วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

มีสมาชิกค้านแก้ ม.112! อดีต สส.ส้มเบิกความ ศาลฎีกาไต่สวนคดี 44 สส.

ศาลฎีกาไต่สวนนัด 3 'สุชาติ ตันเจริญ-2 อดีต สส.ส้ม' ให้ปากคำคดี 44 สส.ก้าวไกล แก้ ม.112 ฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ นัดพยานผู้ร้องนัดสุดท้าย 27 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2569 ศาลฎีกา นัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดที่ 3 ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้องอดีต 44 สส.ก้าวไกล เป็นผู้ถูกร้อง กรณีร่วมลงชื่อและยื่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

โดยวันนี้มีพยานเข้าเบิกความ 3 ปาก ได้แก่ นายสุชาติ ตันเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานสภาฯ พร้อมด้วย 2 อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ได้แก่ นายคารม พลพรกลาง และนายเกษมสันต์ มีทิพย์ ที่เปิดเผยเหตุผลที่ไม่ร่วมลงชื่อ ขณะที่ศาลฎีกาเตรียมไต่สวนพยานผู้ร้องนัดสุดท้ายในวันที่ 27 ต.ค. 2569 อีก 2 ปาก ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาคดีต่อไป

นายสุชาติ เบิกความว่า ตั้งแต่ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็น สส. มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ไม่เคยมีการเสนอร่างกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่ทราบว่าพรรคก้าวไกลในขณะนั้นประกาศจุดยืนเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเบิกความเกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอร่าง พ.ร.บ. ต่อสภาว่า ในการเสนอร่างจะต้องมี สส. เข้าร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 20 คน รวมถึงเบิกความว่าถ้าร่างเข้าสภาไปแล้วจะมีคิวตามวาระ นอกจากที่ประชุมจะหยิบยกร่างดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก่อน แต่ต้องเป็นไปตามมติที่ประชุม ส่วนเรื่องข้อบกพร่องของร่างกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่เป็นผู้แจ้งเรื่องให้นายพิธาที่เป็นผู้เสนอร่าง

ส่วนนายคารม เบิกความว่า เคยเป็นอดีต สส. และสมาชิกพรรคทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเคยเป็นผู้เสนอแก้กฎหมายฉบับอื่น แต่ในการลงชื่อแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ในขณะนั้นมี สส. ไม่ร่วมลงชื่อกับตนเองอีก 5 ราย ก่อนการเสนอร่างนี้มีคณะทำงานไปศึกษา มีมติและนำมาให้ สส. เซ็นชื่อ ส่วนเหตุผลที่ไม่เซ็นเพราะเข้าใจว่า สส. มีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ลงชื่อ ก่อนที่หลังจากนั้นจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคและถูกนำออกจากกลุ่มไลน์

ขณะที่นายเกษมสันต์เบิกความเป็นพยานปากที่ 3 ว่า ในขณะที่มีการลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อเพราะมีสามัญสำนึก รวมถึงทราบว่าขณะนั้นมีการเคลื่อนไหวนอกสภาที่เรียกร้องเกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จนมีผู้กระทำผิดจำนวนมาก และในปลายปี 2563 ในที่ประชุมพรรคมีการพูดถึงมาตรา 112 แต่ไม่ใช่สมาชิกทุกคนที่เห็นด้วยกับการแก้ไข มีผู้คัดค้านแต่ไม่ทราบจำนวนว่ามีกี่คน ทราบจากข่าวว่ามีการทักท้วงเนื้อหาของร่างมายังนายพิธา รวมถึงเสียงคัดค้านภายในพรรค แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าประชุมพรรคอีก

ภายหลังจากพยานทั้ง 3 ปากเบิกความเสร็จสิ้น ศาลฎีกาได้นัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดสุดท้ายในวันที่ 27 ต.ค. 2569 เวลา 09.30 น. โดยจะเป็นการไต่สวนพยานผู้ร้องจำนวน 2 ปาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาไต่สวนพยานผู้ร้องไปแล้วจำนวน 2 นัด พยานรวม 4 ปาก ได้แก่ นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. กับกลุ่มข้าราชการและอดีตข้าราชการสภา อย่างนายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกรสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางสินี ส้มมี ผู้อำนวยการสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ ร.ต. อาพัทธ์ สุขนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร