตด้วยการ “ปรับครม.” ที่ถูกคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันแล้ว การขยับของ “ทักษิณ” โดยเลือกไทม์ไลน์ที่สภาฯกำลังเปิดฉากวาระสำคัญ

 อาจกำลังส่งสัญญาณชัดถึง “ดีลฉากใหม่” ระหว่าง “นายใหญ่” และ “ครูใหญ่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นได้