วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทียบเคส ‘ลุงป้อม’ vs ‘ไอเดียร์’ - ‘นาฬิกาหรู’ วัดบรรทัดฐาน ป.ป.ช.

"สส.ไอเดียร์" สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ จากพรรคภูมิใจไทย ถูกร้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีสวมนาฬิกาหรูที่ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สิน

KEY POINTS

  • "สส.ไอเดียร์" สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ จากพรรคภูมิใจไทย ถูกร้องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีสวมนาฬิกาหรูที่ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สิน
  • เป็นประเด็นที่คล้ายคลึงกับคดี "นาฬิกายืมเพื่อน" ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ และบิ๊กเนม คสช.ในอดีต
  • คดีของ พล.อ.ประวิตร เคยถูก ป.ป.ช. ยกคำร้องโดยอ้างหลักกฎหมาย "ยืมใช้คงรูป" ว่าการยืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่แล้วคืนไม่ถือเป็นความผิด ซึ่งสร้างบรรทัดฐานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
  • กรณีของ สส.ไอเดียร์ จึงกลายเป็นบทพิสูจน์การทำงานและมาตรฐานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน ว่าจะตัดสินอย่างไร ท่ามกลางข้อครหาเรื่องความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจทางการเมือง

สปอร์ตไลต์ทางการเมือง ณ เวลานี้ กำลังฉายแสงไปที่ “บ้านใหญ่ชัยภูมิ” อย่าง “สส.ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.พรรคภูมิใจไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พลันที่ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหอกพรรคประชาชน (ปชน.) เดินหน้าลุยตรวจสอบ “ไท่หยาง ซาง” สามีของเธอในประเด็นการทำธุรกิจ “คริปโต” ที่อาจพัวพันกับ “เว็บพนันต่างประเทศ”

เบื้องต้น “สส.ไอเดียร์” ปฏิเสธการเข้าชี้แจงกับ กมธ.กฎหมายฯ ที่มี “โรม” เป็นประธาน กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ตามที่มีหนังสือเชิญประชุม โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากในเวลาเดียวกัน มีประชุมคณะกรรมการอีกคณะที่ตนเป็นประธานอยู่ และมีกำหนดการไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่อีกไม่นานจะออกมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมด และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกข้อ และอีกไม่นานจะออกมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมดทีเดียว

ประเด็นที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ หรือการลงทุนใน “คริปโต” หลักพันล้านบาทของสามี “สส.ไอเดียร์” เพียงเท่านั้น แต่ยังมีคนตาดีขุดเรื่อง “นาฬิกาหรู” ที่เธอสวมใส่หลายเรือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ. 2569 โดยมีบางเรือน มิได้แจ้งในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

โดยบัญชีทรัพย์สินที่ “สส.ไอเดียร์” แจ้งต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.เมื่อ 15 มี.ค. 2569 ระบุสถานะสมรสกับ “ไท่หยาง ซาง” สัญชาติออสเตรเลีย แจ้งมีทรัพย์สินรวมคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทั้งสิ้น 1,974,908,877.24 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 454,286.88 บาท

ในจำนวนนี้เป็นทรัพย์สินของ “สุชาดา” 130,025,048.24 บาท โดยแจ้ง “นาฬิกาหรู” ไว้อย่างน้อย 4 เรือน รวมมูลค่าประมาณ 11.1 ล้านบาท ได้แก่ Patek Philippe World Time รุ่น 5930P-001 มูลค่า 3.64 ล้านบาท Patek Philippe รุ่น 5712/1R-001 มูลค่า 3.23 ล้านบาท Patek Philippe Nautilus รุ่น 7118/1R-010 มูลค่า 2.35 ล้านบาท และ Patek Philippe Nautilus รุ่น 5712/1A-001 มูลค่า 1.9 ล้านบาท

