วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ภท.’ ขยับชงริบ‘ภาษีบาป’ ต้อน ‘ไทยพีบีเอส’ เข้าสื่อรัฐ

พรรคภูมิใจไทย จุดชนวน รื้อกฎหมายไทยพีบีเอส ริบ "ภาษีบาป" เข้าคลัง เสียงค้านสะท้อนข้อกังวล ฝ่ายการเมืองครอบงำ-แทรกแซงความเป็นอิสระของสื่อ

KEY POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกแหล่งเงินทุนของไทยพีบีเอสที่มาจาก "ภาษีบาป" (ภาษีสุราและยาสูบ)
  • ร่างกฎหมายเสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสไปรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาลแทน
  • การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความกังวลว่าจะทำให้ไทยพีบีเอสสูญเสียความเป็นอิสระ และเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงผ่านการควบคุมงบประมาณ
  • ภูมิใจไทยอ้างเหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่ผลรับฟังความเห็นเบื้องต้นพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข

กลายเป็น ประเด็นร้อน เมื่อคณะ “สส.พรรคภูมิใจไทย” นำโดย “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ตั้งใจเสนอ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ กฎหมายไทยพีบีเอส ต่อสภาฯ

ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามของ “ฝ่ายการเมือง” บีบให้ “ไทยพีบีเอส” ถูกลดทอนความเป็นอิสระ เปิดช่องการเมืองเข้าไปแทรกแซงหรือไม่

‘ภท.’ ขยับชงริบ‘ภาษีบาป’ ต้อน ‘ไทยพีบีเอส’ เข้าสื่อรัฐ

แม้ว่าร่างกฎหมายไทยพีบีเอส ฉบับ “สีน้ำเงิน” เสนอแก้ไข ยังไม่ถึงขั้นตอนที่ “สภาฯ” จะพิจารณา เพราะมีขั้นตอนปฏิบัติต้องทำตามรัฐธรรมนูญ คือ 1.รับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และ 2.เสนอให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ให้คำรับรอง เนื่องจากอยู่ในข่ายเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน

ขณะนี้ “สภาฯ” ได้เปิดรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายไทยพีบีเอส ตั้งแต่ 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม โดยผลของการรับฟังความเห็น ในรอบ 24 ชั่วโมง พบว่ามียอดผู้เปิดดูรายละเอียด 1,423 ราย และมีผู้แสดงความเห็น 121 ราย โดยจำนวนดังกล่าวมีคนเห็นด้วยกับร่างกฎหมาย 22.31% และมีผู้ไม่เห็นด้วย 76.03%

ประเด็นที่รับฟังความเห็นมี 4 คำถาม แบ่งเป็น 2 คำถามที่เฉพาะเจาะจงกับสิ่งที่กฎหมายถูกแก้ คือ 1.เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขเพิ่มเติม ทุน ทรัพย์สิน และ รายได้ขององค์การ ให้เงินบำรุงองค์กร ที่มาจาก “ภาษีบาป” ไปเป็น “เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี”

2. เห็นด้วยหรือไม่กับการยกเลิกจัดเก็บเงินบำรุงองค์กรที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ

ส่วนอีก 2 คำถาม เป็นการถามความทั่วไป และแสดงความเห็นอื่น ได้แก่ 3. เห็นว่า พ.ร.บ.ส.ส.ท. หรือ ไทยพีบีเอส พ.ศ.2551 มีปัญหาการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างกฎหมายจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ และ 4. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ

สาระของร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส ที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ พบว่ามีการเสนอแก้ไข 6 มาตรา แต่ครอบคลุมเพียงประเด็นเดียว คือ “เงินบำรุงองค์การ ที่รับมาจากภาษีบาป” และแทนที่ด้วย “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” จึงเป็นคำถามใหญ่ว่า “ฝ่ายการเมือง” ต้องการใช้เงื่อนไขของการ ปรับ-ลด-ตัด งบประมาณ ครอบงำ-แทรกแซงการทำงานของ “สื่อสาธารณะ” ให้อยู่ในกำกับหรือไม่

