วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้าวลึกศึกใน ‘ปิยบุตร-โปลิตบูโร’ 4 ปัจจัยเสี่ยง ‘พรรคส้ม’ แตก

ปิยบุตร แสงกนกกุล มีความขัดแย้งทางความคิดกับกลุ่มผู้นำพรรค (โปลิตบูโร) ซึ่งมีต้นตอมาจากการเห็นต่างในดีลการเมืองที่พรรคโหวตสนับสนุน "พรรคน้ำเงิน" จัดตั้งรัฐบาล

KEY POINTS

  • ปิยบุตร แสงกนกกุล มีความขัดแย้งทางความคิดกับกลุ่มผู้นำพรรค (โปลิตบูโร) ซึ่งมีต้นตอมาจากการเห็นต่างในดีลการเมืองที่พรรคโหวตสนับสนุน "พรรคน้ำเงิน" จัดตั้งรัฐบาล
  • ปิยบุตรชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้พรรคแตก ได้แก่ 1.การเมืองแบบบันเทิงธิปไตย 2.การเมืองล้นเกิน 3.การเมืองแบบแฉรายวัน และ 4.การเป็นพรรคดิจิทัลที่เน้นภาพลักษณ์
  • เขาวิจารณ์ว่านักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเน้นการสร้างความนิยมผ่านโซเชียลมีเดียและทำตัวเป็น "นักแสดง" มากกว่าการทำงานเชิงอุดมการณ์ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก

มหากาพย์ความขัดแย้งทางความคิด “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตกุนซือ “พรรคส้ม” กับกลุ่ม “โปลิตบูโร” ยังคงคุกรุ่นร้อนแรง ดูท่าไม่จบง่าย แม้จะผ่านการเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ. 2569 และเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 28 มิ.ย. 2569 ซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน(ปชน.) ไปแล้วก็ตาม

ล่าสุด “ปิยบุตร” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ตีวัวกระทบคราด” ถึงใครหรือพรรคไหนหรือไม่ เมื่อเขายกทฤษฎีระบอบการเมือง “บันเทิงธิปไตย” โดยระบุว่า วันที่ผมร่วมก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้น คิดอ่านกับเพื่อนผู้ร่วมก่อการ มีความหวัง ความฝันว่า หากต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ก็จำเป็นต้องมีพรรคแบบนี้ โดยหวังว่า พรรคเราจะค่อย ๆ บ่มเพาะ สร้างคน และพัฒนาไปเป็นพรรคในลักษณะนี้ให้ได้

วันนี้ จากพรรคอนาคตใหม่ มาเป็นพรรคก้าวไกล ผ่านมาถึงพรรคประชาชน ในปัจจุบัน ก็ยังหวังจะเห็นพรรคแบบนี้ให้ได้สักวันหนึ่ง แต่ทว่า ด้วยกระแสแบบปัจจุบัน ด้วย “ตลาดทางการเมือง” และ “ผู้บริโภค” แบบทุกวันนี้ อาจยั่วยวน หรือบีบบังคับให้พรรคต้องขยับออกจากแนวทางที่คิดฝันไว้มากขึ้น

เพราะการสร้างพรรคให้เป็นพรรคยุทธศาสตร์ พรรคมวลชน พรรคที่มีอุดมการณ์ความคิดชี้นำ พรรคที่ทำงานทางความคิดนั้น อาจยาก เห็นผลช้า ไม่หวือหวา ไม่ตื่นเต้นเร้าใจ เป็นการทำงานเบื้องหลัง ซุ่มซ่อน ยาวนานที่คนไม่เห็นตรงหน้า หรืออาจไม่ถูกใจคนในวงกว้างหรือสื่อในยุคนี้ ที่ชอบอะไร ๆ เร็ว ๆ ด่วน ๆ เฉพาะหน้า

“นักการเมืองที่ผสมผสานความเป็นนักแสดงของพรรค” ที่ถนัดการใช้สื่อสมัยใหม่แบบตีหัวเข้าบ้าน คลิกเบตเร้าใจ จึงเด่นขึ้น ตามกระแสความต้องการของตลาด เมื่อ “นักแสดง” ของพรรคได้คะแนนนิยมในหมู่ประชาชนสูง เพื่อนๆ คณะนำ และพรรคก็ไม่อาจทาน หรือควบคุมทิศทาง เพราะ ด้านหนึ่ง ก็ต้องใช้บริการคะแนนนิยมเหล่านั้นด้วย อีกด้านหนึ่ง หากวิจารณ์กันเอง ก็อาจนำมาซึ่ง “ทัวร์ลง” ได้

