วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

ศาล รธน.ปิดคดีบาร์โค้ด บทเรียนเลือกตั้ง กกต. - 'ขั้วน้ำเงิน' ไปต่อ

ปิด‘คดีบาร์โค้ด’ปลดชนัก‘น้ำเงิน’‘ศาลรธน.’ ชี้สืบย้อนกลับได้ - ยกกำแพงกฎหมายคุมรัดกุม 3 ปมใหญ่บทเรียน ‘กกต.’ ออกแบบบัตรเลือกตั้ง

KEY POINTS

  • ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9:0 เสียง วินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้ง สส.มีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
  • นอกจากนี้ยังมีมติเสียงข้างมาก 8:1 เสียง ชี้ว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
  • ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถือเป็นการลงคะแนน "โดยลับแบบมีเงื่อนไข" เพื่อสร้างดุลยภาพกับมาตรการป้องกันการทุจริต
  • คำวินิจฉัยส่งผลให้ไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้ กกต. และรัฐบาล "ขั้วสีน้ำเงิน" สามารถบริหารงานต่อไปได้

รูดม่านปิดฉากลงไปแล้ว หลังคาราคาซังมากว่า 5 เดือน สำหรับ “คดีบัตรบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” โดยวานนี้ (28 ก.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ชี้ว่าบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ที่ปรากฏ “คิวอาร์โค้ด” ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่าบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่ปรากฏ “บาร์โค้ด” ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่นกัน

"ศาลรัฐธรรมนูญ" ใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัยเกือบ 2 ชั่วโมง มีประเด็นน่าสนใจ 3 ประการด้วยกัน ได้แก่

หนึ่ง คดีมีข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฏมีการใช้ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และบาร์โค้ด บัตรแบบบัญชีรายชื่อ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด สามารถสืบค้นกลับ หรือสืบทราบตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงผลการลงคะแนน การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเข้าถึงได้หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า กรณีบัตรบัญชีรายชื่อ ปรากฏบาร์โค้ด เมื่อสแกนพบข้อมูลหมายเลขบัตรบนต้นขั้วโดยตรง เป็นข้อมูลรู้ได้ทันทีว่า มาจากต้นขั้วใด โดยในต้นขั้วปรากฏชื่อ และลายมือชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปรากฏเลขบัตรประชาชน และที่อยู่ ในหน่วยเลือกตั้งนั้น

“จึงฟังได้ว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏบาร์โค้ดนั้น เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง กับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งโดยตรง หากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อ ตรวจสอบตัวตน ผู้ลงคะแนน และผลลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้” ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุ

ศาล รธน.ปิดคดีบาร์โค้ด บทเรียนเลือกตั้ง กกต. - 'ขั้วน้ำเงิน' ไปต่อ

สอง การใช้คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาจากรัฐธรรมนูญไทย ประกอบกับหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยหลักพื้นฐาน 5 ประการดังนี้

1.หลักการเลือกตั้งทั่วไป Universal Election ให้พลเมืองทุกคน มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยเปิดกว้าง 2.หลักการเลือกตั้งโดยเสรี Freedom Election เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเลือกตั้ง ตัดสินใจใช้สิทธิของตน โดยปราศจากใช้กำลังบังคับ กดขี่ ข่มเหง กดดันทางจิตใจ

3.หลักการเลือกตั้งโดยตรง Direct Election ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกผู้สมัคร หรือพรรคนั้นได้โดยตรง 4.หลักการเลือกตั้งโดยเสมอภาค Equal Election รับรองสิทธิหรือหลักประกันกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ต้องเท่าเทียมกัน ไม่ว่าอยู่ในสถานะใด

5.หลักการเลือกตั้งโดยลับ Secret Election เป็นการคุ้มครองเอกสิทธิ์ส่วนบุคคลของผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้เจตจำนงการเลือกผู้แทนของตน แต่หากภายหลังเลือกตั้ง มีกรณีตรวจสอบมุ่งหมายเฉพาะเพื่อแสดงถึงความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง การตรวจสอบเช่นนี้ ไม่กระทบต่อการเลือกตั้งโดยลับ เพราะไม่ได้มุ่งหมายทราบเจตจำนงบุคคลว่า เลือกใคร

สาม การเลือกตั้งผ่านบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีบาร์โค้ดนั้น เป็นไปโดยลับ และชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า หลักการเลือกตั้งโดยลับ มีวัตถุประสงค์สำคัญ คุ้มครองสิทธิเลือกตั้ง และเสรีภาพในการลงคะแนนของประชาชน อย่างไรก็ตามการรักษาความลับและการลงคะแนน ไม่ได้หมายความว่าบัตรเลือกตั้ง ต้องปราศจากกลไก หรือเครื่องมือตรวจสอบความถูกต้องของบัตรอย่างเด็ดขาด

