กระทรวงมหาดไทย’ร้าวลึก เปิดศึกรบคนคลองหลอดกันเอง ท่ามกลางคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำลังอยู่ในระหว่างไต่สวนและอาจไม่สาวถึงตัวนักการเมืองหรือรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้อง ขณะที่ฝ่ายค้านเตรียมสุมเชื้อไฟชำแหละผ่านเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ
KEY POINTS
- ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น หลักฐานยังเชื่อมโยงไม่ถึงนักการเมืองระดับสูง แต่โยงไปถึงระดับอดีตอธิบดีเท่านั้น จนเกิดข้อกังขา อาจเป็นการตัดตอนเพื่อช่วยให้ผู้มีอำนาจพ้นผิดหรือไม่
- ผู้ต้องหาคนสำคัญ 3 รายในคดีได้รับการปล่อยตัว เนื่องจาก ป.ป.ช. ทำสำนวนส่งฟ้องศาลไม่ทันภายในกรอบเวลาฝากขัง 84 วัน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
- ฝ่ายค้านใช้ทุจริต เดินเกมโจมตีรัฐบาลและเครือข่าย "สีน้ำเงิน" ปลุกกระแสสั่นคลอนความเชื่อมั่นรัฐบาล ผ่านเวทีซักฟอก
คดีโกงข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นประจำปี 2568 ที่เป็นมหากาพย์สะเทือนรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พอสมควร ที่ถูกตีคู่ขนานมากับคดีโกงเลือก สว. จากการขยายผลจากข้อสงสัยเรื่องการแก้ไขกระดาษคำตอบ ไปสู่การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง นายหน้า ผู้เข้าสอบ และเส้นทางการเงิน
กระทั่งล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดย “นิติพันธ์ ประจวบเหมาะ” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ออกมาแถลงผลความคืบหน้าของการตรวจสอบของคดีดังกล่าว
ภายหลัง 3 ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาขบวนการคดีโกงสอบท้องถิ่น ถูกปล่อยตัวจากการคุมขังระหว่างไต่สวน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังทำสำนวนส่งฟ้องต่อศาลไม่ทันกรอบเวลา 84 วัน ทำให้ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่สามารถควบคุมตัวต่อไปได้ และพบความเชื่อมโยงใน “ระดับอดีตอธิบดี” เพียง 2 รายเท่านั้น ซึ่งถูกพัวพันมีความรับผิดชอบในกระบวนการจัดสอบ
นอกจากนี้ยังมี “ปลัดจังหวัด” แห่งหนึ่งในภาคใต้ฝั่งอันดามัน ยังถูกกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่นด้วย ส่วนจ่าพิชิต ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนน
ก่อนหน้านี้ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) ได้รวบรวมพยานหลักฐานกระทั่งขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง 3 ราย ประกอบด้วย
1.วิน ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมมหาวิทยาลัย
2.ศตพร ซึ่งเป็นน้องสาวของวิน
และ 3.จ่าพิชิต ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
ในส่วนคดีทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังสอบพยานไม่ครบทั้ง 6,000 คน แต่มีพยานหลักฐานอาจกล่าวได้ว่า เพียงพอดำเนินการได้ในบางส่วน
เบื้องต้นตัวการใหญ่ที่สุดคือ นักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับตัดจบ ในการไต่สวน เพราะอ้างว่าหลักฐานยังสาวไปไม่ถึงตัวการใหญ่ ซึ่งในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้จะมีการประชุมคณะไต่สวนและนำพยานหลักฐานมาวิเคราะห์อีกครั้ง
“คดีนี้ใหญ่มาก กระทบความรู้สึก สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล กระทบความเชื่อมั่นประชาชนมากว่า เรื่องแค่นี้ยังโกง โกงตั้งแต่วันแรกที่ยังไม่ทำงานเลย หน่วยงานรัฐทุกหน่วยจึงช่วยกันทำ หลักฐานไปในทิศทางเดียวกันหมด” รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ปช.ระบุ
สำหรับผู้ต้องหา 3 คนได้รับการปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขังสูงสุด 84 วัน เนื่องจากการดำเนินคดียังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช.ย้ำว่า การปล่อยตัวไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุด หรือผู้ต้องหาพ้นผิด เพราะการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานยังสามารถดำเนินต่อไปได้ตามกระบวนการกฎหมาย
คดีโกงสอบท้องถิ่น ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อคดีมีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก
หากปล่อยให้กระบวนการไต่สวนล่าช้าจนผู้ต้องหาต้องได้รับการปล่อยตัว ย่อมกระทบความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้สังคมต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจัดสอบแข่งขันข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นประจำปี 2568 ที่อื้อฉาว เกิดขึ้นท่ามกลางการระบุว่ามีตำแหน่งเปิดรับ 87 สายงาน รวม 6,669 อัตรา มีผู้มีสิทธิสอบจำนวนมากกว่า 4 แสนคน
หลังการสอบ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับคะแนนสอบและกระแสข่าวการเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในห้วงวันที่ 22-23 มิ.ย. 2569 มีการตรวจค้นและยึดหลักฐาน โดยตำรวจและหน่วยงานปราบปรามการทุจริตเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย รวมถึงบ้านพักในพื้นที่บางใหญ่ จ.นนทบุรี ตรวจพบเอกสารและข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนสอบ ตลอดจนการตรวจยึดกระดาษคำตอบจำนวนมาก มีการยึดกระดาษคำตอบตัวจริงกว่า 860,000 แผ่น เพื่อนำไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลการประมวลผลคะแนน
เมื่อเรื่องลุกลามใหญ่โต เวลาต่อมา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2569 “รัชพงศ์ ชูแก้ว” ได้ยื่นหนังสือลาออกจากเลขานุการ รมว.คมนาคม (พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม)
ต่อมา 1 ก.ค. 2569 พิพัฒน์ได้ลงนามอนุมัติหนังสือลาออก ซึ่งกระแสสังคมและฝ่ายการเมืองขณะนั้นกำลังมองว่าอาจเป็นการตัดตอนในคดีดังกล่าว
ทั้งนี้ “รัชพงศ์” ให้เหตุผลลาออกเพราะต้องการดูแลครอบครัวและการถูกพาดพิงในกรณีสอบท้องถิ่น ขณะที่มีรายงานกระแสสข่าวทำนองว่า ญาติของรัชพงศ์ ที่มีนามสกุลเดียวกัน สอบได้คะแนนลำดับต้นๆ ใน จ.สงขลา
ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติรับคดีดังกล่าวไต่สวน มีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการกว่า 6,000 ราย แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 4 กลุ่ม
1. ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
2. เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบและประกาศผลสอบ
3. บุคคลภายนอกที่ถูกกล่าวหาว่าแก้ไขคะแนน นายหน้าเรียกรับเงิน และผู้ที่ได้รับการแก้ไขคะแนน
4. กลุ่มผู้เข้าสอบ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังประสานความร่วมมือกับตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อช่วยในการไต่สวนด้วย
ขณะที่บทบาท “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย เคยออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่มีคลิปเสียงอ้างว่าเป็นภรรยาของตนเองเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยกล่าวหากระบวนการเผยแพร่คลิปเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง
ล่าสุด 13 ต.ค. 2569 "สุทธิพงษ์ จุลเจริญ" อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาขยี้ปมร้อนในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการทุจริตการสอบท้องถิ่น ว่า สมัยที่ตนเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็มีการจัดสอบ และร้องเรียน ซึ่งมีการตรวจสอบกัน ตนรู้สึกอายเวลาเจอคนแล้วรู้ว่าตนเป็นข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย แต่เรื่องเกิดแล้วก็ต้องช่วยกันแก้ไข
“อรรษิษฐ์” ยังตอบโต้ “สุทธิพงษ์ จุลเจริญ” อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า ยุคก่อนหน้านี้น่าอายมากกว่า โดยย้ำยุคของตนเองพยายามสร้างให้ข้าราชการมีขวัญและกำลังใจ รวมทั้งยังเตรียมข้อมูลให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ชี้แจงได้ในเวทีซักฟอกที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
“ถ้าบอกว่ากระทรวงมหาดไทยน่าอาย ก็ต้องถามว่าน่าอายตรงไหนเพราะเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว และอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยหลายท่านได้โทรมาชื่นชมและให้กำลังใจกับผมที่แก้ปัญหาทุกอย่างรวดเร็วที่สุด” อรรษิษฐ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบว่ามีนักการเมืองรายใหญ่เกี่ยวข้อง ทั้งที่กระแสข่าวก่อนหน้านี้เรื่องอื้อฉาวนั้น กลับมีเครือข่ายที่เกี่ยวพันกับนักการเมืองรายใหญ่ในรัฐบาล ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า กระบวนการไต่สวนขององค์กรอิสระในยุคเครือข่ายพรรคการเมืองสีน้ำเงินนั้น มีการใช้มาตรฐานการตรวจสอบเดียวกันกับทุกคนหรือไม่
ซึ่งหากมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า ผู้เข้าสอบ หรือนักการเมือง ก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
ส่วนกระบวนการตรวจสอบข้อมูลการได้มาซึ่งคะแนน การติดตามเส้นทางการเงินและการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ย้ำว่าจะได้ผลในเดือน พ.ย. 2569
คดีโกงสอบท้องถิ่นไม่ใช่เพียงเรื่องความไม่เป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบที่สุจริต แต่ยังเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของระบบราชการและกระบวนการปราบปรามการทุจริตขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.ภายใต้ยุคที่เครือข่ายสีน้ำเงินเรืองอำนาจ ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
อีกทั้ง การเอาผิดเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการทุจริตมีขอบเขตเพียงเจ้าหน้าที่และนายหน้า หรือมีบุคคลระดับสูงกว่าเป็นเพียงแค่ระดับอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยตามมา กระทั่งผลการแถลงของ ป.ป.ช.ล่าสุดก็ยังไม่มีหลักฐานที่หน่วยงานเปิดเผยว่าสามารถเชื่อมโยงไปถึงบิ๊กนักการเมืองหรือระดับรัฐมนตรีได้
ปฏิเสธไม่ได้ในสถานการณ์ที่การเมืองกำลังเดินมาถึงจุดที่ฝ่ายค้านเดินเกมเขย่ารัฐบาล ล่าชื่อ สส.ฝ่ายค้าน 145 คนขึงข้อกล่าวหาซักฟอก 18 รัฐมนตรี ปลุกกระแสมหากาพย์โกงรวบยอด เพื่อใช้ตัดแต้มคะแนนนิยมของรัฐบาลผ่านเวทีซักฟอก
ฉะนั้น หากผลการไต่สวนของ ป.ป.ช.มีการตัดตอนนักการเมืองรายใหญ่ ออกจากสารบบกระบวนการไต่สวนคดีอื้อฉาวนี้ ก็จะยิ่งเร่งอุณหภูมิทางการเมืองทั้งในและนอกสภาเพิ่มขึ้น
เกมของฝ่ายค้าน ไม่มีทางเลือกอื่น เสียงในสภาล้มรัฐบาลไม่ได้ก็จริง แต่ก็ต้องปลุกเร้ากระแสสังคมให้คล้อยตามผ่านกฐินซักฟอก พุ่งเป้าไปที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โดยหยิบยก วาทกรรมองคาพยพเครือข่าย “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย ที่กำลังกินรวบประเทศนี้





