วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สว.' ถกญัตติ 'UPOV 1991' แนะ 'รัฐบาล' พิจารณาให้รอบด้าน

"สว." ถกญัตติ UPOV 1991 ห่วงเกษตรกรไทยเสียประโยชน์--อุตสาหกรรมยาล่มสลาย แนะ "รัฐบาล" พิจารณาให้รอบด้าน ก่อนเดินหน้า

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติเรื่องการติดตามและเสนอแนะแนวทางในการเจรจาการตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ เกษตร และการเข้าถึงยาและสุขภาพของพี่น้องประชาชน เสนอโดยน.ส.นิชาภา สุวรรณนาค สว. 

โดย น.ส.นิชาภา เสนอญัตติว่า รัฐบาลรายงานว่าการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 9 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่ามีความคืบหน้าไป 15 บทใน 24 บท ส่วนการเจรจารอบที่ 10 จะเกิดขึ้นในช่วงกันยายน-ตุลาคม ทั้งนี้ตนไม่ได้จะคัดค้านการค้าเสรี แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ยังเจรจาอยู่คือทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครอง พันธุ์พืช หรือ UPOV 1991 ที่วางหลักการคือให้สิทธิ์แก่ผู้พัฒนาพันธุ์ใหม่ หรือนักปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้ผู้ที่ลงทุนคิดค้นและได้รับการคุ้มครอง

น.ส.นิชาภา กล่าวอีกว่า UPOV 1991 เป็นมาตรฐานที่สูงกว่า WTO กำหนดไว้ แต่ข้อเสนอของสหภาพยุโรปต่อการเจรจาเอฟทีเอเขียนไว้ชัดเจนว่า แต่ละภาคีต้องคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชให้เป็นไปตามอนุสัญญา UPOV 1991 คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืชหรือไม่ แต่คือการรักษาสิทธิ์ของคนปลูก ตนจึงขอชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย หากประเทศไทยต้องแก้กฎหมายให้เป็นไปตาม UPOV 1991 อาจเกิดผลกระทบได้ เช่น สิทธิของเกษตรกรในการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อ โดยภายใต้ UPOV 1991 มีข้อยกเว้นให้เกษตรกรเก็บผลผลิตจากเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปปลูกต่อในพื้นที่ตัวเองได้ แต่ในข้อยกเว้นดังกล่าวเป็นทางเลือกไม่ใช่สิทธิ์  

น.ส.นิชาภา อภิปรายต่อว่ามูลนิธิวิถีไทยประเมินว่าหากไทยเข้า UPOV 1991 ภายใต้ CPTPP ชาวนาไทยอาจจะต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น จากปีละ 2 หมื่นกว่าล้านเป็น 6 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนกว่าล้านบาท  ไม่ใช่แค่ข้าวแต่รวมพืชไร่ พืชผัก และพืชยืนต้นต่างๆด้วย นอกจากนั้นเกษตรกรอาจเสี่ยงถูกฟ้องร้อง หากเกสรดัดแปลงพันธุ์พืชใหม่ ปลิวไปผสมกับพันธุ์พืชพื้นเมืองและชาวนาคัดเลือกสายพันธุ์ไว้ และบังเอิญมีลักษณะสำคัญของพันธุ์ที่บริษัทจดทะเบียนไว้ ชาวนาอาจกลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิ์โดยไม่ได้ตั้งใจ 

"การคุ้มครองที่ขยายไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ UPOV ไม่ได้คุ้มครองแค่ส่วนขยายพันธุ์ แต่ขยายถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เก็บเกี่ยวได้  ซึ่งเชื่อมไปถึงสมุนไพร ยา ลองคิดดูว่าหากพันธุ์พืชและสมุนไพรไทย ต้องตกไปอยู่ในมือต่างชาติภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 เท่ากับว่าเราสูญเสียอธิปไตยทางพันธุกรรมพืชและภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษไทยสะสมมาหลายชั่วอายุคน” น.ส.นิชาภา กล่าว

