เปิดละเอียด! มติศาล รธน.มติ 9:0 - 8:1 ยก 5 หลักการพื้นฐานเลือกตั้ง ชี้ ‘บัตรบาร์โค้ด’ สืบย้อนกลับได้ ไม่เป็นไปโดยลับ แต่มี ‘กำแพงกฎหมาย’ ควบคุมรัดกุม สั่ง กกต.ห้ามทำอีก
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ (ผู้ถูกร้อง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (OR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 หรือไม่
เบื้องต้น ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยกรณีอดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 17 นครปฐม ยื่นหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ คัดค้านไม่ให้ 2 ตุลาการ คือ “สราวุธ ทรงศิวิไล-จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช” ร่วมลงมติคดีบัตรบาร์โคดในวันนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า กรณีไม่เป็นเหตุคัดค้านตุลาการฯ และผู้ยื่นคำร้องไม่อาจยกคำร้องนี้คัดค้านได้ตาม พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 35 จึงมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านดังกล่าว
คดีมีข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฏมีการใช้ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และบาร์โค้ด บัตรแบบบัญชีรายชื่อ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด สามารถสืบค้นกลับ หรือสืบทราบตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงผลการลงคะแนน การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเข้าถึงได้หรือไม่
ผู้ร้อง (ผู้ตรวจการแผ่นดิน) กล่าวอ้างว่า การเลือกตั้ง สส. เมื่อ 8 ก.พ. 2569 ปรากฏรหัสคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถถูกอ่านค่าบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นหมายเลขเฉพาะ เชื่อมโยงต้นขั้ว บันทึกลำดับที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ ย่อมทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลบัตรเลือกตั้ง แม้จะไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ในระบบฐานข้อมูล หรือเปิดเผยสาธารณะโดยตรงก็ตาม แต่การกำหนดให้มีรหัสอ่านค่าได้บนบัตรเลือกตั้ง ก่อให้เกิดสภาพการณ์ทำให้ตรวจสอบ หรือสืบค้นกลับถึงตัวบุคคลผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้โดยอ้อม
แม้เจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์ แต่การนับคะแนนเปิดเผยรหัสบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ต่อสาธารณชน บุคคลอื่นถ่ายรูป สแกนข้อมูลสืบทราบ ตรวจสอบตัวตน ผลการลงคะแนนได้ ก่อนนำมาตรการนำเก็บตัวขั้ว และบัตรตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง สถานที่เก็บบัตรบางแห่ง กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง อาจกำหนดให้เก็บหีบบัตรลงคะแนน และต้นขั้วไว้ที่เดียวกัน แต่แยกคนละห้อง อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวไม่ได้ดำเนินเป็นระบบทุกพื้นที่ จึงไม่อาจรังฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า การเก็บบัตรแยกออกจากกันเด็ดขาด เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกแห่ง จนไม่อาจเอาข้อมูล 3 ส่วนมาเชื่อมโยงกันได้
ผู้ถูกร้องทั้ง 3 โต้แย้งว่า รหัสบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด สแกนข้อมูลได้ เป็นเพียงกลุ่มตัวอักษร บัญชีการจัดสรรบัตรเลือกตั้ง สแกนแล้วทราบทันทีว่า บัตรดังกล่าวเป็นต้นขั้วได้ จัดสรรในความรับผิดชอบหน่วยเลือกตั้งใด รหัสคิวอาร์โค้ด ปรากฏต้องถอดรหัสอีกชั้นหนึ่ง จึงทราบว่ามาจากต้นขั้วเล่มเท่าใด บาร์โค้ด สแกนแล้วปรากฏตัวอักษร ตัวเลข แสดงเลขที่บัตรเลือกตั้ง รหัสทั้ง 2 แห่งไม่สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้
