วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่าบำนาญ-สวัสดิการ ‘สส.-สว.’ งบประมาณปี 2570 แบก 294 ล้าน

"สภา" เตรียมพิจารณา การเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ปี68 ไส้ในเนื้อหา น่ากังวลต่องบประมาณ หลายเสียงหนุนให้ทบทวน "บำนาญผู้แทน" อย่าเป็นภาระของประชาชน

KEY POINTS

  • งบประมาณปี 2570 จัดสรรเงิน 294 ล้านบาทสำหรับบำนาญและสวัสดิการของอดีต สส. และ สว. ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าที่เสนอขอถึง 726 ล้านบาท
  • กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีปัญหารายจ่ายสูงกว่ารายรับ ทำให้ต้องพึ่งพางบกลางเพิ่มเติมในแต่ละปี และมียอดค้างจ่ายสะสมกว่า 305 ล้านบาท
  • สวัสดิการดังกล่าวมาจากเงินภาษีของประชาชน ทำให้เกิดคำถามถึงความคุ้มค่าและมีข้อเสนอให้ทบทวนปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ “กทม.” และหลายจังหวัด ปรากฏภาพ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ควักเงินส่วนตัวแจก “ผู้ประสบภัยน้ำท่วม” อาจเปิดช่องให้ “นักร้อง” สบช่องยื่นเอาผิด

อีกทางหนึ่งเรื่อง “แจกเงิน” โดยใช้กลไกบำนาญ-สวัสดิการ อดีตสมาชิกรัฐสภา ภาคต่อหลังจาก “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.พรรคไทยภักดี เสนอทบทวนเงินภาษีของประชาชน แต่ละปีต้องถูกใช้ไปเพื่อเลี้ยงดู สส.สอบตก-สว.หมดสมัย แต่ละปีต้องใช้เงินสูงขึ้นเรื่อยๆ

การประชุมสภาฯ เป็นพิเศษ ในวันที่ 2 ตุลาคม มีวาระพิจารณา รับทราบ รายงาน “ผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” สำหรับปีสิ้นสุด 30 กันยายน 2568 ที่ในปี 2568 กองทุนฯ ได้งบจัดสรร เพื่อจ่ายเป็นบำนาญ-สวัสดิการ อดีต สส.-สว. รวม 507 ล้านบาท ซึ่งส่วนดังกล่าวถูกขอเพิ่มจากงบกลาง 287 ล้านบาท จากที่งบประมาณประจำปี 2568 สภาอนุมัติให้ 220 ล้านบาท

แม้ว่า การรายงานการเงินของกองทุนฯ จะไม่ทันสถานการณ์ เพราะปัจจุบัน กองทุนฯ ใช้เงินจนสิ้นสุด ปีงบประมาณ 2569 และเตรียมใช้งบประมาณประจำปี 2570 ทว่าการรายงานงบการเงินรอบนี้ สะท้อนให้เห็นจุดสำคัญที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานกองทุนฯ จำเป็นต้องทบทวนรายละเอียดโดยด่วน

ส่วนหนึ่งคือรายละเอียดของ “รายรับ” ที่น้อยกว่า “รายจ่าย” และการต้องพึ่งพา งบกลาง เพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี กับผลทางการเงิน ปี 2568 รายงานผู้สอบบัญชี ระบุว่า กองทุนมีรายได้ 537 ล้านบาท มาจากงบประมาณ 507 ล้านบาท

และรายได้ทางอื่น จำนวน 29,840,211 บาท มาจาก เงินสมทบสมาชิกรัฐสภา ที่หักจากเงินเดือน สส. เดือนละ 3,500 บาทต่อคน เป็นหลัก และมีดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 87,211 บาท และ การเรียกคืนเงินทุนเลี้ยงชีพ 678,400 บาท

ขณะที่ค่าใช้จ่ายมียอดรวม 541 ล้านบาท โดยพบว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนค่าบำเหน็จบำนาญ 531 ล้านบาท แยกได้เป็นเงินทุนเลี้ยงชีพ 473 ล้านบาท ค่ารักษาพยาบาล 54 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ 4 ล้านบาท และยังพบค่าใช้จ่ายบุคลากร 9.4 ล้านบาท แยกได้เป็นเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีเสียชีวิต 8.4 ล้านบาท และเงินช่วยการศึกษาบุตร 1.09 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังพบตัวเลขของรายจ่ายที่เป็นยอดค้างจ่ายสะสมให้กับ สมาชิกกองทุน อีก 1,804 คน รวมเป็นเงินกว่า 305 ล้านบาท ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ ถึง กันยายน 2568 สะท้อนให้เป็นภาวะติดลบอย่างชัดเจน

โดยภาวะนี้ “ผู้บริหารกองทุน” ใช้วิธีแก้ปัญหา เจรจาของบกลาง จาก “นายกรัฐมนตรี” ทว่าในรอบนี้ยังพบปัญหาสำคัญ ซึ่งรายงานของผู้สอบบัญชี ระบุ “ภาวะหนี้ที่กองทุนต้องแบกรับ” มาจากการฟ้องร้อง เรียกเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุน คือ “อดีตผู้แทนราษฎร-สมาชิกสภาสูง”

ตามรายงานระบุไว้ในหมายเหตุ 7 เรื่อง หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น พร้อมระบุข้อเท็จจริงว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 หน่วยงานมีหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกฟ้องร้อง จำนวน 3.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดี ฟ้องเรียกค่าเสียหายในสิทธิได้รับทุนเลี้ยงชีพ

เนื่องจากการออกระเบียบจากผู้ที่เสียหายจากสิทธิได้รับทุนเลี้ยงชีพ จากการออกและบังคับใช้ระเบียบ คณะกรรมการกองทุนฯ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2558 - 30 กันยายน 2567 พร้อมดอกเบี้ย แม้ว่าคดีอยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงของศาล

โดยตัวเลข 3.3 ล้านบาท อาจเป็นตัวเลขตั้งต้นที่ “กองทุนฯ” ต้องจ่าย แต่หากไม่ชนะคดี ยอดค่าใช้จ่ายนี้อาจเพิ่มสูงขึ้นตามดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ คูณด้วยจำนวนปี

ทั้งนี้กรณีฟ้องร้อง เอาเข้าจริงอาจมี กรณีอื่นขึ้นได้ เพราะการอนุมัติ สวัสดิการ-เงินช่วยเหลือ ยังขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจ-ความเห็นของ กรรมการกองทุน โดยมี ระเบียบเป็นเพียงคู่มือ ประกอบการพิจารณาเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อสภาฯ ได้เห็น รายละเอียด-ไส้ในของ การใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาแล้ว ควรใช้เป็นโอกาสพิจารณา ถก อภิปราย เพื่ออย่างน้อยให้เกิดการยกเคสปัญหา เพื่อทบทวน ปรับปรุง หากยังต้องการให้ “มีบำนาญ สส.-สว.” ควรพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมกับ สภาพเศรษฐกิจและสังคม

ที่สำคัญควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนต่อการอนุมัติเงินช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล และชี้แจงต่อสาธารณะได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

สำหรับปี 2570 พบว่าบำนาญ “สส.-สว.” ได้รับจัดสรรวงเงินรวม 294 ล้านบาท ซึ่งได้ต่ำกว่าที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสนอขอ 726 ล้านบาท

ต้องไม่ลืมว่าสวัสดิการของ “สส.-สว.” ทั้งอยู่ในตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว มีที่มาจากภาษีของ “ประชาชน” หากยังต้องแบกภาระเอาไว้ในยามวิกฤติย่อมเกิดคำถามถึงความคุ้มค่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้