วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

ศาลฎีกาไต่สวนนัดแรกคดี 44 สส.ส้ม ป.ป.ช.รับดูจากลงชื่อเป็นหลัก

ศาลฎีกาเปิดไต่สวนคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล หาเสียงแก้ ม.112 นัดแรก พยานฝ่าย ป.ป.ช.รับพิจารณาจากพฤติการณ์ลงชื่อเป็นหลัก ด้านฝ่ายผู้คัดค้านยัน ต้องพิจารณาเป็นรายคน

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดแรกในคดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยกรณี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกานัดตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องกำหนดไว้ทั้งหมด 4 นัด มีพยานรวม 9 ปาก ส่วนพยานฝ่ายผู้คัดค้านมีจำนวน 60 ปาก กำหนดเริ่มไต่สวนนัดแรกวันที่ 3 พ.ย. 2569 และนัดสุดท้ายวันที่ 18 พ.ค. 2570 ก่อนกำหนดนัดฟังคำพิพากษาต่อไป

ศาลกำชับให้คู่ความจัดทำบัญชีตารางพยานสำหรับการไต่สวนแต่ละนัด พร้อมกำหนดประเด็นและแนวคำถามเสนอต่อศาลล่วงหน้า เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ถามคำถามดังกล่าวหรือไม่

การไต่สวนพยานผู้ร้องในวันนี้ นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. ขึ้นเบิกความเป็นพยานปากแรก

นายยุทธภูมิ เบิกความว่า เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งมา โดยจากการไต่สวนอดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ได้ความว่า ภายหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่และเปลี่ยนเป็นพรรคก้าวไกล มีกลุ่มเยาวชนออกมาเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 ก่อนที่บางส่วนจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทำให้พรรคก้าวไกลมีการประชุมว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม พยานไม่ทราบว่า ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนเข้าร่วมการประชุมครบทุกคนหรือไม่ ต่อมามีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายไปยังสภา และมีหนังสือตีกลับว่าร่างแก้ไขมาตรา 112 อาจขัดรัฐธรรมนูญ ก่อนที่พรรคก้าวไกลจะส่งหนังสือรอบที่ 2 พร้อมรายชื่อ 44 สส. ยืนยันว่าการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ขัดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ โดยขณะนั้นมี สส.ทั้งหมด 53 คน แบ่งเป็นผู้ลงชื่อ 44 คน และไม่ได้ลงชื่อ 9 คน

นายยุทธภูมิเบิกความอีกว่า มาตรา 112 เคยได้รับการแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2519 เพื่อคุ้มครองสถาบันฯ ให้มั่นคงและสอดคล้องกับสภาวการณ์ในขณะนั้น ขณะที่การเสนอแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล ต่อมามีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง และต่อมามีคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล

ในการตอบคำถามฝ่ายผู้คัดค้านเกี่ยวกับการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. นายยุทธภูมิ กล่าวว่า พยานที่ถูกไต่สวนไม่พบว่ามีความขัดแย้งกับผู้คัดค้านทั้ง 44 ราย แต่ไม่ได้สอบถามประเด็นดังกล่าวกับผู้คัดค้าน โดยการไต่สวนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบเจตนา และเห็นว่าพฤติการณ์ของการกระทำในคดีนี้อยู่ที่การลงชื่อ จึงเลือกไต่สวน สส.ที่ไม่ได้ลงชื่อ ส่วนเหตุที่ไม่ได้สอบนักวิชาการ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงพยานความเห็น สามารถมีความเห็นขัดแย้งกันได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด

นายยุทธภูมิ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายถือเป็นเอกเทศจากขั้นตอนการตรวจสอบของสภา โดยสาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่หลักการและเหตุผลในการเสนอกฎหมาย ในขณะนั้นยังไม่มีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

สำหรับหลักในการแจ้งข้อกล่าวหา พยานมองว่าองค์ประกอบเกี่ยวข้องทั้งประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการเสนอให้แยกมาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคง และกำหนดให้การวิจารณ์โดยสุจริตสามารถทำได้ พยานเห็นว่าอาจเปิดโอกาสให้เกิดการกระทำที่ไม่บังควร เนื่องจากกว่าศาลจะมีคำพิพากษา อาจเกิดผลกระทบต่อสถาบันหลักของชาติแล้ว

นายยุทธภูมิ กล่าวว่า ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนมีการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของหลายประเทศ และอ้างอิงข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายหลังความขัดแย้งทางสังคม

พยานยังยอมรับว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีปัญหาการนำมาตรา 112 มาใช้ดำเนินคดีจน คอป.มีข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 แต่เห็นว่าบริบทในเวลานั้นแตกต่างจากช่วงที่ผู้คัดค้านเสนอแก้ไขกฎหมาย