เมื่อ กปน.มอบบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิ บัตรไม่มีชื่อ ทำให้บัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วแยกจากสิ้นเชิง เพื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนเสร็จ ต้องพับบัตรเลือกตั้ง ไม่ให้ทราบว่าลงคะแนนอย่างใด นำบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบ ต่อหน้า กปน. รวมถึงต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง เก็บรักษาตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จัดเก็บตามฐานข้อมูล วิญญูชนไม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการเก็บแยกในหีบบัตร รวมถึงบัตรเลือกตั้งที่เหลือ และไม่ได้ใช้ รวมกับหน่วยเลือกตั้งอื่น รวมถึงเก็บรักษาไว้ปลอดภัย ไม่เอื้ออำนาจให้สืบค้นเลขต้นขั้วโดยง่าย และชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบว่า บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ ประกอบด้วยตัวบัตร ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ปรากฏคิวอาร์โค้ด บริเวณมุมขวาบน และด้านล่างบัตร ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏคิวอาร์โค้ด มุมขวาบน และบาร์โค้ดด้านล่างบัตร
โดยคิวอาร์โค้ด คือสัญลักษณ์กราฟฟิกแทนข้อมูลดิจิทัล เป็นการเก็บข้อมูล 2 มิติซึ่งไว้เก็บข้อมูลจำนวนมาก ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ แท็บเล็ตสแกนตีความได้ แต่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติมเพื่อเข้าถึง ส่วนบาร์โค้ด เป็นการเก็บข้อมูล 1 มิติ ไว้เก็บข้อมูลจำนวนน้อยกว่า โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต สแกนตีความได้ โดยไม่ต้องติดตามแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดีทั้ง 2 รูปแบบ บุคคลทั่วไปสามารถสแกนได้เพียงข้อมูลดิบ ที่มีการบันทึกเข้ารหัสไว้เป็น ภาษาอังกฤษ หรือตัวเลขอารบิก ซึ่งบ่งบอกถึงเล่มต้นขั้วบัตรเท่านั้น หากกรณีต้องการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ต้องกำหนดความหมายของชุดข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงการสืบค้น ต้องอาศัยเอกสาร 3 อย่าง ได้แก่ ตัวบัตร ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประกอบกัน
ทั้งนี้พยานฝ่าย กกต. 2 คน รวมถึง “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.เบิกความสอดคล้องกันว่า การสแกนคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ไม่มีการนำข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาบันทึก ไม่ทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้ใด และความจริงไม่อาจตรวจได้อย่างแน่แท้ เพราะต้องใช้เอกสาร 3 อย่างมาเทียบข้อมูลให้ตรงกัน แม้จะนับคะแนนใหม่ นำเพียงบัตรเลือกตั้งมานับ ไม่นำต้นขั้ว และบัญชีผู้มีสิทธิมานับด้วย ความเป็นไปได้อย่างเดียวคือศาลสั่งให้มานับ และไม่มีการนำเอกสารมาตรวจสอบพร้อมกัน จึงไม่อาจตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนได้
สำหรับบริษัทผู้รับจ้างทำบัตรบัญชีรายชื่อนั้น เบิกความว่า บาร์โค้ดคือการนำข้อมูลแต่ละจังหวัดและแต่ละเขต มาแปรเป็นบาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ เมื่อสแกนปรากฏหมายเลขบัตร มีเลขที่เดียวกันไม่ซ้ำกัน ปรากฏหมายเลข และตัวอักษรโยงหมายเลขเล่ม โดยบริษัทใช้คิวอาร์โค้ดควบคุมการผลิตเลือกตั้ง
ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาพยานหลักฐานและไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว สรุปได้ว่า การสแกนคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด เพื่อนำมาพิจารณาสืบย้อนกลับนั้น จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเอกสาร 3 อย่างคือ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาประกอบกัน
โดยกรณีรหัสคิวอาร์โค้ด หากจะระบุตัวตนผู้มาใช้สิทธิได้เป็นการเฉพาะราย สมมติ กรณีผู้มาใช้สิทธิ 20 ราย ได้รับบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกัน และลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่มีคิวอาร์โค้ด ไม่อาจเชื่อมโยงข้อมูลกับต้นขั้วได้โดยตรง มีความเป็นไปได้น้อยมาก ฟังได้ว่า รหัสคิวอาร์โค้ด ไม่อาจเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ เป็นการยากบ่งชี้ผู้ใช้สิทธิอย่างเจาะจง จึงไม่สามารถสืบค้นกลับสืบทราบ หรือตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนได้
