รัฐบาลสีน้ำเงิน กำลังเป็นผู้กำหนดเกม "ซักฟอก" ผ่านการต่อรองขอประเด็นอภิปรายที่ชัดเจน จาก "ฝ่ายค้าน" ก่อนเคาะเวลา วัดใจ "ปชน." จะยอม หรือ สู้
KEY POINTS
- รัฐบาลยื่นข้อเสนอใหม่ให้ฝ่ายค้านเปิดเผยประเด็นที่จะซักฟอกก่อน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการต่อรองและกำหนดจำนวนวันอภิปรายที่เหมาะสม
- ประธานวิปรัฐบาลชี้ว่า หากนำประเด็นเป็นตัวตั้งแล้วคำนวณเวลาที่ต้องใช้ จะหาข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายกว่าการปักธงที่จำนวนวัน
- ประธานสภาฯ ได้วางกรอบการอภิปรายว่าต้องเกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นการจำกัดประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ เช่น เรื่องการเลือก สว.
- กลยุทธ์ของรัฐบาลและกรอบของประธานสภาฯ ทำให้ฝ่ายค้านต้องเลือกว่าจะยอมเปิดเผยข้อมูลเพื่อแลกกับเวลา หรือเสี่ยงถูกบีบเวลาอภิปรายให้สั้นลง
ก่อน “ศึกซักฟอก” จะมีข้อสรุปว่า เปิดฉากวันไหน และได้วันอภิปรายยาว 5 วัน ตามที่ “ฝ่ายค้าน” เจ้าของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยื่นข้อเสนอหรือไม่ ในความเคลื่อนไหวทาง “ฝั่งรัฐบาล” ที่นอกเหนือจาก “บีบวัน” ให้น้อยกว่าคำขอ เพื่อหวังให้ “เวลา” เป็นเกราะคุ้ม ไม่ให้ “18 รัฐมนตรี” ถูกขุดราก-เปิดแผลลึกตามประเด็นที่เขียนเป็นข้อกล่าวหาในญัตติ
ล่าสุดความพยายาม “บีบวัน” ของรัฐบาล เริ่มเสียงอ่อน หลัง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน รวมถึง สส.ร่วมฝ่ายค้าน ดาหน้าออกมาคัดค้าน พร้อมกล่าวหา “รัฐบาล” นอกสภาฯ เพิ่มอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะ การก้าวก่าย-จอมบงการ “สภาฯ” เพื่อปิดโอกาส “ตรวจสอบของฝ่ายค้าน”
โดย “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ช่วงเช้า เมื่อ 19 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า “ต้องคุย (เรื่องวัน) กันก่อน” พร้อมกับกางปฏิทินทำงานของรัฐบาลในสัปดาห์หน้า ว่า มีแค่ 27-29 ตุลาคม ให้อภิปราย และ 30 ตุลาคม ลงมติ”
ขณะที่ในช่วงบ่าย “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.ภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา โดยไม่ยืนยันว่า 3 วัน ตามคำยืนกรานของ “พี่ชาย” หรือไม่ แต่เปิดประเด็นใหม่ คือ ขอให้ “ฝ่ายค้าน” กางประเด็นซักฟอก ว่า 1.ต้องการอภิปรายเรื่องอะไร 2.เวลาที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละประเด็น ก่อนจะคุยว่าต้องใช้เวลาซักฟอกกี่วัน
“ถ้าเริ่มต้นปักธงว่าต้อง 5 วัน หรือ 3 วันเท่านั้น จะหาจุดตรงกลางกันยาก แต่หากเอาประเด็นเป็นตัวตั้ง แล้วคำนวณเวลาที่ใช้ในแต่ละวัน คิดว่าจะหาข้อสรุปทั้ง 3 ฝ่ายได้"