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นที่ “ศุภชัย - คณะภูมิใจไทย” นำเสนอประกอบการขอแก้ไข อ้างถึงความพยายามสร้างมาตรฐาน ต่อการรักษาวินัยการเงินการคลังที่เคร่งครัด ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ที่มีข้อห้ามเสนอกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษี ไปให้หน่วยงานรัฐใช้จ่ายเป็นการเฉพาะ ซึ่ง “ไทยพีบีเอส” ถูกเหมารวมว่าทำสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้

‘ภท.’ ขยับชงริบ‘ภาษีบาป’ ต้อน ‘ไทยพีบีเอส’ เข้าสื่อรัฐ

ทว่าในเหตุผลที่เสนอนั้นยังระบุด้วยว่า แม้ว่ากฎหมายวินัยการเงินการคลัง มีบทคุ้มครองให้ “ไทยพีบีเอส” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีกฎหมายรับรองก่อนที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังฯ จะบังคับใช้ แต่ถูกเขียนในบทเฉพาะกาล “ศุภชัย - คณะภูมิใจไทย” เห็นว่า บทเฉพาะกาลนั้นสมควรถูกยกเลิก เพื่อไม่ให้ขัดหรือแย้งกับหลักการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ

พร้อมกับอ้างหลักของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพ มั่นคงและยั่งยืน ตามกฎหมาย เท่ากับว่า “พรรคภูมิใจไทย” อาจมองเห็นสถานะการคลังภายใต้ “รัฐบาล-อนุทิน” ที่เผชิญภาวะตามที่ “สส.ฝ่ายค้าน” อ้างถึงตลอดว่า รัฐบาลอยู่ในสถานการณ์ใกล้ถังแตก หนี้ท่วม จึงต้องริบเงิน จากหน่วยงานต่างๆ มาพยุงเสถียรภาพทางการคลัง

ทว่าในการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายไทยพีบีเอส ขณะนี้มีความต่างเป็น 2 ฝ่าย ทั้งที่ไม่สนับสนุนให้แก้ไข เพราะกังวลต่อผลกระทบในเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ 

ขณะที่ฝั่งสนับสนุน เช่น ธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยอำนวยการ ผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส ระบุความเห็นว่า “ควรรื้อนานแล้ว เพราะประสิทธิภาพต่ำลงเรื่อยๆ กลายเป็นที่เสวยสุขของพวกปรสิตที่อยู่ในโลกเก่า ขณะที่ผู้รับสารเปลี่ยนไป และมีข้อกังขาเกี่ยวกับคุณธรรมและความโปร่งใส”

อย่างไรก็ดีเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ส.ส.ท.” เสนอรายงานปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อรัฐสภา และในเวทีนั้น “นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ” แสดงความเห็นโดยตั้งคำถามถึงการใช้เงินจากภาษีบาป ตลอด 18 ปี ได้งบกว่า 40,000 ล้านบาท โดยใช้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ พร้อมกับเรียกร้องให้ตรวจสอบฝ่ายบริหารและฝ่ายนโยบายของส.ส.ท.

‘ภท.’ ขยับชงริบ‘ภาษีบาป’ ต้อน ‘ไทยพีบีเอส’ เข้าสื่อรัฐ

พร้อมยกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผู้บริหารไทยพีบีเอส 2 ราย ต่อการได้รับเงินค่ารถยนต์แบบเหมาจ่ายรายเดือน ขณะที่ยังใช้รถส่วนกลาง โดยผู้บริหารรายแรก ได้รับค่ารถเดือนละ 27,000 บาท และ อีกราย ได้เดือนละ 15,000 บาท ซึ่ง ป.ป.ช. อยู่ระหว่างตรวจสอบ รวมถึงตั้งคำถามต่อการจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส ที่ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง เลือกผู้รับจ้างรายเดิมต่อเนื่องหลายปี ที่เกิดข้อครหาถึงความสัมพันธ์หรือเอื้อประโยชน์

ดังนั้นเมื่อ “ร่างกฎหมายไทยพีบีเอส” ถูกยกมาให้สังคมได้พิจารณา ถือเป็นจังหวะที่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ทุกแง่ทุกมุม รวมถึงต้องไม่ลืม ที่จะสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นอิสระให้กับ “สื่อสาธารณะ” เพื่อเป็นที่พึ่งของสังคมและประชาชน โดยปลอด “ฝ่ายการเมือง-นายทุน” แทรกแซง