ยังคงไม่จบสำหรับ “มหากาพย์ตึก สตง.ถล่ม” แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาราว 1 ปีเศษแล้ว สร้างความสูญเสียกับชีวิตประชาชน และความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยจำนวนมหาศาล แต่ปัจจุบันในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง และอาญา ยังไม่สามารถเอาผิดใครได้แม้แต่คนเดียว
ล่าสุด กรณี “ตึก สตง.ถล่ม” ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง พลันที่ “พนิดา มงคลสวัสดิ์” สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2570 ในส่วนของงบประมาณองค์กรอิสระ 3 หน่วยงาน วงเงินกว่าหมื่นล้านบาท หนึ่งในนั้นมีชื่อของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่า สตง.ยังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริเวณจุดก่อสร้างอาคาร สตง.แห่งใหม่ แม้จะถล่มลงไปแล้วเมื่อเดือน มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา แต่ยังต้องจ่ายไปอีก 6 ปี มูลค่ารวม 764 ล้านบาท
ทำเอา สตง.ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง 3 ข้อ วานนี้ (6 ก.ค.) สรุปได้ว่า
1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรอบวงเงินงบประมาณและการชำระค่าเช่า กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 700 ล้านบาทนั้น เป็นเพียง “กรอบวงเงินงบประมาณผูกพันระยะยาว 15 ปี” (ตั้งแต่ปี 2560-2576) มิใช่ยอดเงินที่ต้องจ่ายในคราวเดียว โดยที่ผ่านมา สตง. ได้ชำระค่าเช่าจริง เฉลี่ยปีละประมาณ 38 ล้านบาท
2. ความจำเป็นในการตั้งงบประมาณค่าเช่าปี 2570 เนื่องจากปัจจุบันสัญญาเช่าที่ดินระหว่าง สตง. กับ รฟท. ยังไม่มีการยกเลิกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผู้รับจ้างก่อสร้างยังไม่ได้ส่งคืนพื้นที่ให้ สตง. ทั้งที่ สตง. ได้มีหนังสือแจ้งให้คืนพื้นที่ดังกล่าวมาโดยตลอด ทำให้ สตง. ยังคงมีพันธะผูกพันทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาการตั้งงบประมาณในส่วนนี้ จึงเป็นการดำเนินการตามระเบียบเพื่อป้องกันมิให้หน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายผิดสัญญา
3. แนวทางการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการพื้นที่ จากเหตุการณ์อาคารถล่ม สตง. มิได้ปล่อยปละละเลย และได้ดำเนินการบอกเลิกสัญญาจ้าง พร้อมเรียกค่าปรับและค่าเสียหายจากผู้รับจ้างไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.2569 ปัจจุบัน สตง. อยู่ระหว่างการประสานงานร่วมกับ รฟท. กรมธนารักษ์ และผู้รับจ้าง เพื่อหารือแนวทางการคืนพื้นที่ ตลอดจนการจัดการทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ติดมากับพื้นที่
มีรายงานว่า ปัจจุบันที่ดินบริเวณดังกล่าว หาก สตง.ไล่เบี้ยเอาผิดจากกลุ่มเอกชน และสุดท้ายมีการยกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าวนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีความสนใจเล็งเช่าพื้นที่ดังกล่าวแทน โดยอาจมีการให้ สตง.โอนสิทธิ์สัญญาเช่ามาให้ แต่ไม่มีข้อมูลว่า ตร.จะใช้ที่ดินผืนดังกล่าวทำอะไร
หลายคนคงทราบไปแล้วว่า อาคาร สตง.แห่งใหม่ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 2,136 ล้านบาท แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1.ดำเนินการก่อสร้างโดย กิจการร่วมค้า ไอทีดี ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด)
2.ควบคุมงานก่อสร้างโดย กิจการร่วมค้า PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด)
3.การออกแบบโดยบริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และ บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด
ประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือจากเรื่อง “เงินงบประมาณ 2570” คือ ความคืบหน้าในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง เรียกชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงคดีอาญา ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 4 ส่วน ได้แก่
1.ในชั้นศาลอาญา มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ทั้งบุคคล และนิติบุคคล กรณีกล่าวหาออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงร่วมกันปลอม และใช้เอกสารปลอม โดยคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นพวกบริษัทเอกชนในส่วนของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ผู้ออกแบบ และผู้ร่วมก่อสร้างคือ “อิตาเลียนไทยฯ”
โดยเมื่อ 22 พ.ย.และ 27 พ.ย.2568 ศาลอาญามีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดีนี้หลายคน เช่น จำเลยกลุ่มบริษัท ไมนฮาร์ท และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกลุ่มวิศวกรผู้ออกแบบอาคาร และกลุ่มนายเปรมชัย กรรณสูต นักธุรกิจชื่อดัง โดยศาลเห็นว่า จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งยังให้การปฏิเสธ และถูกคุมขังมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว
2.การตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีเรื่อง “นอมินี” โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องไปยังอัยการ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว รวมถึงกรณีกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ได้ส่งสำนวนไปยังป.ป.ช.
3.การดำเนินการในชั้นสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องจากดีเอสไอ และพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตรวจสอบ โดย สตง.ได้ส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตามที่ร้องขอแล้ว
กรณีที่ 2. และ 3. มีรายงานว่า เดือนมิ.ย.2568 ที่ผ่านมา ดีเอสไอส่งสำนวนทั้งหมดไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการไต่สวน และเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 76 ราย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 70 ราย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สตง. 4 ราย เช่น พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พ.ต.อ.วัลลิพผล รังคสิริ เลขานุการของ พล.อ.ชนะทัพ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง.คนปัจจุบัน ถูกกล่าวหาด้วย ส่วนที่เหลือเป็นผู้บริหารของกิจการร่วมค้า PKW 6 ราย
4.กรมบัญชีกลาง ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดย สตง.ตอบข้อซักถาม และชี้แจงข้อมูลพร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบดังกล่าว หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายคือกรณี “รับผิดทางละเมิด”
โดยสมัย “ครม.อนุทิน 1” สั่งการให้ไล่บี้หาเจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบกับค่าเสียหายในการก่อสร้างตึก สตง.กว่า 2 พันล้านบาทดังกล่าว คล้ายคลึงกับกรณีความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” เคยดำเนินการไล่บี้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ มาก่อนหน้านี้
ปัจจุบัน สตง.เปิดเผยตัวเลขสรุปรวมเงินเยียวยา และช่วยเหลือเบื้องต้นจากหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสิ้น 129,855,093 บาท
ที่น่าสนใจ หลายคนอาจยังไม่รู้ ปัจจุบัน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และเครือข่ายรวม 14 บริษัท ที่ปรากฏเป็นตัวละครสำคัญของ “ไชน่า เรลเวย์ฯ” เข้าไปร่วมถือหุ้น หรือเป็นกรรมการ ยังคงเปิดดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด แจ้งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีรายได้รวมนับพันล้านบาท
หากโฟกัสเฉพาะ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ในงบการเงินปี 2568 มีสินทรัพย์รวม 1,949,313,701 บาท หนี้สินรวม 2,212,353,913 บาท รายได้รวม 241,665,207 บาท รายจ่ายรวม 285,796,829 ขาดทุนสุทธิ 98,016,404 บาท
ข้างต้นคือข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการมหากาพย์ตึก สตง.ถล่ม ผ่านมาเกิน 1 ปี แถมยังต้องเสียค่าเช่าที่ดินต่อเนื่องอีก 6 ปีกว่า 700 ล้านบาท ท่ามกลางซากปรักหักพัง ที่ยังไม่สามารถหาตัวคนผิดมาลงโทษได้