ส่วนบัตรบัญชีรายชื่อ ปรากฏคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด การแสดงคิวอาร์โค้ด เป็นชุดข้อมูลเข้ารหัสไว้ ต้องถอดรหัสอีกชั้นเสียก่อน การสแกนบาร์โค้ด ปรากฏข้อมูลหมายเลขบัตรบนต้นขั้วโดยตรง ไม่เข้ารหัส ไม่ต้องถอดรหัส จึงเป็นข้อมูลรู้ได้ทันทีว่า เป็นหมายเลขบัตรจากต้นขั้วใด ต้นขั้วปรากฏชื่อ และลายมือชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปรากฏเลขบัตรประชาชน และที่อยู่ ในหน่วยเลือกตั้งนั้น
“จึงฟังได้ว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏบาร์โค้ดนั้น เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง กับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งโดยตรง หากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อ ตรวจสอบตัวตน ผู้ลงคะแนน และผลลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้” ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุ
อย่างไรก็ดีสำนักงาน กกต.มีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ เริ่มต้นเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาเลือกตั้ง แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงเวลาที่ 1 ณ หน่วยเลือกตั้ง ช่วงเวลาที่ 2 ณ เขตเลือกตั้ง ช่วงเวลาที่ 3 ณ จังหวัด เพื่อดำเนินการจัดเก็บ และแยกเก็บตามขั้นตอน มีโอกาสเกิดขึ้นยากมาก และต้องมีความร่วมมือกันกับ กปน.ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบในทางกฎหมาย จึงจะเกิดการเชื่อมโยงเอกสาร 3 อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลสืบย้อนไปยังตัวตนผู้ลงคะแนน
ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ดังนั้นจึงฟังได้ว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏบาร์โค้ด ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ของผู้ถูกร้อง มีมาตรการรักษาความปลอดภัยรัดกุมเพียงพอ บุคคลภายนอก เจ้าหน้าที่ คนนอกเข้าถึงเอกสาร 3 อย่างข้างต้น เพื่อระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเป็นไปได้ยาก
ส่วนการใช้คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง 85 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญของไทย เห็นว่า การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบการปกครองประชาธิปไตยทางผู้แทน กำหนดว่าบุคคลใดเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย เป็นรูปแบบการแสดงออกเจตจำนงของประชาชน อาศัยเสียงข้างมากของประชาชนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง เป็นตัวแทนใช้อำนาจรัฐแทนปวงชน หล่อหลอมเจตจำนงของประชาชน โดยผลของคะแนนเสียงเลือกตั้ง สะท้อนเจตจำนงของประชาชน
เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงประชาชนแท้จริง องค์กรผู้จัดเลือกตั้ง มีหน้าที่จัดเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้ง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยหลักพื้นฐาน 5 ประการดังนี้
1.หลักการเลือกตั้งทั่วไป Universal Election ให้พลเมืองทุกคน มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งได้โดยเปิดกว้าง มีขอบเขตผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นไปอย่างกว้างขวาง อุปสรรคขัดขวางต้องมีน้อยที่สุด อาจมีอุปสรรคเช่น วิกลจริต นักบวช
2.หลักการเลือกตั้งโดยเสรี Freedom Election เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเลือกตั้ง คำนึงก่อนหลักเกณฑ์เลือกตั้งข้ออื่น เพราะผู้ลงคะแนนต้องตัดสินใจใช้สิทธิของตน ปราศจากใช้กำลังบังคับ กดขี่ ข่มเหง กดดันทางจิตใจ ใช้อิทธิพลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ไม่ให้มีการควบคุมทิศทางลงคะแนนเสียง ไม่ว่ากระทำรูปแบบใด
3.หลักการเลือกตั้งโดยตรง Direct Election คือการเลือกตั้งที่หากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ต้องการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด หรือพรรคใดแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องสามารถเลือกผู้สมัคร หรือพรรคนั้นได้โดยตรง เมื่อเลือกไปแล้ว คะแนนเสียงที่ลงไป จะต้องเป็นของผู้สมัคร หรือพรรคนั้นอย่างแท้จริง หลักการนี้เรียกร้องให้ไม่มีบุคคล หรือการตัดสินใจใด ๆ มาคั่นกลางระหว่างผู้ลงคะแนนเสียง กับผู้ได้รับลงคะแนนเสียง
