ปภ. อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด 19 จังหวัดและ กทม. ระดับน้ำเริ่มลดลงต่อเนื่อง พร้อมเร่งสูบระบาย-ฟื้นฟู และเตือนเฝ้าระวังฝนตกหนักรอบใหม่ 20-25 ต.ค. นี้
วันนี้ (20 ต.ค. 69) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เผยรายงานความคืบหน้าสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย ล่าสุดพบว่า ยังคงมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมครอบคลุม 19 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมในทุกพื้นที่ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ปภ. จึงร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เร่งระดมกำลังพล รถปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง พร้อมเข้าช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่เสียหาย ให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
ภาพรวมความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั่วประเทศ
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงสาเหตุและภาพรวมของสถานการณ์ว่า เกิดจากสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากสะสมในหลายพื้นที่ช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการระบายน้ำจากภาคเหนือไหลลงมาสมทบกับมวลน้ำในลุ่มน้ำภาคกลาง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังและน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่
จากข้อมูลของ ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.ปภ.) ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. สรุปตัวเลขพื้นที่ประสบอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 22 จังหวัด 78 อำเภอ 595 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 450,944 ครัวเรือน (คิดเป็น 1,367,191 คน) และมีรายงานผู้เสียชีวิตสะสมจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้แล้วหลายรายในหลายจังหวัด
แม้ว่าระดับน้ำจะลดลงในทุกจุด แต่ความเสียหายยังกระจายตัวอยู่ใน 4 ภาคหลัก โดยมีรายละเอียดแยกตามรายภาคดังนี้
รายงานสถานการณ์น้ำท่วมรายภูมิภาค (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ต.ค. 69)
1. ภาคเหนือ (2 จังหวัด)
- จังหวัดพิษณุโลก น้ำท่วมขังในพื้นที่ อำเภอบางระกำ รวม 4 ตำบล 7 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 69 ครัวเรือน สถานการณ์ปัจจุบันระดับน้ำลดลง
- จังหวัดนครสวรรค์ ประสบภัย 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพยุหะคีรี, อำเภอเมืองนครสวรรค์, อำเภอชุมแสง และอำเภอท่าตะโก รวม 19 ตำบล 104 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 763 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง
2. ภาคตะวันออก (4 จังหวัด)
- จังหวัดนครนายก ประสบภัย 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอองครักษ์ และอำเภอบ้านนา รวม 12 ตำบล 117 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 23,835 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 6 ราย ระดับน้ำเริ่มลดลง
- จังหวัดปราจีนบุรี ประสบภัย 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี, อำเภอศรีมหาโพธิ, อำเภอบ้านสร้าง และอำเภอศรีมโหสถ รวม 36 ตำบล 342 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 40,308 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิตสะสม 26 ราย สถานการณ์ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดฉะเชิงเทรา ประสบภัย 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว, อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา, อำเภอบางคล้า, อำเภอคลองเขื่อน และอำเภอราชสาส์น รวม 38 ตำบล 365 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 22,224 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดชลบุรี เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ อำเภอพนัสนิคม รวม 5 ตำบล 38 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 512 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
3. ภาคกลาง (13 จังหวัด)
- จังหวัดอุทัยธานี ประสบภัย 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุทัยธานี, อำเภอสว่างอารมณ์ และอำเภอบ้านไร่ รวม 15 ตำบล 51 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,445 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดลพบุรี น้ำท่วมขังในพื้นที่ อำเภอเมืองลพบุรี รวม 2 ตำบล 8 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 142 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดสิงห์บุรี ประสบภัย 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภออินทร์บุรี และอำเภอพรหมบุรี รวม 3 ตำบล 6 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 46 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดสุพรรณบุรี ประสบภัย 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางปลาม้า, อำเภอสองพี่น้อง, อำเภอดอนเจดีย์, อำเภอศรีประจันต์, อำเภอเมืองสุพรรณบุรี, อำเภอสามชุก, อำเภออู่ทอง และอำเภอเดิมบางนางบวช รวม 66 ตำบล 560 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 22,598 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดกาญจนบุรี ประสบภัย 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอด่านมะขามเตี้ย, อำเภอเมืองกาญจนบุรี, อำเภอสังขละบุรี, อำเภอท่าม่วง, อำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอบ่อพลอย