"เพราะผมคิดว่าฝ่ายค้านไม่ต้องการ 5 วัน แต่ที่ต้องการคือเวลาที่เพียงพอสำหรับอภิปราย ดังนั้นต้องสร้างหลักประกันให้ทั้งฝ่ายค้าน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลต้องมีเวลาที่เหมาะสมเพื่อตอบชี้แจง จากนั้นค่อยมาดูว่าจะเป็นกี่วัน ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นกี่วัน” กรวีร์ เป็นตัวแทนรัฐบาลยื่นข้อเสนอ
นอกจากนั้นแล้ว “ประธานวิปรัฐบาล” ยังลองเดาประเด็นซักฟอกของฝ่ายค้าน ว่า ประเด็นหลักน่าจะมีอยู่ 6-7 ประเด็นที่ครอบคลุมรัฐมนตรี 18 คน และมีบางประเด็น เช่น เลือก สว. ที่เป็นประเด็นเดียว แต่คาบเกี่ยวกับรัฐมนตรีหลายคน ดังนั้นเมื่อพิจารณาประเด็นแล้วจะคำนวณเวลาได้ ว่าแต่ละคนต้องใช้เวลากี่ชั่วโมง
กับข้อเสนอของ “รัฐบาล” แม้ยังไม่ชัดว่า “ฝ่ายค้าน” จะตอบรับ หรือ ปฏิเสธข้อเสนอ ทว่ามีประเด็นที่พิจารณาประกอบกัน คือ คำพูดของ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ที่มีหน้าที่ควบคุม-กำกับการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ ออกมาวางกรอบ “ซักฟอก” ว่า ไม่สามารถอภิปรายย้อนอดีต ที่ไม่ใช่การทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน
โดยเฉพาะประเด็น “ฮั้ว สว.” ที่ล่าสุดเป็นคดีที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
“การอภิปรายได้หรือไม่ต้องเป็นปตามข้อบังคับ ต้องเน้นการทำงานในรัฐบาลปัจจุบัน หากไปย้อนอดีต แต่ไม่ใช่การทำงานของรัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถอภิปรายได้” โสภณ ย้ำ พร้อมสำทับด้วยว่า “การอภิปรายจะไม่วุ่นวาย หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ”
หากพิจารณาในคดี “ฮั้ว สว.” ตามข้อเท็จจริง จะพบว่าเป็น กระบวนการเลือก ที่เกิดในช่วงที่ “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี และแม้จะมีประเด็นร้องเรียนตรวจสอบในกระบวนการได้มาที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ยังคงเป็นช่วง “รัฐบาลเพื่อไทย” บริหารราชการแผ่นดิน
ดังนั้นหาก “ฝ่ายค้าน” จะเชื่อมโยงข้อกล่าวหา “โกงการเลือก สว.” ไปยัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ "พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ “สุขสมรวย วันทนียกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย อาจถูก “โสภณ” ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าเพื่อพิทักษ์ “สั่งห้ามอภิปราย” ตามข้อบังคับ
ส่วนประเด็น “แทรกแซงกลไกตรวจสอบโกงเลือก สว.” ที่เป็นข้อกล่าวหาเฉพาะ “อนุทิน-พิพัฒน์” ที่พบว่าเกิดในยุค “รัฐบาลสีน้ำเงิน” อาจเป็นส่วนที่ “ฝ่ายค้าน” ดันอภิปรายไม่ไว้วางใจไปจนสุดได้
ดังนั้นจากประเด็นที่ “ประธานสภาฯ” ตีกรอบไว้ในเบื้องต้น เป็นสิ่งที่ “ฝ่ายค้าน” ต้องพิจารณาให้ดีว่า จะยอมเปิดโจทย์ ให้ “รัฐบาล” อ่านทาง หาช่อง “ขวาง” หรือ จะยอมรักษา “ธรรมเนียมซักฟอก” เก็บเป็นความลับสุดยอด
ทว่าต้องแลกกับเกมบีบเวลาที่ไม่ว่าอย่างไร “รัฐบาล” ยังได้เปรียบทั้งขึ้นและล่อง