4.หลักการเลือกตั้งโดยเสมอภาค Equal Election รับรองสิทธิหรือหลักประกันกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าอยู่ในสถานะใด ผู้เลือกตั้งทุกคนต้องมีคะแนนเท่ากัน มีน้ำหนักเท่ากัน โดยรัฐต้องจัดการเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ใช้สิทธิได้โดยสะดวกอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ให้อภิสิทธิ์แก่ผู้ใดเป็นพิเศษ ไม่กีดกันผู้ใดไม่ให้มีสิทธิ์ไม่เท่าเทียมกับผู้อื่น อันสร้างภาระเกินสมควร
5.หลักการเลือกตั้งโดยลับ Secret Election เป็นการคุ้มครองเอกสิทธิ์ส่วนบุคคลของผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้เจตจำนงการเลือกผู้แทนของตน อาจส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างอิสระ อาจส่งผลต่อผู้อื่นใช้อิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียง เพราะไม่มีบุคคลใดทราบว่า ตนลงคะแนนเลือกผู้สมัคร หรือพรรคใด กับเพื่อคุ้มครองความเป็นระเบียบเรียบร้อยผู้ลงคะแนนเสียงคนอื่น เพราะไม่อนุญาตให้ใครเปิดเผยการลงคะแนนเสียงของตน
หลักการพื้นฐาน 5 ประการ เห็นได้ว่า ล้วนมีวัตถุประสงค์ต่างกันไป เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นการแสดงออกเจตจำนงของประชาชนได้โดยแท้จริง อย่างไรก็ตามแต่ละหลักการล้วนมีข้อจำกัดได้ทั้งสิ้น เช่น
1.หลักการเลือกตั้งทั่วไป มิได้หมายความว่า บุคคลทุกคนต้องมีสิทธิเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่า การจำกัดสิทธิเลือกตั้งที่เหมาะสม ย่อมสามารถกระทำได้ เช่น กรณีเรื่องอายุ ความวิกลจริต หรือเป็นนักบวช เป็นต้น
2.หลักการเลือกตั้งโดยเสรี แม้ไม่มีข้อยกเว้น แต่ย่อมหมายความว่า มีเสรีที่จะเลือกได้ เฉพาะบุคคลผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามปรากฎในรายชื่อเท่านั้น ไม่อาจเลือกบุคคลอื่นที่ไม่ได้ลงสมัครได้
3.หลักการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ได้หมายความว่า ทุกกรณีต้องใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยตนเองเสมอไป เช่น กรณีบุคคลผู้พิการ หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อาจใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ ผ่านการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่
4.หลักการเลือกตั้งโดยเสมอภาค มิได้หมายความว่า ทุกเสียงเลือกผู้สมัครมีค่าเท่ากันเสมอไป การเลือกผู้สมัครสูงสุด หรือรองลงมา ถ้ามุมมองผลที่ได้ ไม่ได้มีค่าเท่ากัน เห็นได้ว่า บุคคลเลือกผู้สมัครอันดับที่ 1 มีค่าเป็น 1 ในขณะที่เลือกผู้สมัครอื่นได้คะแนนรองลงมา ค่าคะแนนในมุมมองให้ผลย่อมมีค่าเป็น 0 กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อการเลือกตั้งโดยเสมอภาค
5.หลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยทั่วไปย่อมถือเป็นความลับ ในขณะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่หากภายหลังเลือกตั้ง มีกรณีตรวจสอบได้ การตรวจสอบนั้นมุ่งหมายเฉพาะเพื่อตรวจสอบ แสดงถึงความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ตามเจตจำนงประชาชนเท่านั้น การตรวจสอบเช่นนี้ ไม่กระทบต่อการเลือกตั้งโดยลับ เพราะไม่ได้มุ่งหมายทราบเจตจำนงบุคคลว่า เลือกใคร
หลักพื้นฐานดังกล่าว และข้อยกเว้น แสดงให้เห็นว่า แต่และหลักไม่ได้เป็นหลักที่เด็ดขาด สมบูรณ์ โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ เพราะแต่ละหลักมีข้อยกเว้น และข้อจำกัด แต่มิได้มีผลทำให้การกระทำเหล่านั้น ขัดต่อหลักการพื้นฐาน 5 ประการ สำหรับไทย รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติรับรองให้การเลือกตั้ง สส.ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยตรงและลับ ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยรับรองเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้หลายประการ หลักการเลือกตั้งโดยตรง เสรี เสมอภาค และโดยลับ ทั้งนี้ตามนัยคำวินิจฉัยที่ 9/2549 2/2557 5/2557 และ 3/2561 เป็นต้น
