สว.น้ำเงิน รับลูก "สส.ภท." ที่เสนอแก้กฎหมาย ริบภาษีบาป ที่อุดหนุน 4 กองทุน ผ่านการตั้งคำถามถึงการใช้งบ "สสส." และสิ่งที่เป็นคำตอบจาก "รมว.สธ." สัญญาณส่อ "ล้วงลูก"
KEY POINTS
- สว.สีน้ำเงินตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณของ สสส. ปีละกว่า 4,000 ล้านบาท ว่าไม่คุ้มค่า และสงสัยความเหมาะสมในการนำเงินคงเหลือไปลงทุนหาผลประโยชน์ตอบแทน
- การเคลื่อนไหวของ สว. สอดรับกับความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อยกเลิกการจัดสรรเงินจาก "ภาษีบาป" ให้ สสส. และกองทุนอื่น ๆ โดยตรง และให้กลับเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติ
- ภาคประชาสังคมกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง โดยร้องเรียนกรณีที่ผู้บริหารกระทรวง
ระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็น การแก้ไขร่างกฎหมาย 4 ฉบับ ที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก “ภาษีบาป” คือ กองทุน สสส. - ไทยพีบีเอส - กองทุนพัฒนากีฬา และกองทุนผู้สูงอายุ
ภาคประชาชนและฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังส่งเสียงทั้งเห็นด้วยกับแก้ไข เพื่อให้ “โละเงินอุดหนุนจากภาษีบาป” ไปเป็นเงินอุดหนุนที่ได้ตามกระบวนการพิจารณางบประมาณ ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เพราะกังวลต่อการ “แทรกแซง-ล้วงลูก” จากฝ่ายการเมือง
ในความพยายามของฝ่ายสภาฯ ฟาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่เสนอร่างแก้กฎหมาย มีความเคลื่อนไหวสอดรับกับ “สว.สีน้ำเงิน” ที่เปิดประเด็นผ่านการตั้งข้อสังเกตต่อการใช้เงินกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปีละกว่า 4,000 ล้านบาท ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับ “การดูแลสุขภาพของประชาชน”
โดยตั้งข้อสงสัยต่อการนำเงินกองทุนไปลงทุนในสินทรัพย์เพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน คล้ายกับต้องการให้ “สาธารณะ” เห็นข้อมูลอีกมุมของการใช้งบประมาณที่มีช่องโหว่ เมื่อขาดการตรวจสอบตามวิธีงบประมาณ และฝ่ายนิติบัญญัติ
ในการประชุมวุฒิสภา เมื่อ 5 ต.ค. “นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล” สว.กลุ่มสาธารณสุข ตั้งกระทู้ถาม “พัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สาธารณสุข ถึงการใช้เงินกองทุน สสส. ประเด็นที่เป็นไฮไลต์คือการใช้เงินที่มีคำถาม
1.การได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีสุราและยาสูบปีละ 4,000 ล้านบาท แต่ยังพบแนวโน้มการติดสุรา ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันยังพบว่ามีเงินสะสมคงเหลือจำนวนมาก ต่อเนื่องหลายปี
2. กรณีนำเงินสะสมคงเหลือ ไปลงทุนในสินทรัพย์เพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน
“สมควรหรือไม่ที่ นำเงินภาษีที่รัฐจัดสรรให้เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ไปแสวงหาผลตอบแทนในตลาดเงิน และมีคำถามว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่” นพ.ประพนธ์ ตั้งคำถาม
พร้อมกับขยายความต่อว่า ในปี 2562 คณะกรรมการกองทุน ออกข้อบังคับกองทุนให้สำนักงานกองทุนอาจจัดหาผลประโยชน์โดยการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน โดยมอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารจัดการ
เท่ากับว่าต้องการชี้ให้เห็นว่า ความพยายามการนำเงินภาษีไปลงทุน เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่จะมี “กติกา-ข้อบังคับ” กำหนดให้ทำได้ และต่อมาแม้มีกติกา “อนุญาต” ให้ทำได้ แต่อาจถูกตีความได้ว่า ใช้เงินได้ถูกต้องวัตถุประสงค์หรือไม่
พร้อมกับยกกรณีของ “ไทยพีบีเอส” ที่มีโครงสร้างรายได้จากภาษีบาป เช่นเดียวกัน เคยออกระเบียบภายในเพื่อนำเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นกู้เอกชน ต่อมามีความเห็นกฤษฎีกา ที่ 1439/2560 ระบุว่า “เป็นการดำเนินการที่กฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้ชัดแจ้ง ถือเป็นการออกระเบียบที่ขัดต่อกฎหมายแม่บท”
ในแง่ของ “การประเมินผล” ที่สว. ตั้งคำถามว่า ผลงานไม่คุ้มค่าเงินที่ได้รับ “พัฒนา” บอกว่า จะปรับการทำงานโดยนำตัวชี้วัดของ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาพของประชาชน เป็นเกณฑ์ เพื่อให้เห็นว่างบประมาณถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล
ทว่าในการประเมินผล ที่ให้ สสส. ผนวกกับ งานประจำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ภาคประชาสังคม เคยตั้งข้อสงสัยว่า จะเปิดช่องการเมือง ละเลงงบ และขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ โดยก่อนหน้านั้น “ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.)” ยื่นร้องเรียนต่อ กมธ. การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้ตรวจสอบ กรณี “พัฒนา” สั่งการ เมื่อ 17 สิงหาคม ให้ผู้บริหาร สสส. เร่งนำงบประมาณจากกองทุน สสส. ไปให้ โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)
ขสช. มองว่าคือการแทรกแซง ที่ส่งผลให้ ภาคประชาชนไม่ได้รับงบประมาณตามงวดงานที่กำหนด และโครงการต่างๆ มีแนวโน้มถูกตัดลดงบประมาณ เพราะถูกนำเงินไปตอบโจทย์ทางการเมือง
“การนำเงิน สสส. ไปทดแทนภารกิจรักษาพยาบาล ถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์การจัดตั้ง สสส. ตามกฎหมายที่มุ่งเน้นสร้างนำซ่อม และเป็นการนำเงินไปใช้ซ้ำซ้อนกับภารกิจหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่มีงบประมาณปกติรองรับ ดังนั้นจึงขอให้ กมธ. ตรวจสอบการแทรกแซงและการใช้อำนาจของ รมว.สาธารณสุข ต่อข้อสั่งการ และเงินของ สสส. ควรใช้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์กองทุน ไม่ควรอ้างว่างบประมาณของหน่วยงานหลักไม่พอ จึงต้องดึงเงิน สสส. ไปใช้ซ้ำซ้อน” ส่วนหนึ่งของข้อร้องเรียน
ในประเด็นนี้ กมธ. ได้มอบให้ อนุกมธ.ฯ ศึกษารวบรวมข้อมูล และในวันที่ 7 ต.ค.นี้ อนุ กมธ. ที่ “วีรยุทธ สร้อยทอง” สว. เป็นประธานอนุฯ ได้เรียกประชุมนัดแรก เพื่อตรวจสอบ และเชิญ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุน สสส. และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ประธานคณะทำงานด้านจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้านสาธารณสุข และประกิต วาทีสาธรกกิจ ประธานผู้มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เข้าชี้แจง
การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไข 4 กฎหมายเพื่อริบเงินอุดหนุนตรงจาก “ภาษีบาป” ที่แกนนำภูมิใจไทย หวังให้ไปไกลถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อประโยชน์การรักษาวินัยการเงินการคลัง ที่ขณะนี้สว.สีน้ำเงิน แสดงตัวสนับสนุน ทว่าในมุมขับเคลื่อนอาจไม่ง่าย เพราะยังมีแรงต้านจากภาคประชาสังคม
หลังจากนี้ต้องจับตาให้ดีว่า จะเป็นเผือกร้อนที่ “นายกฯอนุทิน” จะโยนต่อ หรือแบกรับแล้วลุยไฟ