ส่วนข้อมูลในคำร้องเกี่ยวกับผู้คัดค้านบางส่วนที่ร่วมชุมนุมและยื่นประกันตัวผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 นั้น ได้ข้อมูลมาจากคำวินิจฉัยยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ แต่พยานยอมรับว่าไม่ทราบรายละเอียดของแต่ละกรณี เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ส่งข้อมูลดังกล่าวมาให้

นายยุทธภูมิ ตอบคำถามซักค้านเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันในอดีต ว่า มาตรา 104 เมื่อปี 2478 แตกต่างจากมาตรา 112 ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นเรื่องการดูหมิ่น แต่ไม่มีเรื่องการอาฆาตมาดร้าย พร้อมระบุว่าการแก้ไขกฎหมายสามารถดำเนินการผ่านสภาได้ แต่ต้องเป็นกฎหมายทั่วไป และยอมรับว่าไม่เคยมีบทบัญญัติใดกำหนดว่าการเสนอกฎหมายเป็นความผิด

พยานยอมรับในการตอบคำถามของผู้คัดค้านที่ 3 ว่า ไม่ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้านมาพิจารณาประกอบการทำความเห็นส่งศาลฎีกา แม้กฎหมาย ป.ป.ช.กำหนดให้ต้องไต่สวนพยานหลักฐานทั้งในทางที่เป็นคุณและเป็นโทษ

นายยุทธภูมิ กล่าวว่า ทราบว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายของพรรคก้าวไกลครั้งนี้มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยผู้คัดค้านที่ 3 มีความเห็นไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขมาตรา 112 แต่ที่ลงชื่อเนื่องจากเป็นมติพรรค และมองว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นกระบวนการตามปกติของสภา พร้อมยอมรับว่าไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการที่ผู้คัดค้านรายดังกล่าวไปยื่นประกันตัว

นายยุทธภูมิ กล่าวอีกว่า การพิจารณาเน้นพฤติการณ์การลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นหลัก โดยในชั้นแจ้งข้อกล่าวหาได้แจ้งว่า ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนมีการสนับสนุนการกระทำความผิด แต่เมื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา มีการเพิ่มถ้อยคำว่าเป็นการ “สนับสนุนและเห็นด้วยในการยกเลิกมาตรา 112”

นอกจากนี้ ตามเอกสารไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายพรรคต่อ กกต. ขณะที่จากการไต่สวน สส. 9 คนที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ได้ข้อมูลว่าอาจถูกกดดันหรือกีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งภายในพรรค ตำแหน่งกรรมาธิการ ไม่ให้ลงสมัคร สส.ในสมัยถัดไป และถูกจำกัดการเข้าถึงกลุ่มไลน์ของพรรค

ภายหลังการไต่สวนพยานเสร็จสิ้น ผู้ร้องยื่นขอแก้ไขคำร้อง เนื่องจากมีการพิมพ์ข้อความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยฝ่ายผู้คัดค้านไม่คัดค้าน ก่อนศาลกำหนดนัดไต่สวนพยานผู้ร้องครั้งต่อไปวันที่ 22 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

ด้าน นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากอดีต 44 สส.ก้าวไกล ผู้คัดค้าน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการไต่สวนว่า วันนี้มีการไต่สวนพยาน 1 ปาก เป็นภาพรวมของกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ก่อนยื่นคำร้องต่อศาล โดยฝ่ายผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐานและกระบวนการไต่สวน เห็นว่าอาจไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ ทั้งนี้ การไต่สวนพยานผู้ร้องนัดถัดไป คาดว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.อีกคนหนึ่งที่ร่วมไต่สวนคดีนี้

เมื่อถามว่าการไต่สวนวันนี้ทำให้เห็นประเด็นใดชัดขึ้นหรือไม่ นายนิธิ กล่าวว่า ฝ่ายผู้คัดค้านมีข้อโต้แย้งว่า กระบวนการไต่สวนอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมาย และอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน การรับฟังพยานหลักฐานเฉพาะส่วนที่จะเอาผิด รวมถึงการสรุปสำนวน

ส่วนกรณีผู้คัดค้านทั้ง 44 คนมีพฤติการณ์แตกต่างกัน แต่ถูกดำเนินการรวมอยู่ในสำนวนเดียวกัน นายนิธิ กล่าวว่า ยังไม่ขอยืนยันว่าจะใช้เป็นข้อต่อสู้หรือไม่ แต่ยืนยันหลักการว่า ข้อกล่าวหาเรื่องจริยธรรมต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายบุคคล ไม่สามารถนำการกระทำของผู้คัดค้านคนหนึ่งไปเหมารวมกับอีกคนได้