แสดงให้เห็นว่า หลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ยังมีหลักการพื้นฐานตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คุ้มครองสิทธิประชาชน สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 ข้อ 21 กำหนดให้เจตจำนงของประชาชน เป็นรากฐานของรัฐบาล นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดให้ทุกคนมีสิทธิ ปราศจากข้อจำกัดอันไม่สมควร การออกเสียง หรือได้รับเลือกตั้งอย่างแท้จริงต้องมีความเสมอภาค เป็นต้น
โดยหลักการเลือกตั้งโดยลับ มีวัตถุประสงค์สำคัญ คุ้มครองสิทธิเลือกตั้ง และเสรีภาพในการลงคะแนนของประชาชน ไม่ให้การตัดสินใจทางการเมือง การเลือกตั้งผู้แทนปวงชน ตกอยู่ใต้อิทธิพลของการข่มขู่ซื้อเสียง แทรกแซงบุคคลอื่น ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น รู้เนื้อหาของการตัดสินใจ ในการเลือกตั้งของตนว่า ออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัคร หรือพรรคใด เรียกร้องให้รัฐ จัดให้มีมาตรการจำเป็น คุ้มครองความลับของการลงคะแนนดังกล่าว
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง กำหนดให้การเลือกตั้ง สส.เป็นไปโดยตรงและลับ เป็นหลักประกันว่า การแสดงเจตจำนงทางการเมือง ปราศจากแรงกดดันภายนอก เป็นหลักประกันของสถาบันสำคัญในการออกเสียงเลือกตั้ง ให้รัฐจัดเลือกตั้ง คำนึงรักษาความลับ เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
อย่างไรก็ตามการรักษาความลับและการลงคะแนน ไม่ได้หมายความว่าบัตรเลือกตั้ง ต้องปราศจากกลไก หรือเครื่องมือตรวจสอบความถูกต้องของบัตรอย่างเด็ดขาด ตรงกันข้ามการจัดเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ต้องมีมาตรการตรวจสอบการเลือกตั้ง รวมถึงบัตรเลือกตั้ง ป้องกันบัตรปลอม ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรใช้ข้ามเขต การตรวจสอบเส้นทางดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง หากมาตรการดังกล่าว มีผลกระทบต่อการรักษาความลับของการลงคะแนนแล้ว จำเป็นต้องกำหนดวิธีป้องกันผลกระทบดังกล่าว ไม่ให้คนอื่นทราบว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนให้ใคร หรือพรรคใด เป็นหลักประกันให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กำหนดแสดงเจตจำนงทางการเมืองของตนได้ ปราศจากควบคุม ข่มขู่
พิจารณาความหมายเลือกตั้งโดยลับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง โดยกฎหมายมหาชน อธิบายแง่ความสัมพันธ์ ความลับออกเสียงลงคะแนน ความเป็นไปได้ออกเสียง 2 ประการ
1.หลักการเลือกตั้งโดยลับ แบบบริบูรณ์ Absolute Secret เลือกตั้งลับแท้จริง ต้องลับตั้งแต่ในคูหา เก็บรักษาบัตร ไม่สามารถเชื่อมโยงผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ การลงคะแนนเป็นความลับตลอดไป หากบัตรเลือกตั้งหากถูกติดตามเชื่อมโยงสืบค้น สืบทราบ และตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ย่อมไม่เป็นการเลือกตั้งโดยลับ ข้อดีของการใช้หลักการนี้ จะไม่มีใครรู้ได้เลยว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร เพราะบัตรเลือกตั้งทุกใบ ไม่มีรหัสใดบ่งบอกได้ว่า บัตรลงคะแนนแล้วเป็นของผู้ใด เน้นการคุ้มครองความลับ และส่วนตัวในการเลือกตั้ง ข้อเสียคือ บัตรเลือกตั้งทุกใบเหมือนกัน จึงง่ายต่อการทำบัตรเลือกตั้งปลอม การสวมสิทธิ หรือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ยากแก่การสืบสวน
2.หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข Qualify Secret บัตรเลือกตั้งยังรักษาความลับตามกระบวนการปกติ แต่ตัวบัตรเลือกตั้งมีรหัส หมายเลขลำดับบัตร รหัสแท่งบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือเครื่องหมายเฉพาะอื่นใด จัดเก็บการบริหารจัดการเลือกตั้ง ตรวจสอบความถูกต้องของบัตร ป้องกันการปลอมแปลง หรือสุจริตในกระบวนการเลือกตั้ง ภายใต้หลักการนี้ เมื่อบัตรเลือกตั้งถูกหย่อนในหีบแล้ว บุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ไม่สามารถทราบได้ว่า บัตรใดเป็นของใคร และไม่สามารถทราบได้ว่า บุคคลนั้นลงคะแนนให้ใคร แต่ความลับดังกล่าวไม่ใช่ความลับเฉพาะตลอดไป เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบย้อนกลับภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ เช่น การตรวจสอบความชอบ การทุจริตเลือกตั้ง หรือการดำเนินการตามคำสั่งองค์กรให้อำนาจไว้ ส่วนข้อเสียคือ ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ใครลงคะแนนให้ใคร
