“โฆษกรัฐบาล” เผย ปล่อยน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มเป็น 2,200ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กระทบ อยุธยา-อ่างทอง-สิงห์บุรี ชี้ ระดับแม่น้ำเจ้าพระยาใน กทม. ยังรองรับได้ 1.8เมตร คนกรุงฯไม่ต้องห่วง มอบ “รมว.กลาโหม” รับผิดชอบเมืองหลวง ระบุ ปภ.-กทม.-สำนักงบฯ กำลังคุยกัน เยียวยาอย่างไร
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ว่า นายกฯได้มีข้อสั่งการเกี่ยวกับการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูกรณีน้ำท่วม ที่ผ่านมานายกฯได้มีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกฯ และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลพื้นที่เป็นเขตตรวจราชการของแต่ละคน ซึ่งการมอบหมายดังกล่าวที่ผ่านมาไม่ได้มอบหมายให้ดูแลพื้นที่ กทม.โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นพื้นที่เฉพาะ และเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง มีกฎหมายเฉพาะ แต่เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา นายกฯได้สั่งการให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นำอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังพลจากเหล่าทัพต่างๆ มาช่วยเหลือในพื้นที่ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้เป็นอย่างดี เพื่อให้การแก้ปัญหาใน กทม.เป็นไปอย่างเรียบร้อยและต่อเนื่อง นายกฯจึงมอบหมายเพิ่มเติมให้ รมว.กลาโหมดูแลเขตพื้นที่ กทม.ต่อไปในการแก้ปัญหาน้ำท่วมรอบนี้
นายเอกภพ กล่าวว่า นายกฯได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดร่วมประชุมกับรองนายกฯกับรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย และเมื่อรองนายกฯ กับรัฐมนตรีลงพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องอยู่ในพื้นที่เพื่อให้มีการสั่งการได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมกันแก้ปัญหาน้ำท่วมหากมีข้อติดขัดในการดำเนินการให้รองนายกฯ กับรัฐมนตรีทำเรื่องรายงานถึงนายกฯ เพื่อใช้อำนาจนายกฯดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป
นายเอกภพ กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์น้ำปัจจุบันแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อคืนวันที่ 28 ก.ย. มีฝนตกที่แม่น้ำปิง ทำให้น้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อรวมกับแม่น้ำน่านที่ทรงตัว ทำให้ยังไม่มีปัญหาอะไร เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาจะถูกเติมด้วยแม่น้ำสะแกกรังที่ผ่าน จ.อุทัยธานี ทำให้น้ำที่ไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน ได้มีมติเพิ่มปริมาณการปล่อยน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการปล่อยน้ำเพิ่มสูงสุดได้ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยให้ปล่อยเป็นระดับขั้นบันไดตามสถานการณ์ ไม่ใช่ปล่อยเพิ่มขึ้นทีเดียว 200 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะหากปล่อยน้ำเพิ่มขึ้นทีเดียว 200 ล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้น้ำใต้เขื่อนมีระดับสูงขึ้นจากเดิม 30 เซนติเมตร โดยนายสุรศักดิ์ และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้เน้นย้ำให้เร่งดำเนินการนำน้ำออกจากพื้นที่รับน้ำแบบก้างปลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยึดหลักดูการเก็บเกี่ยวพืชผลการเกษตรของประชาชนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการเก็บเกี่ยวในวันที่ 30 ก.ย.นี้ การระบายน้ำออกด้านข้างก็จะได้ผลมากขึ้น
นายเอกภพ กล่าวว่า หากมีการปรับระดับน้ำเขื่อนเจ้าพระยาแล้วอาจส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี แต่ช่วงที่น้ำจะผ่าน กทม.