น.ส.นิชาภา อภิปรายต่อว่าวันนี้การเจรจายังไม่จบ รัฐบาลก็ยังยืนยันว่า UPOV ไม่ใช่ข้อตกลงที่ประเทศไทยจะยอมรับแล้ว ดังนั้น จึงขอให้วุฒิสภา ติดตามและตรวจสอบขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน และตนขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาคือ 1.ตัดข้อบทที่ผูกพันให้ไทยต้องเข้าสู่ UPOV 1991 ออกจากการเจรจาและคงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไว้ที่มาตรฐาน TRIPS เช่นเดียวกับ FTA    ไทย-EFTA และระมัดระวังข้อเสนอ TRIPS-plus ด้านยาทั้งการผูกขาดข้อมูลยา

"ให้กรมวิชาการเกษตรชะลอการแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 และ เสนอเงื่อนไขให้ EU ยุติส่งออกสารเคมีที่กำจัดศัตรูพืชที่ถูกห้ามใช้ในยุโรปมาใช้ในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบทว่าด้วยระบบอาหารที่ยั่งยืน" น.ส.นิชาภา อภิปราย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเป็นการอภิปรายของสว. โดยพบว่าส่วนใหญ่แสดงถึงความกังวลต่อผลกระทบต่อเกษตรกรไทยในอนาคต

โดยนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า อนุสัญญา UPOV 1991 อ้างว่าเป็นแรงจูงใจในการที่จะทำให้มีการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ เกิดการลงทุนในเรื่องของบริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพทางพันธุ์พืชสูง ดังนั้นการที่จะเปิดให้ UPOV 1991 เข้ามาจะทำให้ต้นทุนของเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น  

'สว.' ถกญัตติ  'UPOV 1991' แนะ 'รัฐบาล' พิจารณาให้รอบด้าน

ทางด้านนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายว่าการเจรจาระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปกำลังจะเป็นครั้งที่ 10 และประเด็นที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาคือ UPOV ซึ่งมีในเรื่องของการเข้าถึงยาและสุขภาพของประชาชน ที่ตนอยากขอความชัดเจนจากรัฐบาล ต่อการเตรียมความพร้อม อย่าเดินตามเกมของฝ่ายคู่สัญญาที่ได้เปรียบกว่า ขณะที่ประเด็นผลกระทบเรื่องยา หากไทยตกลงในเอฟทีเอ จะเกิดสึนามิค่ายาที่จะพุ่งชนคนไทย จนเกิดหายนะทางด้านสาธารณสุข

 "ปัจจุบันเราพึ่งพายานำเข้าถึง 70% ผลิตเองในประเทศได้แค่ 30% หากเรายอมให้ต่างชาติผูกขาดยาอย่างเบ็ดเสร็จ อุตสาหกรรมยาจะสิ้นใจในที่สุด องค์การเภสัชกรรมคงจะอยู่ไม่ได้  เพราะไม่มีฐานการผลิตยาเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ พันธสิทธิ์ทางกฎหมายก็จะแก้ไขไม่ได้ ในเวลาที่เราต้องการจะแก้ เพราะเซ็นไปแล้วมีผลผูกพันระยะยาว เป็นเหมือนการนำโซ่ตัวมาล่ามขาเราเอาไว้ และระบบสาธารณสุขไทยก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากปัญหาอย่างแน่นอน" นพ.เปรมศักดิ์ อภิปราย

ทางด้าน น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว. อภิปรายว่า การเจรจาเอฟทีเอ เป็นโอกาศในการสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเข้าถึงตลาด และการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม แต่จากข้อมูล ชี้ให้เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจส่งผลในระยะยาวทั้งทาง ด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการสาธารณสุขของประเทศไทย  และมีสิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ อำนาจในการรับมือกับกติกาใหม่ของแต่ละฝ่ายไม่เท่ากัน บริษัทขนาดใหญ่มีเงินทุน มีนักวิจัย มีฝ่ายกฎหมาย และมีศักยภาพในการปรับตัวต่อกฎระเบียบใหม่ แต่สำหรับเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน รวมถึงเอสเอ็มอีจำนวนมาก ไม่มีต้นทุนและอำนาจต่อรองในระดับเดียวกัน