“ปิยบุตร” ระบุด้วยว่า ในช่วงกระแสกำลังพัดไปในทิศทางเช่นนั้น ผมจำเป็นต้องใช้กระแสทวน เห็นว่า 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสร้างพรรคยุทธศาสตร์ พรรคมวลชน พรรคที่มีอุดมการณ์ความคิดชี้นำ เป็น 4 สิ่งที่พรรคต้องหลีกเลี่ยง หรือหากหลีกเลี่ยงมิได้ ก็ต้องใช้มันอย่างเท่าทันรู้ทัน ไม่ให้มันกลืนกินพรรคจนไม่เหลือสภาพพรรคการเมืองที่เราฝันกันไว้ ได้แก่

1. การเมืองแบบ “บันเทิงธิปไตย” หรือ Entertainocracy

2. การเมืองล้นเกิน หรือ Hyperpolitics ที่อะไรๆก็เป็นเรื่องการเมือง ตื่นรู้ทางการเมือง แต่ปราศจากผลลัพธ์ทางการเมืองหรือความเปลี่ยนแปลง (ความคิดนี้ ผมรับมาจาก Anton Jäger)

3. การเมือง “แฉ เปิดโปง รายวัน เฉพาะหน้า” แต่ปราศจากซึ่งข้อเสนอสังคมใหม่ในฝัน หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระยะยาว

4. พรรคดิจิทัล (Digital Party) และคณะนำแบบ Hyperleadership (ความคิดนี้ ผมรับมาจาก Paolo Gerbaudo)

จับคีย์เวิร์ดน่าสนใจในโพสต์ข้างต้น จะมี 2 ส่วนคือ 1.นักการเมืองที่ผสมผสานความเป็น “นักแสดง” 2.การเมืองแบบ “บันเทิงธิปไตย” คือการพาดพิงถึง “พรรคส้ม” ในยานพาหนะคันที่ 3 อย่าง ปชน.หรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน “หัวขบวน” ที่แบกพรรคหลังแอ่นอยู่ตอนนี้ คือแกนนำรุ่น 2-3 ซึ่งหลายคนเข้าไปพัวพันในคดี 44 สส.ก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็น “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค “รังสิมันต์ โรม” สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หัวหอกประจัญบานเรื่องแฉทุจริต และแกนนำอีกบางคน

ทว่าในแกนนำรุ่นใหม่ในปัจจุบัน หากไม่นับรุ่น "44 สส." นอกจากตอบโต้ประเด็นการเมืองรายวันแล้ว แทบไม่มีการเปิดเผยประเด็นแหลมคมเชิงลึก นำไปสู่การต่อสู้ทางอุดมการณ์แบบที่ “ปิยบุตร” ยกตัวอย่างเอาไว้เลย

เมื่อหันมองแกนนำรุ่นใหม่ ๆ ภายในพรรค ปชน. มีหลายคน แม้จะเปิดโปงประเด็นแหลมคม “เสียงดัง” แต่เมื่อได้รับ “หัวโขน” กลับ “วางไม่ลง” จนหลายครั้งนำไปสู่ผลเสียต่อพรรค และประเด็นแหลมคมเหล่านี้ ก็กลายเป็นแค่ “ข่าวปิงปอง” ตอบโต้กันไปมาจน “เสียของ” ไม่สามารถ “ปิดจบ” ประเด็นที่เปิดได้เสียที

นี่ยังไม่นับประโยคที่ว่า “นักการเมืองที่ผสมผสานความเป็นนักแสดงของพรรค” สะท้อนให้เห็นบทบาทของ สส.ปชน.ในยุคนี้ หลายคนมุ่งเน้นสร้างคะแนนความนิยมผ่าน “โซเชียลมีเดีย” มากกว่าการ “ปฏิบัติจริง”

ที่น่าสนใจแม้ “ปิยบุตร” จะโพสต์ดังกล่าวฉายภาพการเมืองไทยในปัจจุบัน ถึงไม่พาดพิงระบุถึงใคร มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าหมายถึง “พรรคส้ม” นำไปสู่คำถามว่า ตัวเขายังคงมีความบาดหมาง “ขัดแย้งทางความคิด” อย่างหนักกับ “โปลิตบูโร” ในพรรคอยู่หรือไม่

สาเหตุความบาดหมางระหว่าง “ปิยบุตร” กับ “โปลิตบูโร” ในพรรค เกิดขึ้นใน “ก้าวพลาด” จังหวะทางการเมือง ตอนทำ MOA โหวตหนุน “พรรคน้ำเงิน” เถลิงอำนาจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯสมัยแรก ปลายปี 2568 โดยอ้างว่า เพื่อแลกกับการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทั้งที่ไส้ในแล้วอาจมี “อะไรมากกว่านั้น” หรือไม่

