ลุ้น‘เสียงข้างมาก’เลือกตั้งไม่โมฆะ จับตามติ 7 : 3 - 6 : 2 ‘ศาล รธน.’ ชี้ขาด ‘บัตรบาร์โค้ด’ ‘เสียงข้างน้อย’ ชี้กาบัตรไม่ลับ เลือกตั้งใหม่เฉพาะ สส.บัญชีรายชื่อ
KEY POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยกรณีบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับและขัดต่อรัฐธรรมนูญ
- คดีนี้เกิดจากการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้อง หลังประชาชนและหลายฝ่ายกังวลว่ารหัสดังกล่าวอาจสามารถใช้สืบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้
- ผลการตัดสินมีได้หลายแนวทาง ตั้งแต่การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ ไปจนถึงสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างรุนแรง
- มีกระแสข่าวคาดการณ์ว่าเสียงข้างมากของตุลาการจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ โดยอาจมีมติ 7:2 หรือ 6:3 เสียง
ถึงวันชี้ชะตา 28 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาด กรณี “บัตรเลือกตั้ง” ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ปรากฏ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตร สามารถสืบย้อนไปถึงตัว “คนกา” ได้หรือไม่ เข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ต้นธารของเรื่องนี้ ปรากฏภาพจากสื่อหลายสำนัก หลังปิดหีบเลือกตั้ง อยู่ระหว่างการนับคะแนนเมื่อช่วงเย็นถึงค่ำ 8 ก.พ. 2569 ปรากฏ “กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง” หรือ กปน.ชูบัตรเลือกตั้งขึ้นมานับ แต่มีแถบ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และ “คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง สส.เขต ทำเอาสาธารณชนฉงนสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะในการเลือกตั้งหลายครั้งก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ต่อมาภาคประชาชนหลายคน นักวิชาการ สื่อมวลชน รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมือง เริ่มพิสูจน์ข้อเท็จจริง มีการ “ประกอบจิ๊กซอว์” คือนำ “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” มาประกอบกับ “ต้นขั้วบัตร” จะทราบสถานที่หน่วยเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่การค้นพบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใด เป็นผู้กาบัตรดังกล่าวได้ สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อ กกต.ที่ขณะนั้น กำลัง “บอบช้ำ” จากกรณีการขนหีบเลือกตั้ง จ.ชลบุรี เขต 1 อยู่พอดี
ร้อนถึงสำนักงาน กกต.โดย “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานฯ เคยชี้แจงยืนยันข้อเท็จจริงหลายครั้งว่า การลงคะแนนของประชาชนโดยทั่วไปยังคงเป็นไป “โดยลับ” พร้อมอธิบายหลักการโดยตรงและลับ หลักการความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งให้เข้าใจ
แต่ภาคประชาชนบางส่วน รวมถึงนักการเมืองบางฝ่าย เดินหน้ายื่นร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องนี้ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ทำให้เกิดผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใสหรือไม่
ต่อมา ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้อง “มติเอกฉันท์” ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
กรณี กกต.และคณะในฐานะผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (OR Code)
ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
ต่อมา 18 มี.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มติ 6:3 เสียง รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยไต่สวนและสืบพยานในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ กินเวลายาวนานกว่า 5 เดือน ถึงนัดชี้ขาดเรื่องนี้ มีการไต่สวนพยาน 5 ปาก ได้แก่ 1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงาน กกต.
2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโล ยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.เข้าร่วมสังเกตการณ์ไต่สวน และว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการการ กกต. สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง
นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ยังมอบหมาย 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ “วิรุฬห์ แสงเทียน-นภดล เทพพิทักษ์” และเจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวน ลงพื้นที่จริง เผชิญสืบพยานหลักฐานนอกศาล ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้ง ที่ใช้สำหรับการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมาอีกด้วย
กระทั่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดประเด็นที่จะพิจารณาวินิจฉัย แล้วนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติ ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 9.30 น.และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ
กางฉากทัศน์ความเป็นไปได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีอย่างน้อย 4 แนวทางด้วยกัน ได้แก่
1.บัตรเลือกตั้งที่ปรากฏ “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ไม่สามารถสืบย้อนไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ การเลือกตั้งยังเป็นไปโดยลับ ทำให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้เรื่องนี้จบลงทันที
2.บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ที่ปรากฏ “บาร์โค้ด” ทำให้การเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยลับ และขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ อาจออกคำสั่งห้ามมิให้ กกต.ใช้บัตรรูปแบบดังกล่าวในอนาคต แต่ยังไม่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
3.บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ที่ปรากฏ “บาร์โค้ด” ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ เฉพาะปาร์ตี้ลิสต์เท่านั้น หากเป็นแบบนี้ จะส่งผลให้จำนวน สส.ในสภาฯ ระส่ำระส่ายทันที เพราะต้องมีการคำนวณจำนวน สส.พึงมีใหม่ อาจทำให้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ บางพรรคเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
4.บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ที่ปรากฏ “บาร์โค้ด” ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และสามารถสืบย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แบบชัดเจน ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้ กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ลักษณะเดียวกับการเลือกตั้งเมื่อ ส.ค. 2549 ที่ กกต.หันโต๊ะไปยังด้านหน้าคูหาเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ
หากเป็นไปตามแนวทางที่ 4.จะทำให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” สั่นคลอนอย่างหนัก เพราะไม่สามารถการันตีได้ว่า จะชนะการเลือกตั้งได้รับเสียงข้างมากเหมือนก่อนหน้านี้ ด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกระแส “ชาตินิยม” ปลุกไม่ขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก มรสุมสารพัดเรื่องฉาว ทั้งคดีโกง สว. คดีเขากระโดง โครงการ TH-AI Passport คดีโกงสอบท้องถิ่น จนอาจทำให้ “การเมืองพลิกขั้ว” ขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.ตอบคำถามแสดงความมั่นใจ ในช่วงโค้งสุดท้ายของคดีนี้ว่า “เรามั่นใจตั้งแต่เรานำบาร์โค้ดลงในกระดาษแล้ว”
ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจากอดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 17 นครปฐม ยื่นหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ คัดค้านไม่ให้ 2 ตุลาการฯ คือ “สราวุธ ทรงศิวิไล-จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช” ร่วมลงมติคดีบัตรบาร์โค้ดในวันที่ 28 ก.ย.นี้
เนื่องจากทั้ง 2 คน ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน ที่เผชิญครหา “สว.สีน้ำเงิน” และ “คดีโกง สว.” กังวลว่าจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน การวินิจฉัยคดีไม่อิสระ และไม่เป็นกลางตามหลักนิติธรรม ทั้งนี้หากมีการปล่อยให้ 2 ตุลาการฯดังกล่าวร่วมลงมติ จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
ล่าสุดมีกระแสข่าวแนวโน้มคำวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในวันที่ 28 ก.ย. คาดการณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูณจะมีมติ 7 : 2 หรือ 6 : 3 การเลือกตั้งเป็นความลับ “ไม่โมฆะ” ตรงกันข้ามกับ “เสียงข้างน้อย” บอกไม่ลับให้จัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะ “สส.บัญชีรายชื่อ”
ทั้งหมดคือ 4 ฉากทัศน์ และคาดการณ์แนวโน้มคำวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” คดีบัตรบาร์โค้ดที่คาราคาซังมากว่า 5 เดือน บทสรุปสุดท้ายจะออกมาหน้าไหน ต้องรอติดตามกันบ่าย 2 วันนี้