อย่างไรก็ดีหลักการเลือกตั้งโดยลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มีความสัมพันธ์พื้นฐานกับหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นหลักประกันพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ทำให้กระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง โปร่งใส ยุติธรรมในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะบริบทการเมืองของไทย ประสบปัญหาทุจริตเลือกตั้ง โดยใช้บัตรเลือกตั้งปลอม หรือบัตรจริงโดยบุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิ หรือบัตรเลือกตั้งข้ามเขต เจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย ส่งผลให้การเลือกตั้งโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญไทย ต้องคำนึงถึงดุลยภาพตามหลักสุจริตเที่ยงธรรม และความโปร่งใสในการเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญไทย บัญญัติหลักเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมครั้งแรก ปี 2540 กำหนดให้ กกต.ควบคุม จัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. สว. สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ต่อมาปี 2550 บัญญัติรับรองหลักการดังกล่าวเช่นเดียวกัน ปัจจุบันรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้ กกต.มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แก้ไขปัญหาทุจริตการเลือกตั้งรูปแบบต่าง ๆ เช่น ซื้อเสียง อำนาจรัฐหรืออิทธิพล ให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง ทุจริตเลือกตั้งปัจจุบันมีวิธีการซับซ้อน และแพร่ขยายกว้างขวางขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย ทำให้สุจริตเที่ยงธรรมแท้จริง
เพราะฉะนั้นวิธีการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับในการเลือกตั้ง สส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรคสอง และ 85 วรรคหนึ่ง ย่อมหมายถึงความลับแบบมีเงื่อนไข คำนึงดุลยภาพตรวจสอบ ตามหลักการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ไม่ใช่ความลับโดยบริบูรณ์ การลงคะแนนเลือกตั้ง ตลอดจนเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังผู้ใช้สิทธิได้อย่างเด็ดขาด แต่อาจมีความจำเป็นบางประการต้องควบคุมเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ป้องกันมิให้มีการทุจริตเลือกตั้ง ใช้เทคนิคหรือกลวิธีปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือคะแนนเสียง บิดเบือนผลการเลือกตั้ง ให้เปลี่ยนแปลงไปจากเจตจำนงประชาชน มาตรการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีกลไกรักษาความลับที่รัดกุมเข้มงวด ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม และไม่มีผลจำกัดสิทธิเลือกตั้ง หรือเสรีภาพในการออกเสียงของประชาชนจนเกินสมควรแก่เหตุ
เมื่อเบื้องต้นรับฟังได้ว่า การใช้รหัสคิวอาร์โค้ด ไม่สามารถเชื่อมโยงสืบทราบ หรือตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนได้ พิจารณาเฉพาะรหัสแท่งบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ ปรากฏว่า การใช้บาร์โค้ด จัดทำขึ้นเพื่อมีวัตถุประสงค์สำคัญ จำแนกบัตรแต่ละใบ ให้ทราบว่าบัตรนั้นอยู่ชุดใด จัดพิมพ์กระบวนการใด จัดสรรไปยังหน่วยเลือกตั้งใด การระบุข้อมูลดังกล่าว ควบคุมบัตรเลือกตั้ง ควบคุมความถูกต้องในการบริหารจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ไม่ได้วัตถุประสงค์โดยตรงว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใด ลงคะแนนให้ใคร
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวน รหัสบาร์โค้ดเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนด้วยกัน ตรวจสอบย้อนกลับได้ พรรคที่เลือก มีผลกระทบต่อหลักการโดยลับต่อการลงคะแนน ข้อมูลไม่ได้จำกัดแค่หมายเลขบัตร แต่เปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง คุ้มครองเจตจำนงทางการเมืองแล้ว เห็นได้ว่า กระบวนการผลิต การขนส่ง การเก็บรักษาภายหลังการปิดหีบนั้น มีมาตรการป้องกัน มิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