ขอเน้นย้ำว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ผ่าน กทม. ยังมีระดับน้ำที่รองรับได้อยู่ถึง 1.8 เมตร ตรงนี้เป็นสิ่งที่คน กทม.ไม่ต้องเป็นห่วง และมีการสูบน้ำออกทางฝั่งอ่าวไทย
โดยกรมชลประทานมีการติดเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม ทำให้การระบายน้ำออกได้อย่างรวดเร็ว ยืนยันรัฐบาลจะทำทุกอย่างให้ประชาชนที่ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ใดก็ตามของประเทศไทยของประเทศไทย ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและปลอดภัย
เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาใน กทม. ผู้แก้ปัญหาหลัก จะเป็นรัฐบาลหรือผู้ว่าฯ กทม. นายเอกภาพ กล่าวว่า ตามกฎหมาย กทม.ต้องดูแลด้วยอำนาจผู้ว่าฯ กทม. แต่เมื่อผู้ว่าฯ กทม.ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ครม.และผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็ลงไปช่วย
เมื่อถามว่า การที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงแบบนี้จะยิ่งทำให้รัฐบาลถูกด่ามากขึ้นหรือไม่ นายเอกภพ จึงได้ย้อนถามกับผู้สื่อข่าวว่า โดนด่าว่า? ทางผู้สื่อข่าวจึงอธิบายว่า การที่มอบให้ผู้ว่าฯ กทม.เป็นตัวหลักในการแก้ปัญหา แล้วรัฐบาลเป็นแค่ตัวเสริม ทำไมรัฐบาลไม่ลงไปเป็นตัวหลักมากกว่านี้ นายเอกภพ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วลงไปทุกอย่าง ท่านนายกฯ ก็ลงพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครลงไปก่อน คำติทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ก็ต้องย้อนกลับมาดูหน้าที่รับผิดชอบก่อนที่จะมีน้ำท่วมครั้งนี้ สาเหตุน้ำท่วมเกิดจากฝนตก จนภาวะระบายน้ำจะรับได้ โดยก่อนที่จะเกิดฝนรอบนี้ ได้มีการพร่องน้ำไว้แล้วในระบบระบายน้ำ ตรงนี้มีการทำงานร่วมกันระหว่าง สทนช. กทม. แต่ฝนตก 300 มิลลิเมตร ระบบระบายน้ำ กทม. รับได้เพียง 51 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ฝนก็เกินกว่าที่จะรองรับได้
นายเอกภพ กล่าวว่า เมื่อเกิดปัญหาแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้น ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดในประเทศไทยจะมีการรับมือเบื้องต้น โดยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ท้องถิ่นจะดูแลเบื้องต้น หากเกินศักยภาพก็จะมาที่ระดับอำเภอ จากนั้นไปจังหวัด และไปประเทศ ตรงนี้เมื่อผู้ว่าฯ กทม. ประกาศสภาวะฉุกเฉินแล้ว รัฐบาลก็มีอำนาจหน้าที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ ร่วมมือทุกอย่าง เอาทุกหน่วยงานไปร่วมมือ ซึ่งจริงๆ แล้วร่วมมือตั้งแต่ต้น แต่ผู้รับผิดชอบหลักคือ ผู้ว่าฯ กทม. โดยที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปสนับสนุน นี่คือ สิ่งที่จะบอกว่าไม่ต้องโทษว่าใครผิด หรือไปโบ้ยให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติรวดเร็ว
นายเอกภพ กล่าวว่า สำหรับมาตรการเยียวยานั้น เงื่อนไขของ ปภ.และกทม.มีความแตกต่างกัน ขณะนี้ ปภ. กทม. สำนักงบประมาณ กำลังคุยกันว่าจะเยียวยาอย่างไร วันนี้หากยังใช้วิธีการเดิมเราต้องมาคุยกันทุกรอบว่าภัยพิบัติเกิดขึ้นแบบไหน ที่ไหน จะเยียวยาอย่างไร รูปแบบที่รัฐบาลนำเสนอคือ เรื่องประกันภัยตรงนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องมาคุยแบบเดิม ความเสี่ยงทั้งหมดจะโยนไปให้บริษัทประกันที่เข้ามารับประกัน วงเงินทั้งหมดที่รัฐบาลจะป้องกันไว้เท่าไหร่ก็ไม่ต้องมาพูดอีกต่อไป เพราะเราจ่ายประกันไปแล้วบริษัทประกันจะเข้ามาเยียวยาอย่างรวดเร็ว





