จัดการ‘วิกฤตน้ำ’เรือธงการเมือง ฝนถล่มทั่วไทย จุดเปลี่ยนนโยบายรัฐ ‘รัฐบาล’ ดันเมกะโปรเจกต์ ‘ขั้วค้าน’ เสนอแผนระยะยาว
KEY POINTS
- รัฐบาลผลักดันเมกะโปรเจกต์ด้านการจัดการน้ำหลายโครงการ เช่น คลองระบายน้ำหลาก และการปรับปรุงระบบชลประทาน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตอุทกภัยและใช้เป็นนโยบายเรือธงทางการเมือง
- ความล้มเหลวในการรับมือปัญหาน้ำท่วมครั้งล่าสุด ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องหยิบยกนโยบายการจัดการน้ำขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อไป
- พรรคการเมืองหลักทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเสนอยุทธศาสตร์และโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม หวังสร้างความเชื่อมั่นและ
“อุทกภัยถล่มกรุง” มวลน้ำสร้างความเดือดร้อนให้กับ “คนเมืองหลวง” ที่สำคัญสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มขยายวงกว้างไปยังต่างจังหวัดในหลายพื้นที่
ทว่าการรับมือ และการบริหารสถานการณ์ของ “รัฐบาล” และผู้รับผิดชอบทั้งหมด ยังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นบาดแผลและยากจะลบเลือนจากภาพจำของคนไทย โดยเฉพาะรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ “พรรคภูมิใจไทย”
ไม่เพียง “รัฐบาลอนุทิน” แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ก็เสียรังวัดจากการรับผิดมือเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองหลวงครั้งนี้
ด้วยความล้มเหลวนี้เอง ทำให้ประเด็นเรื่อง “อุทกภัย” กำลังถูกมองว่า จะกลายเป็น 1 ใน “นโยบายตัวแปร” สำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ประชาชนนำมาตัดสินใจมากที่สุดว่า จะกาคะแนนให้ใคร
“นโยบายป้องกันน้ำท่วม” จะกลายเป็น “นโยบายหลัก” ของหลายพรรคการเมืองในการหาเสียง ไม่ว่าจะใน กทม. หรือต่างจังหวัดก็ตาม
“พรรคภูมิใจไทย” มีข้อจำกัดเดียวกับ “พรรคเพื่อไทย” คือ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการ และการเตรียมการรับมือที่ล้มเหลว โดยมีบาดแผลจากอุทกภัยในปี 2569 ครั้งนี้ ซึ่งเป็นภาพจำที่ยังชัดเจนมาก เพราะแผลยังสดใหม่อยู่
อีกทั้งภาคกลางถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ “บ้านใหญ่” กวาด สส. เป็นกอบเป็นกำในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่กลับยังมีน้ำท่วมทุกปี รวมถึงครั้งนี้ที่หนักหนาสาหัส เป็นอีก “จุดอ่อน” หนึ่งเสี่ยงจะถูกคู่แข่งแย่งแชมป์
นโยบายของพรรคภูมิใจไทยในครั้งหน้า คงหนีไม่พ้นการโปรโมตโครงการซึ่งเป็นผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วแทนการชูอะไรใหม่ๆ ที่เครดิตค่อนข้างติดลบ ไม่ว่าจะเป็น “โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” โดยเป็นโครงการต่อเนื่อง ระยะเวลาก่อสร้าง ปี 2570–2577 วงเงิน 1.65 แสนล้านบาท ซึ่ง “ครม.อนุทิน 2” เป็นคนกดปุ่มอนุมัติ
โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง 9.5 หมื่นล้านบาท โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ รวมกว่า 700 โครงการ วงเงิน 3-4 หมื่นล้านบาท
รวมไปถึงเรื่อง “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ที่ “ครม.อนุทิน 2” เป็นผู้เคาะทำหลักประกันภัยวงเงิน 100,000 บาท เริ่มมีผลวันที่ 1 ต.ค.
ต้องจับตาการขับเคลื่อนของ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ในการบริหารจัดการน้ำ เพราะจะต้องนำไปต่อยอดฟื้นความนิยมทางการเมือง หลังจากเสียแต้มจากเหตุน้ำท่วมถล่มกรุง
“พรรคเพื่อไทย” อีกหนึ่งพรรคการเมืองที่ต้องหยิบเรื่องนโยบายนี้เป็น “นโยบายเรือธง” แน่นอน น่าจะมีไม้เด็ดออกมาเหมือนกัน หลังก่อนหน้านี้ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” เคยเสนอแนวคิดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่และป้องกัน กทม.จมน้ำ ด้วยโครงการถมทะเลเพื่อขยายแผ่นดินและป้องกันน้ำทะเลหนุน
พร้อมทั้งเสนอให้มีการจัดการพื้นที่ให้เป็นระบบ โดยการควบคุมน้ำฝนและน้ำหลากลงคลอง แล้วใช้ระบบท่อใหญ่ใต้ดินพร้อมเซ็นเซอร์และปั๊มน้ำอัตโนมัติในการดูดน้ำออกอย่างรวดเร็ว
แม้ปัจจุบัน “พรรคเพื่อไทย” จะเป็น “พรรคร่วมรัฐบาล” แต่ก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องมารยาทพรรคร่วม
เพียงแต่ “พรรคสีแดง” มีจุดอ่อนใหญ่คือ มหาอุทกภัยปี 2554 ที่อยู่ในช่วงการบริหารงานของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จนเป็นภาพจำที่ล้างยากจนถึงทุกวันนี้
“พรรคประชาชน” ภายใต้การนำของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้า และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน ถือเป็นพรรคการเมืองเดียวในขณะนี้ที่ยังไม่เคยสัมผัสการเป็น “แกนนำรัฐบาล” หรือแม้แต่ “พรรคร่วมรัฐบาล” สักครั้ง
สำหรับนโยบายป้องกันน้ำท่วมของ “พรรคสีส้ม” พวกเขาเคยเสนอ “ปฏิรูประบบน้ำทั้งประเทศ” โดยให้มีการปรับโครงสร้างลุ่มน้ำให้มีประสิทธิภาพ จัดการพื้นที่ทุ่งรับน้ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำอย่างเป็นธรรม
ขณะที่ในช่วงน้ำท่วมเมืองกรุงที่ผ่านมา สส.หลายคนของพรรคประชาชน ใช้จังหวะที่รัฐบาลกำลังเมาหมัดกับการแก้ไขปัญหา ลงเกาะติดพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน จนเกิด “ภาพเปรียบเทียบ”
แม้พวกเขาจะมี สส.กทม.ทุกเขต และมีบางฝ่ายพยายามโจมตีว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แต่ก็มีคำอธิบายในเรื่องนี้ เพราะอำนาจสูงสุดในการแก้ไขปัญหาของ กทม.คือ “ผู้ว่าฯกทม.”
ซึ่ง “พรรคประชาชน” สามารถยึดสนามเลือกตั้ง สส.ได้หมดแล้ว อีกสนามที่ยังต่อยอดไม่สำเร็จคือ “ผู้ว่าฯกทม.” จึงอยู่ที่ว่า จะฉวยโอกาสนี้ได้หรือไม่ เพราะเป็นของที่ไม่เคยถูกลองเหมือนกัน
“พรรคกล้าธรรม” ภายใต้การนำของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรค ต้องชูเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของ “กรมชลประทาน” ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคกล้าธรรม เคยกำกับมาหลายครั้ง
โดย “พรรคกล้าธรรม” เคยเสนอสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ขนาดเล็ก จิ๋ว กลาง จนถึงใหญ่ เพื่อทำหน้าที่เป็นภาชนะรองรับน้ำฝนและน้ำจากต้นน้ำ ลดปริมาณน้ำที่จะไหลบ่าเข้าสู่ชุมชน
“พรรคประชาธิปัตย์” แม้จะไม่เคยรับมือมหาอุทกภัยในช่วงที่เป็นรัฐบาล แต่ก็มีนโยบายนี้เหมือนกัน โดยเคยเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำ, ผังน้ำดิจิทัลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า, เพิ่มพื้นที่ชะลอน้ำและยกระดับโครงสร้างเมือง โดยการขยายแก้มลิงธรรมชาติและปรับปรุงคูคลองให้รองรับปริมาณฝนที่เปลี่ยนไปตามสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปรับผังเมือง
เพียงแต่การทำคะแนนในเมืองกรุงอาจจะเป็นจุดอ่อน เพราะ “พรรคประชาธิปัตย์” เคยได้รับความไว้วางใจให้เป็น “ผู้ว่าฯกทม.” มาหลายสมัย และหลายคน แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
นับจากวันนี้ไป “พรรคการเมือง” จำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการ “วิกฤตน้ำ” ขายแผน - ขายฝัน เสมือนนโยบาย “เรือธง” อันใหม่ให้กับประชาชน เพื่อสะสมแต้มทางการเลือก