แม้ข้อเท็จจริงในทางหนึ่ง อาจเข้าใจได้ว่า การกำหนดให้ใช้รหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปเพื่อประโยชน์ของโรงพิมพ์ จัดพิมพ์บัตรบัญชีรายชื่อ มีขนาดใหญ่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และมีส่วนลดระยะเวลา หรือต้นทุนในการผลิตของโรงพิมพ์อยู่บ้าง เป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานที่เอื้อประโยชน์แก่โรงพิมพ์ แต่จำเป็นต่อผลประโยชน์ราชการในการจัดส่งบัตรเลือกตั้งไปยังเขตเลือกตั้งต่าง ๆ ได้ทันกำหนดระยะเวลา มิใช่เพิ่มอำนาจรัฐ ในการตรวจสอบเจตจำนง ออกเสียงลงคะแนนของประชาชน หากในวันเลือกตั้งปรากฏว่าบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอต่อผู้ใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้ง ย่อมมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ต่อการเลือกตั้ง ประสิทธิภาพบริหารจัดการเลือกตั้ง เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติสำคัญยิ่งกว่า
ทั้งนี้มาตรการป้องกันการเข้าถึง ทำให้นำข้อมูล 3 ส่วนจากบัตรเลือกตั้งต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้ทราบตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในการออกเสียงลงคะแนนได้ ไม่ได้หมายความว่า บุคคลหรือหน่วยงานของรัฐ นำข้อมูลมาเชื่อมโยงกันได้ตามอำเภอใจ มีมาตรการทางกฎหมาย หรือ “กำแพงกฎหมาย” ควบคุมและเป็นข้อจำกัดในการเก็บรักษาข้อมูลของเอกสาร 3 ส่วน ทำให้บุคคลทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ ของผู้ใช้สิทธิ หรือผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด
แม้แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่อาจเข้าถึงค้นหาบัตรเลือกตั้งที่ตนใช้ออกเสียงลงคะแนนได้ พบบัตรเลือกตั้งเพื่อมิให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร และนำบัตรเลือกตั้งนั้นใส่ในหีบต่อหน้า กปน. วิธีการป้องกันและการเข้าถึงบัตรเลือกตั้งต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อยู่ภายใต้มาตรการอาจแบ่งได้ 2 ชั้น คือ 1.มาตรการป้องกันทางเทคนิค ในชั้นการออกเสียงลงคะแนน กำหนดมาตรการจากคูหาเลือกตั้ง 2.มาตรการป้องกันทางข้อบังคับ กำหนดบทลงโทษ ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดของบุคคลที่กระทบความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ประกอบพยานหลักฐานจากการไต่สวน สอดคล้องต้องกันกับข้อเท็จจริง ที่ได้จากการเดินเผชิญสืบ ตรวจสอบสถานที่จัดเก็บบัตรเลือกตั้ง มีผู้แทนผู้ร้อง และผู้แทนผู้ถูกร้อง บุคคลคู่กรณีขออนุญาต และเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมเดินเผชิญสืบด้วย
ปรากฏว่า การจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในทางปฏิบัติยังคงจัดเก็บรักษาไว้ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ถูกร้อง ตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัย เป็นมาตรการชัดเจนแน่นอน และมีรายละเอียดรัดกุมเพียงพอที่จะป้องกันการเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งจากบุคคลภายนอก ที่กระทำการมิชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่เข้าถึงเอกสารดังกล่าว เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสืบหาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยง่ายตามอำเภอใจ เป็นหลักประกันคุ้มครองความลับในการออกเสียงลงคะแนน
การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง เป็นมาตรการกำหนดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันบัตรปลอม การควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์ จัดสรรบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพภายใต้เวลาจำกัด มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้เลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม จัดให้มีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด แม้ป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง และควบคุมบัตรเลือกตั้ง อาจกระทำได้ด้วยมาตรการอื่น เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือรหัสคิวอาร์โค้ด แต่การกำหนดใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด มาตรการเทคนิค ควบคุมจัดพิมพ์ได้มีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์กฎหมาย พิจารณาถึงศักยภาพตรจสอบบัตรเลือกตั้ง เป็นรายใบ ตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์ จนถึงการจัดสรรบัตรเลือกตั้ง แล้วสามารถบริหารจัดการบัตรบัญชีรายชื่อที่มีข้อจำกัดเทคนิค ขนาดบัตรยาว ต้องระบุชื่อพรรคในการเลือกตั้งทั้งหมด