รวม 15 ตำบล 43 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 514 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดอ่างทอง ประสบภัย 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอป่าโมก, อำเภอไชโย, อำเภอเมืองอ่างทอง และอำเภอวิเศษชัยชาญ รวม 35 ตำบล 163 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,514 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่รองรับน้ำขนาดใหญ่ ประสบภัยครอบคลุม 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเสนา, อำเภอบางบาล, อำเภอผักไห่, อำเภอบางไทร, อำเภอพระนครศรีอยุธยา, อำเภอบางปะอิน, อำเภอบางปะหัน, อำเภอลาดบัวหลวง, อำเภออุทัย, อำเภอนครหลวง, อำเภอวังน้อย, อำเภอท่าเรือ, อำเภอภาชี, อำเภอบ้านแพรก, อำเภอบางซ้าย และอำเภอมหาราช รวม 205 ตำบล 1,360 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบสูงถึง 74,110 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ปัจจุบันระดับน้ำลดลง
- จังหวัดสมุทรปราการ ประสบภัย 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางเสาธง และอำเภอบางบ่อ รวม 6 ตำบล 38 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,610 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดปทุมธานี ประสบภัย 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี, อำเภอสามโคก และอำเภอลำลูกกา รวม 20 ตำบล 74 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,966 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดนครปฐม ประสบภัย 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางเลน, อำเภอสามพราน และอำเภอนครชัยศรี รวม 49 ตำบล 385 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,058 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดราชบุรี ประสบภัย 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพธาราม, อำเภอเมืองราชบุรี, อำเภอดำเนินสะดวก, อำเภอบ้านโป่ง, อำเภอวัดเพลง, อำเภอจอมบึง, อำเภอปากท่อ, อำเภอบางแพ และอำเภอสวนผึ้ง รวม 30 ตำบล 161 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,689 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดสมุทรสงคราม ประสบภัย 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม, อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที รวม 33 ตำบล 255 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,870 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ระดับน้ำลดลง
- จังหวัดเพชรบุรี ประสบภัยในพื้นที่ อำเภอแก่งกระจาน รวม 2 ตำบล 4 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 23 ครัวเรือน สถานการณ์ระดับน้ำลดลง
4. กรุงเทพมหานคร (กทม.)
- พื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 3 เขตตะวันออก ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตหนองจอก และเขตมีนบุรี รวม 16 แขวง ประชาชนได้รับผลกระทบรวม 210,648 ครัวเรือน มีรายงานผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยในขณะนี้สถานการณ์ระดับน้ำทรงตัวและเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปภ. ประสานรับมือฝนตกหนักรอบใหม่ ช่วง 20 - 25 ต.ค. 69
แม้ว่าระดับน้ำในหลายจังหวัดจะลดลง แต่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังคงตั้งการ์ดสูง จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจาก มีการคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 20 - 25 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากและมีลมกระโชกแรงในบางพื้นที่
ปภ. ได้ประสานงานไปยังจังหวัดกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง, กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ภาคตะวันออก และภาคใต้ ให้เตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นกะทันหัน ได้แก่
- น้ำท่วมฉับพลัน จากปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ต่ำ
- น้ำป่าไหลหลาก บริเวณพื้นที่เชิงเขาและพื้นที่ใกล้ทางน้ำไหล
- น้ำล้นตลิ่ง จากการระบายน้ำของลำน้ำสายหลัก
พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เช่น เครื่องสูบน้ำระยะไกล เรือท้องแบน รถบ่อเกิดพลังงานไฟฟ้า และกำลังพลชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
เร่งระบายน้ำและฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด
สำหรับพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ปภ. ได้บูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทหาร ตำรวจ และจิตอาสาพระราชทาน นำเครื่องจักรกลเข้าทำความสะอาด ฉีดล้างดินโคลน เก็บกวาดขยะสิ่งกั้นขวางทางน้ำ และปรับปรุงภูมิทัศน์ตามบ้านเรือนประชาชนและสถานที่สาธารณะ รวมถึงเร่งสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร และสิ่งก่อสร้างสาธารณูปโภค เพื่อจัดสรรเงินชดเชยและเยียวยาผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังโดยด่วน
ช่องทางการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมขัง หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถติดต่อกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ผ่านช่องทางดังนี้
- สายด่วนนิรภัย : โทร. 1784 (โทรฟรี ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง)
- แอปพลิเคชัน Line : เพิ่มเพื่อนใน LINE ID @1784DDPM (ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784)
อ้างอิง : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)