แต่ที่น่าสนใจ “นรเศรษฐ์ นาหนองตูม” ทนายความจากกลุ่มทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งข้อสงสัย และลงมือขุดคุ้ยเงื่อนปม “นาฬิกาหรู” ของ “สส.ไอเดียร์” โดยพบว่า ในช่วงลงพื้นหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งที่ลงกับ “ไชยชนก ชิดชอบ” ปัจจุบันคือ รมว.ดีอี และที่หาเสียงด้วยตัวเอง มีการใส่นาฬิกาหรูหลายเรือนสลับกันไป รวมถึงนาฬิกาสายดำลักษณะคล้าย Rolex Cosmograph Daytona มูลค่าประมาณ 3.3 ล้านบาทด้วย แต่เมื่อตรวจสอบในบัญชีทรัพย์สินตอนเข้ารับตำแหน่ง สส. กลับไม่มีการแจ้งนาฬิกาเรือนนี้เอาไว้

เมื่อ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา “นรเศรษฐ์” เดินทางมา ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ “สส.ไอเดียร์” ในประเด็น “นาฬิกาหรู” พร้อมดักทางข้ออ้าง “นาฬิกายืมเพื่อน” ว่า หากย้อนดูรายการข่าวที่สอบถาม น.ส.สุชาดา ว่านาฬิกาเป็นของเจ้าตัวหรือไม่ เจ้าตัวไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นของคนอื่นหรือเป็นของตัวเอง แต่ตอบเพียงว่าได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินไปหมดแล้ว

“ดังนั้น หากนาฬิกาเป็นของเพื่อน แฟน คนรู้จัก แล้วยืมมานั้น เรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าในกรณีถือครองทรัพย์สินแทนถือเป็นหนี้สินที่จะต้องมีการใช้คืน ดังนั้นจึงต้องยื่นต่อ ป.ป.ช. หากยืมมาแล้วไม่ได้ระบุไว้ เชื่อว่า ป.ป.ช. จะนำคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวมาพิจารณาด้วย”

“ผมได้แนบคำพิพากษาส่งไปแล้ว และในเบื้องต้นยังมีแค่เรื่องนี้ โดยภายหลังหลังจากที่ตนเองโพสต์ข้อมูลเรื่องนาฬิกา ก็มีคนส่งข้อมูลเข้ามา หากพบความผิดปกติ ก็จะมีการยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป” ทนายนรเศรษฐ์ ระบุ

ต้องไม่ลืมว่าประเด็น “นาฬิกาหรู” ที่หมิ่นเหม่ไม่ได้แจ้งในบัญชีทรัพย์สินนั้น เคยตกเป็นข่าวคึกโครมทางหน้าสื่อ จนตรวจสอบลากยาวข้ามปีกันมาแล้วระหว่างปลายปี 2560-2561 ในยุค “รัฐบาล คสช.” ที่มี “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ช่วงระหว่างถ่ายภาพหลังปรับ ครม.ใหม่ จังหวะ “ลุงป้อม” ยกมือขึ้นมาบังแดด พลันปรากฏนาฬิกาหรูยี่ห้อ “ริชาร์ด มิลล์” ราคาหลักล้านบาท ปรากฏหราต่อหน้าสื่อ นำไปสู่การขุดคุ้ยจากสื่อ และคนในสังคมหลายคน จนพบว่า มีนาฬิกาหรูอีกราว 22 เรือนที่ “ลุงป้อม” สวมใส่ไว้ออกงานต่าง ๆ หลายวาระตั้งแต่ยุครัฐประหารปี 2557-2560 แต่กลับไม่พบในบัญชีทรัพย์สินที่ต้องแจ้งไว้ตามกฎหมาย

ขณะที่ “ลุงป้อม” หล่นวาทกรรมคลาสสิก ฮอตฮิตกลายเป็น “มีมการเมือง” ในช่วงเวลาหนึ่ง อธิบายเรื่องนี้ว่า “ยืมเพื่อนมา” และได้คืนไปหมดแล้ว โดยเพื่อนที่ยืมมาชื่อ “ปัฐวาท สุขศรีวงศ์” เจ้าของธุรกิจเครือคอม-ลิ้งค์ และเพื่อนนักเรียนสมัยเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียลกับ พล.อ.ประวิตร โดยปัฐวาทเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560