เพราะฉะนั้นการกำหนดให้มีมาตรการอื่นป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง หรือปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง อาจใช้ทดแทนได้ ไม่อาจถือเป็นเหตุผลมีน้ำหนักเพียงพอ การใช้รหัสบาร์โค้ดเป็นมาตรการเกินสมควรแก่เหตุ เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะ จากการใช้รหัสบาร์โค้ด กับผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ และสิทธิเลือกตั้งหรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนแล้ว เห็นได้ว่า ระบบบริหารจัดการเลือกตั้งโดยรวม การใช้รหัสบาร์โค้ด ควบคุมตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลแสดงให้เห็นโดยตรงว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร
การที่จะทำให้ทราบผลการลงคะแนนของใคร ต้องมีข้อมูลหรือกระบวนการอื่นเชื่อมโยงระหว่างตัวบุคคล รหัสประจำบัตร และผลการออกเสียงลงคะแนนเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเอกสาร 3 ส่วนคือ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เหตุนี้จำเป็นต้องพิจารณามาตรการจัดเก็บ ควบคุม เข้าถึงข้อมูล เป็นหน้าที่และอำนาจของผู้ถูกร้อง กำหนดมาตรการความปลอดภัยของเอกสาร 3 อย่างดังกล่าว กำหนดข้อห้ามบุคคลไม่มีหน้าที่หรืออำนาจเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเด็ดขาด อันอาจนำไปสู่การเชื่อมโยงผลคะแนน
หากแต่ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขึ้นอยู่กับระบบการควบคุมไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวข้องถูกนำไปใช้เปิดเผย หรือตรวจสอบย้อนกลับ พิจารณาข้อเท็จจริงผู้ร้องนำสืบ พยานหลักฐานจากการไต่สวน ไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอ รับฟังได้ว่า บุคคลใด หรือหน่วยงานใด นำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนน จนทราบได้ว่า ผู้ร้องเรียน หรือประชาชนคนใด ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือพรรคใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องไม่เพียงพอรับฟังว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง กำหนดให้มีรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ถือได้ว่าเป็นการทำลาย หรือทำให้สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยลับ และเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนเสียไป ไม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ อันละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
อนึ่ง แม้การระบุรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียน หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชน ที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ ที่เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์ คำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ป้องกันทุจริตเลือกตั้ง โดยไม่ใช้เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ใดบนบัตร ที่เชื่อมโยงข้อมูลระบุผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทกันตามคำวินิจฉัยนี้ ให้มีมาตรการรัดกุม และเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมาย เพื่อเข้าถึงข้อมูล และการออกเสียงลงคะแนน
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด และรหัสคิวอาร์โค้ด บันบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ชี้ว่าบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยธรรมรัฐธรรมนูญ และมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ





