วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุบเค้ก ‘ภาษีบาป’ หมื่นล้าน ‘ภท.’ ฮุบเข้าคลังเซฟ ‘รัฐบาลน้ำเงิน’

พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการจัดสรรเงินจากภาษีบาปให้ ไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนากีฬา ท่ามกลางคำถามและข้อกังวลหลายประเด็น

KEY POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อริบเงิน "ภาษีบาป" จากสุราและยาสูบที่เคยส่งตรงให้ ไทยพีบีเอส-สสส.-กองทุนพัฒนาการกีฬา-กองทุนสงเคราะห์ผู้สูงอายุ กลับเข้าคลังของรัฐ
  • เหตุผลสำคัญ คือ พยุงเสถียรภาพและรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐบาล โดยเปลี่ยนแหล่งเงินทุนของหน่วยงานเหล่านี้เป็นการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามความจำเป็นแทน
  • ต่อกรณีนี้ "กรณ์ จาติกวณิช" อดีตรมว.คลัง พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยที่ต้อง ทบทวน-ปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสม เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ
  • ทว่าคำถามสำคัญ คือ หากรัฐบาลสีน้ำเงิน ทำสำเร็จ ดึงภาษีบาป 1.4 หมื่นล้านบาท เข้ากระเป๋าได้ การใช้จ่ายหลังจากนั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดหรือไม่

การเสนอแก้กฎหมายไทยพีบีเอส โดยริบ “ภาษีบาป” ที่เป็นแหล่งรายได้ของ สื่อสาธารณะ ของ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นสัญญาณที่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการ “ดึงเงินนอกงบประมาณ” เข้าสู่ระบบ เพื่อพยุงเสถียรภาพทางการคลังของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”

เพราะนอกจาก “ร่างพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  หรือ (ส.ส.ท.)” ที่ “คณะของภูมิใจไทย” เสนอเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติที่เริ่มต้นจากการรับฟังความเห็น เมื่อ 30 กันยายน แล้ว ยังพบว่า มีร่างกฎหมายที่มีสาระทำนองเดียวกัน คือ “ริบภาษีบาป” เข้าคลัง ก่อนจ่ายตรงไปยัง “หน่วยงาน-องค์กร” ที่ทำเป็นการเฉพาะเจาะจง

ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เสนอโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ  และ ร่างพ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย เสนอโดย “ศุภชัย ใจสมุทร และคณะสส.พรรคภูมิใจไทย”

ทุบเค้ก ‘ภาษีบาป’ หมื่นล้าน ‘ภท.’ ฮุบเข้าคลังเซฟ ‘รัฐบาลน้ำเงิน’

โดยเหตุผลของการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย เป็นไปในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างถึง ความพยายามสร้างมาตรฐาน ตามที่รัฐธรรมนูญ และ กฎหมายวินัยการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดให้ “รัฐ” ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพ มั่นคงและยั่งยืน

“ในกฎหมายวินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 มีข้อห้ามเสนอกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษี ไปให้หน่วยงานรัฐใช้จ่ายเป็นการเฉพาะ แม้ในกฎหมาย มีบทคุ้มครองหน่วยงานที่มีกฎหมายรับรองอยู่ก่อนที่กฎหมายวินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ใช้บังคับ แต่บทยกเว้นจัดอยู่ในบทเฉพาะกาล สมควรถูกยกเลิก เพื่อไม่ให้ขัดหรือแย้งกับหลักการการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ”

ขณะที่รายละเอียดของกฎหมายที่ “ภูมิใจไทย” เสนอเพื่อริบเงินภาษีบาป เข้าสู่ “คลัง” ถูกแก้ไขในลักษณะเดียวกัน คือ ยกเลิกเงินบำรุง ที่จัดเก็บจากผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีสุรา ยาสูบ

โดย ในส่วนของ “กฎหมาย สสส.” ฉบับที่ “อนุทิน” ลงนามนำเสนอเอง มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้กฎหมาย สสส. ที่แก้ไขมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570  ยกเลิกเงินบำรุงที่ได้จากภาษีสุรา-ยาสูบ ที่ต้องจ่ายให้ในแต่ละปี จำนวน 2% ของภาษีสุรา-ยาสูบ ที่จัดเก็บได้ และแทนที่ด้วย “งบประมาณรายจ่ายประจำปี”

ปรับแก้ “เงินอุดหนุนจากรัฐบาล” ซึ่งเป็นบทบังคับให้ “รัฐบาล” จัดงบให้ทุกปี ขาดไม่ได้ ไปเป็น “เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น” เพื่อให้ “รัฐบาล” มีทางเลี่ยงไม่ส่งเงินอุดหนุน หากมีเหตุผลและความจำเป็นทางการคลัง

ขณะที่ ร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ แก้ไขในสาระสำคัญ คือ ตัดส่วนเงินที่นำเข้ากองทุนในส่วนเงินบำรุงที่ได้จาก “ภาษีบาป” ออกไป และปรับบทบัญญัติว่าด้วย “เงินสงเคราะห์เพื่อยังชีพผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย” ให้สอดคล้องหลังจากที่ตัด เงินสนับสนุนที่ได้จากภาษีบาปออกไป

ทุบเค้ก ‘ภาษีบาป’ หมื่นล้าน ‘ภท.’ ฮุบเข้าคลังเซฟ ‘รัฐบาลน้ำเงิน’

คือ ให้ใช้แหล่งเงิน จาก 1.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2.เงินที่มีผู้บริจาค และ 3.ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินกองทุน จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ใช้เงินจาก “ภาษีบาปและเงินบริจาค” เป็นแหล่งเงินหลักสำหรับจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ดี ในภาวะที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบสนับสนุนสูงขึ้นแต่ละปี โดยรายงานงบการเงิน ปี2568 พบว่า กองทุนมีรายได้ 4,160 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลต้องอุดหนุนผ่านกฎหมายงบประมาณ  67 ล้านบาท จากภาษีบาป ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เงินอุดหนุนและเงินบริจาค 5.2ล้านบาท และ รายได้อื่น 5.7แสนบาท