ตรงกันข้ามการจัดเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ต้องมีมาตรการตรวจสอบการเลือกตั้ง รวมถึงบัตรเลือกตั้ง ป้องกันบัตรปลอม ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรใช้ข้ามเขต การตรวจสอบเส้นทางดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง หากมาตรการดังกล่าว มีผลกระทบต่อการรักษาความลับของการลงคะแนนแล้ว จำเป็นต้องกำหนดวิธีป้องกันผลกระทบดังกล่าว ไม่ให้คนอื่นทราบว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนให้ใคร หรือพรรคใด เป็นหลักประกันให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กำหนดแสดงเจตจำนงทางการเมืองของตนได้ ปราศจากควบคุม ข่มขู่

ทั้งนี้ พิจารณาความหมายเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายมหาชน อธิบายแง่ความสัมพันธ์ ความลับออกเสียงลงคะแนน ความเป็นไปได้ออกเสียง 2 ประการ

1.หลักการเลือกตั้งโดยลับ แบบบริบูรณ์ Absolute Secret เลือกตั้งลับแท้จริง ต้องลับตั้งแต่ในคูหา เก็บรักษาบัตร ไม่สามารถเชื่อมโยงผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ การลงคะแนนเป็นความลับตลอดไป ข้อดีของการใช้หลักการนี้ จะไม่มีใครรู้ได้เลยว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร ข้อเสียคือ บัตรเลือกตั้งทุกใบเหมือนกัน จึงง่ายต่อการทำบัตรเลือกตั้งปลอม การสวมสิทธิ หรือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ยากแก่การสืบสวน

2.หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข Qualify Secret บัตรเลือกตั้งยังรักษาความลับตามกระบวนการปกติ แต่ตัวบัตรเลือกตั้งมีรหัส หมายเลขลำดับบัตร รหัสแท่งบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือเครื่องหมายเฉพาะอื่นใด เพื่อไว้ตรวจสอบความถูกต้องของบัตร ป้องกันการปลอมแปลง หรือสุจริตในกระบวนการเลือกตั้ง

ภายใต้หลักการนี้ เมื่อบัตรเลือกตั้งถูกหย่อนในหีบแล้ว บุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ไม่สามารถทราบได้ว่า บัตรใดเป็นของใคร และไม่สามารถทราบได้ว่า บุคคลนั้นลงคะแนนให้ใคร แต่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบย้อนกลับภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น การตรวจสอบความชอบในการเลือกตั้ง ส่วนข้อเสียคือ ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ใครลงคะแนนให้ใคร

โดยเฉพาะบริบทการเมืองของไทย ประสบปัญหาทุจริตเลือกตั้ง โดยใช้บัตรเลือกตั้งปลอม หรือบัตรจริงโดยบุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิ หรือบัตรเลือกตั้งข้ามเขต เจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย ส่งผลให้การเลือกตั้งโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญไทย ต้องคำนึงถึงดุลยภาพตามหลักสุจริตเที่ยงธรรม และความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

กล่าวโดยสรุปคือ การมีรหัสบาร์โค้ดบน “บัตรเลือกตั้ง” นั้น ถึงแม้จะทำให้การเลือกตั้ง “ไม่เป็นไปโดยลับโดยสมบูรณ์” แต่ยัง “เป็นไปโดยลับแบบมีเงื่อนไข” เพราะต้องชั่งน้ำหนักร่วมกับ “มาตรการป้องกันการทุจริต” ด้วย ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีมติคำวินิจฉัยว่า “บัตรบาร์โค้ด” ชอบด้วยรัฐธรรมนูญดังกล่าว

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นไปยังสำนักงาน กกต.ว่า ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชน ที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ ที่เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์ คำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ป้องกันทุจริตเลือกตั้ง โดยไม่ใช้เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ใดบนบัตร ที่เชื่อมโยงข้อมูลระบุผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทกันตามคำวินิจฉัยนี้ ให้มีมาตรการรัดกุม และเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมาย เพื่อเข้าถึงข้อมูล และการออกเสียงลงคะแนนอีก

ทั้งนี้ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.ที่มาร่วมฟัง ให้สัมภาษณ์หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย น้อมรับคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเตรียมไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

หลังเสร็จสิ้นคำวินิจฉัย มิใช่แค่ กกต.เท่านั้นที่ “โล่งใจ” แต่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ก็ “โล่งอก” ไม่ต่างกัน เพราะไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ หรือมีการนับคะแนนใหม่ใด ๆ ก็ตาม ที่อาจส่งผลให้ “คะแนนเสียงในสภาฯ” เปลี่ยนแปลงไป

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้ “กกต.-รัฐบาลสีน้ำเงิน” พ้นบ่วงคดีนี้ แต่ยังเหลือกรณี “โกง สว.” ที่แทบทุกองคาพยพในสังคมขยับ “ฝ่ายค้าน” ยื่น ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนต่อ เช่นเดียวกันฝ่าย สว.สำรองยื่นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้ดำเนินการไต่สวนมติของ กกต.ดังกล่าว

การปิดฉากคดี “บัตรบาร์โค้ด” ถือเป็นการปลดชนักของ "องคาพยพค่ายน้ำเงิน" ประคับประคองอำนาจ เสริมกำแพงเหล็กให้ “รัฐบาลอนุทิน” อยู่ยาวตามโรดแมป