อสส.ออกแนวปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ สั่งตรวจสอบคดีเกี่ยวกับการชุมนุม-แสดงออกการเมือง 48-68 แยกขั้นตอนคดียังไม่ฟ้อง-พิพากษาแล้ว คำนึงสิทธิผู้ถูกดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด (อสส.) มีหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส 0007(พก2)/ว385 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 แจ้งถึงผู้บริหารและพนักงานอัยการทั่วประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
โดยระบุว่า พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมาตรา 7 กำหนดให้การกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นความผิดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ รวมถึงความผิดที่เกี่ยวพันกัน ได้รับการนิรโทษกรรมตามเงื่อนไขของกฎหมาย โดยให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัยเท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้มีหนังสือลงวันที่ 29 กันยายน 2569 แจ้งมติการประชุมเมื่อวันที่ 21 กันยายน ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามมาตรา 8 และมาตรา 9 ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิได้รับนิรโทษกรรม ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดตามมาตรา 6 (1)
สำหรับแนวทางปฏิบัติ สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดให้พนักงานอัยการตรวจสอบสำนวนคดีในความรับผิดชอบโดยเร็ว โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี มูลเหตุของการกระทำ ความเชื่อมโยงกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง ตลอดจนฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและฐานความผิดที่ปรากฏจากข้อเท็จจริง ไม่ให้พิจารณาเฉพาะชื่อฐานความผิดที่ระบุในสำนวนเท่านั้น
หากตรวจสอบแล้วเห็นว่าบุคคลและการกระทำอยู่ในหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการตามมาตรา 8 โดยออกคำสั่งยุติการดำเนินคดี เพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามกฎหมายอื่น พร้อมดำเนินการตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดที่เกี่ยวข้อง
ในกรณีสำนวนคดีอาญาที่มีคำสั่งฟ้องแล้ว แต่ยังไม่ได้ยื่นฟ้องต่อศาล หากพบว่าผู้ต้องหาและการกระทำเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม ให้พนักงานอัยการยุติการฟ้องคดี ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีหรือยังไม่สามารถนำตัวมาฟ้องได้ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการยุติคดี และหากมีการออกหมายจับไว้ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนหมายจับด้วย
สำหรับคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น หากจำเลยและการกระทำเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 7 ให้พนักงานอัยการยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณายุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา หากศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามมาตรา 8 ให้อัยการศาลสูงสั่งยุติการดำเนินคดี โดยอ้างเหตุสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามกฎหมายอื่น และหากเป็นคดีที่พนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณายุติคดี
สำหรับคดีแพ่งที่หน่วยงานของรัฐส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีเรียกค่าเสียหาย หากยังอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งคดี และเห็นว่าผู้ถูกดำเนินคดีได้รับสิทธิตามมาตรา 7 ให้พนักงานอัยการมีความเห็นและสั่งยุติการดำเนินคดี พร้อมส่งเรื่องคืนหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
แต่หากเป็นคดีแพ่งที่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ให้ตรวจสอบว่าจำเลยอยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิและมีผลให้การดำเนินคดีทางแพ่งยุติลงตามมาตรา 9 หรือไม่ หากเข้าเกณฑ์ให้แจ้งหน่วยงานของรัฐที่เป็นคู่ความส่งเรื่องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาชี้ขาด ก่อนดำเนินการตามผลการวินิจฉัย รวมถึงการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
หนังสือยังระบุว่า หากข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ชัดเจนว่าการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ให้พนักงานอัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม หรือสอบถามหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดี และไม่ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ให้สำนักงานอัยการที่มีคดีอยู่ในหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จัดทำรายงานผลการพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 8 และมาตรา 9 ตามแบบรายงานที่กำหนด ส่งไปยังอธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาค และให้รวบรวมส่งสำนักงานวิชาการเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มิได้ครอบคลุมความผิดทุกประเภท โดยมีข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามเงื่อนไขของกฎหมาย ดังนั้น การยุติคดีต้องพิจารณาว่าบุคคลและการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ได้รับสิทธิตามพระราชบัญญัติหรือไม่เป็นรายกรณี