ทว่าการใช้จ่ายมีสูงถึง 4,606 ล้านบาท ทำให้สถานะกองทุน “รายจ่ายสูงกว่ารายได้” ดังนั้นหากแก้ไขกฎหมายโดย ตัดส่วนเงินอุดหนุนจาก ภาษีบาป และเปลี่ยนเงินอุดหนุนจากกฎหมายงบประมาณ อาจเป็นไปได้ว่า นอกจาก รัฐบาล จะมีภาระเพิ่ม เพราะจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

ในความกังวลข้อนี้ ผู้เสนอร่างกฎหมาย จึงตั้งคำถามชวนคิดไว้ในขั้นตอนรับฟังความเห็นด้วยว่า “กฎหมายที่บังคับใช้ปัจจุบัน เกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้จากเงินบำรุงสุรา-ยาสูบ มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่" และการเสนอแก้ไข โดยใช้วงเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินบริจาค และดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนแทน  “เงินอุดหนุนนภาษีบาป” จะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่”

ขณะที่ การแก้ไขกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)  มีเฉพาะ ส่วนของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ  ซึ่งเป็นกองทุนส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา คุ้มครอง ช่วยเหลือ จัดสวัสดิการที่เกี่ยข้องกับการกีฬา โดย ตัดทุน-เงินสนับสนุนที่มาจาก “ภาษีบาป” ออกไป และแม้จะเหลือเงินสนับสนุน อีก 10 รายการ เช่น งบประมาณราจ่ายประจำปีตามความจำเป็น ทว่าในอนาคตอาจถูกตั้งคำถามว่า จะมีงบเพียงพอต่อการสนับสนุน พัฒนาการกีฬาหรือไม่

ทุบเค้ก ‘ภาษีบาป’ หมื่นล้าน ‘ภท.’ ฮุบเข้าคลังเซฟ ‘รัฐบาลน้ำเงิน’

ดังนั้นหาก 4 ร่างกฎหมายที่ “พรรคภูมิใจไทย” เสนอ คือ ไทยพีบีเอส  สสส.  กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ และ  กองทุนผู้สูงอายุ ได้รับความสนับสนุนและเห็นชอบจากสภาฯ และวุฒิสภา เท่ากับว่า รัฐบาลจะสามารถดึงภาษีบาปเข้ากระเป๋ารัฐ ได้ 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็น   จาก สสส.  4,000 ล้านบาท ไทยพีบีเอส   2,000 ล้านบาท  กองทุนผู้สูงอายุ 4,000 ล้านบาท กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ  4,000 ล้านบาท

รัฐบาลสามารถนำไปจัดสรรเพื่อใช้ในภารกิจของรัฐบาลได้  ทว่าใน 2 องค์กรและ 2 กองทุนนั้น อาจต้องเผชิญความเสี่ยงที่ ได้รับงบสนับสนุนลดลง ตามแต่ที่รัฐบาลจะพิจารณาถึงความจำเป็น

โดยประเด็นนี้ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นสนับสนุนต่อการปรับแก้ไขกฎหมายริบการจ่ายภาษีบาปแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อเพิ่มการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทว่าในการดึงเงินภาษีบาปเข้าสู่คลัง หรือ งบประมาณแผ่นดินนั้น อาจต้องตั้งคำถามให้ดีถึง การได้เงินมาแล้ว รัฐบาลใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ไม่สุรุ่ยสุร่ายหรือไม่

ทุบเค้ก ‘ภาษีบาป’ หมื่นล้าน ‘ภท.’ ฮุบเข้าคลังเซฟ ‘รัฐบาลน้ำเงิน’

นอกจาก 4 ร่างกฎหมายที่เสนอและอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น เพื่อริบภาษีบาป เข้าสู่ “กระเป๋าของรัฐ” แล้ว ยังพบว่ามีอีกร่างกฎหมายที่น่าสนใจ คือ การแก้ไขกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ลด “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” ที่รัฐต้องนำเข้าบัญชีเงินสำรอง จากเดิม ไม่น้อยกว่า 20% ไปเป็น ไม่น้อยกว่า 5% ของรายจ่ายบำเหน็จบำนาญ พร้อมกับเปิดช่องให้ “เงินกองทุนในบัญชีเงินรายบุคคล” สามารถนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มั่นคงสูง ไม่ต่ำกว่า 60% มีความเสี่ยงเฉพาะบุคคลได้

เหตุผล ที่เสนอแก้ไขเรื่องนี้ เหตุผลหลัก คือ ให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาความมั่นคงของเงินสำรองของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเงินลงทุนของสมาชิก

อย่างไรก็ดีในร่างแก้ไขกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สภาฯ ปิดรับฟังความเห็นแล้ว โดยมีบทสรุปเบื้องต้น คือ  มีผู้เข้าชม 10,801 ราย โดยจำนวนนั้นแสดงความเห็น 1,069 คน เห็นด้วย 1.96% ไม่เห็นด้วย 97.10%

กับความพยายามของรัฐบาลเพื่อ กวาดต้อน เงินนอกงบประมาณให้มาอยู่ตู้เซฟของรัฐบาล ที่นัยหนึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่แสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน”  มีเสถียรภาพทางการคลังที่เข้มแข็ง ทว่าจากการใช้งบประมาณที่ผ่านมา ยังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส-คุ้มค่า

ดังนั้น ต้องจับตาให้ดีว่า สภาชุดปัจจุบัน จะมีความเห็นเช่นไรต่อไป