นำไปสู่การตรวจสอบขุดคุ้ยกันอย่างเข้มข้น ร้อนถึง ป.ป.ช.ต้องออกมาตรวจสอบข้อร้องเรียนในประเด็นต่าง ๆ กระทั่งมีการตั้งเรื่องตรวจสอบไว้ 2 ประเด็นคือ

1.พล.อ.ประวิตร จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือไม่

2.พล.อ.ประวิตร รับทรัพย์สินเกิน 3 พันบาท เข้าข่ายรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันคำนวณเป็นเงินได้จากผู้ใด นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือไม่

กระทั่งปลายปี 2561 หลังเกิดเรื่องมาราว 1 ปี ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดดังกล่าว มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 เสียง (ประธาน ป.ป.ช.ถอนตัวจากการลงมติ เพื่อป้องกันข้อครหามีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้กรรมการเหลือ 8 คน) ยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1. เนื่องจากไม่มีมูลเพียงพอว่า พล.อ.ประวิตร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ ถัดจากนั้นไม่นานที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 2.ลงไปด้วย

พร้อมกับคำอธิบายทางกฎหมาย “พิสดาร” ในเรื่อง “การยืมใช้คงรูป” โดยอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 และมาตรา 641 เมื่อ พล.อ.ประวิตร ยืมนาฬิกามาจาก “ปัฐวาท” และเมื่อใช้เสร็จก็ได้คืนเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นการยืมใช้คงรูป ดังนั้นการได้รับประโยชน์ใช้สอยจากนาฬิกา จึงเป็นประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมายที่ผู้ยืมพึงมีสิทธิได้รับ การกระทำของ พล.อ.ประวิตร จึงไม่ผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 103

ปิดตำนานมหากาพย์ “นาฬิกายืมเพื่อน” ของ “ลุงป้อม” ส่งผลให้รั้งเก้าอี้รองนายกฯ จนครบสมัย กระทั่งหลังเลือกตั้งถูกแต่งตั้งเป็นรองนายกฯอีกครั้ง จนพ้นเก้าอี้ไปเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา

ประเด็นที่น่าสนใจ สำนักงาน ป.ป.ช. ณ เวลานั้น มีบรรยากาศทางการเมือง “อึมครึม” ไม่แพ้ช่วงเวลานี้ เพราะในที่ คสช.เรืองอำนาจ ปรากฏชื่อ “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีต ผบ.ตร. มีความสนิทสนมเป็นอย่างมาก และเคยเป็น “ลูกน้องเก่า” ของ “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.มาก่อน ทำให้การตัดสินสารพัดคดีใน ป.ป.ช.ช่วงเวลา เกิดคำถาม และข้อกังขาจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่มีชื่อของ “รัฐมนตรี-บิ๊กทหาร” ใกล้ชิดกับ คสช. จนสื่อและประชาชนหลายคนขนานนาม ป.ป.ช.ยุคนั้นว่า “รัฐตำรวจสนามบินน้ำ”

ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลานี้ที่ “สีน้ำเงิน” กำลังเถลิงอำนาจ กรรมการ ป.ป.ช.หลายคน ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งถูกสื่อและประชาชนตั้งฉายากล่าวหาว่าเป็น “สว.สีน้ำเงิน” แถมยังมีลับลมคมในการลงมติยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีให้นอมินีถือครองหุ้นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกว่า 119 ล้านบาท สวนทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อธิบายพฤติการณ์ และเส้นทางการเงินไว้อย่างละเอียดยิบ

ดังนั้นการยื่นคำร้องตรวจสอบ “นาฬิกาหรู” ของ “สส.ไอเดียร์” ครั้งนี้ ในช่วง “อาณาจักรสนามบินน้ำ” ถูกครหาเปลี่ยนสีจาก “กากี” มาสู่ “น้ำเงิน”

จะกลายเป็นบรรทัดฐานวัดการทำงานของ ป.ป.ช.ว่าจะ “ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้” ตามคำขวัญหรือไม่