คำกล่าวอ้างว่า “ส้ม” ต้องเลือกระหว่าง “แดง-น้ำเงิน” เพื่อให้ประเทศไปต่อนั้น ในทางข้อเท็จจริงว่ากันว่า “โปลิตบูโรส้ม” ได้ถกเถียงกันเรื่องนี้ตั้งแต่ในช่วง “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่คดีมาตรฐานจริยธรรมจากศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว จนมีการเคาะว่า “ส้ม” จะผลักดัน “น้ำเงิน” เป็นรัฐบาล และไม่เคยมี “แดง” ในสมการแต่แรก ตามทฤษฎี “Grand Compromise” ของ “ผู้นำจิตวิญญาณ” ในพรรค การเพิ่ม “แดง” เป็นตัวเลือกในการโหวตนั้น เกิดขึ้นในช่วงหลัง เป็นไปเพื่อ “ภาพลักษณ์” ทางการเมืองเท่านั้น

ในวงการสนทนาของ “ผู้นำส้ม” ขณะนั้น จึงมีทาง 2 เลือกคือ 1.โหวต “น้ำเงิน” ดัน “อนุทิน” เป็นนายกฯ แล้วเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อปูทางสร้างผลงานให้ประชาชนเห็น แม้จะเสียฐานมวลชนเดิมไปบ้าง แต่เชื่อว่าน่าจะได้ฐานมวลชนใหม่กลับมาเพิ่มเติม และยังคานอำนาจกับ “น้ำเงิน” ไม่ให้ทำอะไรผลีผลาม หรือลับลมคมใน วางกลเกมสืบทอดอำนาจ และแช่แข็งคดีเขากระโดง-โกง สว.ด้วย

กับ 2.โหวต “น้ำเงิน” แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล โดยเชื่อว่า “ส้ม” คือตัวกำหนดเกม และยุทธศาสตร์ประเทศ สามารถต่อรองเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ได้ และหาก “น้ำเงิน” ไม่จริงใจ ก็พร้อมชิงซักฟอกล้ม “รัฐบาลข้างน้อย” ได้ทันที โดยลืมไปว่า กลไกอำนาจรัฐทุกอย่างอยู่ในมือ “น้ำเงิน” แทบทั้งกระดาน

อย่างที่ทราบไปแล้ว แนวทางที่ 2.ได้รับความเห็นชอบเยอะกว่า จึงนำไปสู่การให้ “แกนนำพรรค” หลายคน ติดต่อ สส.-สมาชิก ให้โหวตเห็นด้วยไปในแนวทางนี้ จนเกิดปรากฎการณ์ “ส้ม” ค้ำ “น้ำเงิน” น่าจะถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปอีกตราบนานเท่านาน

ใน 2 ตัวเลือกดังกล่าว “ปิยบุตร” กับ “โปลิตบูโร” ยืนคนละด้านกัน นั่นจึงไม่แปลกที่หลังจากนั้น บทบาทของเขาดูเหมือนจะเงียบลง ไปช่วยหาเสียงก่อนการเลือกตั้งภาคอีสานเท่านั้น และไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ 6 ก.พ. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ด้วยเหตุผลว่า “ไม่ได้ถูกรับเชิญ”

เมื่อจบลง “ปิยบุตร” ถึงขั้นตัดพ้อ ขอวางมือลดบทบาททางการเมืองภายในพรรคไปแทบทั้งหมด แม้เขาจะมีบทบาทสูงในในช่วง “Grand Compromise” ก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่เมื่อแนวทางพรรค เป็นคนละอย่างกับแนวคิดทางการเมืองของเขา จึงจำต้องปล่อยไป

เคยมีกระแสข่าวหนาหูด้วยซ้ำในช่วงเวลานั้นว่า “พรรคส้ม” อาจมีการ “แตกออก” เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มโปลิตบูโรที่ยังอยู่กับ ปชน .และอีกกลุ่มซึ่งเป็น “ปีกซ้าย” ภายในพรรค อาจแยกย้ายออกมาทำพรรคใหม่ แต่เรื่องนี้ก็เงียบหายไป กับผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ที่พ่ายแพ้ให้กับ “สีน้ำเงิน” แทบหมดรูป

กระทั่งล่าสุด ระฆังศึกยกใหม่ดังลั่นขึ้นอีกครั้ง จากการโพสต์ของ “ปิยบุตร” จนเกิดความเคลื่อนไหวภายใน “พรรคส้ม” ขึ้นอีกครั้งว่า สถานการณ์ “พรรคแตก” จะถูกเขย่าด้วยคลื่นใต้น้ำ กลับมาซ้ำรอยเหมือนตอนช่วง “ค้ำ” สีน้ำเงินหรือไม่