การทยอยปลดเรือเก่า ไม่ใช่เพียงการลดภาระงบประมาณ แต่เป็นการปรับโครงสร้างกำลังรบ “ลดแบบ ลดจำนวน” จัดหมวดเรือรบใหม่ เพิ่มขีดความสามารถด้วยเทคโนโลยีรบทุกมิติ ก้าวสู่ ราชนาวี 2040
KEY POINTS
- แผนการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ เพิ่มขีดความสามารถกองเรือของ “กรมยุทธการทหารเรือ” ต้องลดแบบ ลดจำนวนเรือ จัดหมวดเรือใหม่
- เรือฟริเกตและเรือดำน้ำ ซึ่งจะเป็นกำลังรบหลัก กองทัพเรือ ในอนาคต แต่ยังคงไว้ เรือตรวจการณ์หลายรูปแบบ
"กองทัพเรือ" เริ่มทยอยปลดเรือออกจากระวางประจำการ โดยเสนอ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงนามในหนังสือคำสั่งเมื่อ 23 ก.ย.69 หลังมีสภาพทรุดโทรม จากใช้งานราชการมาเป็นเวลานาน ขณะที่การซ่อมบำรุงต้องใช้งบประมาณสูง และไม่คุ้มค่า โดยจะมีผล วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
สำหรับ เรือที่ถูกปลดออกจากระวางประจำการ ประกอบด้วย ร.ล.ศิรีรัฐ เป็นประเภท เรือฟริเกต
ซึ่งมีอายุการใช้งาน 52 ปี(ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2517)
- เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ ได้แก่ ร.ล.สิมิรัน (สิมิลัน)เรือหลวงสิมิลัน (ร.ล.สิมิลัน) มีอายุการใช้งานประมาณ 30 ปี (ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2539)
- เรือสำรวจขนาดใหญ่ ได้แก่ ร.ล.ศุกร์ มีอายุการใช้งานในราชการ 44 ปี (ขึ้นระวางประจำการตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2525) และ ร.ล.จันทร มีอายุการใช้งานประมาณ 65 ปี (ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2504)
- เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ได้แก่ เรือ ต.81 ต.มีอายุการใช้งาน 27 ปี (ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2542)
- เรือ ต.82 มีอายุการใช้งานจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 27 ปี (ขึ้นระวางประจำการตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542)
- เรือ ต.83 มีอายุการใช้งานประมาณ 26 ปี(วันขึ้นระวางประจำการ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2543)
- นอกจากนี้ยังมี เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง เรือ ต.243 เรือเร็วตรวจการณ์ลำน้ำ ได้แก่ เรือ ล.115 และเรือ ล.141 ที่มีอายุใช้งานเกิน 50 ปี
ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ภายหลังที่กองทัพเรือ ปลดระวางเรือ จำนวน 10 ลำ จะมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ขั้นตอนต่อไป ตามระเบียบ กระทรวงการคลัง กองทัพเรือ จะประกาศขายทอดตลาด เรือทั้ง 11 ลำ ให้กับผู้ที่สนใจ แต่หากขายไม่ได้ก็จำชำแหละเป็นชิ้นส่วนจำหน่ายและนำเงินที่ได้ทั้งหมดส่งคืนกระทรวงการคลัง ส่วนซากเรือที่ไม่สามารถขายได้ หากมีหน่วยงานรัฐสนใจเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ กองทัพเรือก็พร้อมจะมอบให้ เช่น นำไปทำปะการัง
ทั้งหมดนี้เพื่อให้เป็นไปตามแผนการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ เพิ่มขีดความสามารถกองเรือของ “กรมยุทธการทหารเรือ” ต้องลดแบบ ลดจำนวนเรือ แต่ยังคงปฏิบัติในลักษณะเดิม ใช้ยุทโธปกรณ์เดิม ตามนโยบาย พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟืองจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) ทำให้เห็นอนาคตกองทัพเรืออีก 14 ปีข้างหน้า(2040)
"เรือฟริเกต" จะเป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ซึ่งตามยุทธศาสตร์ต้องจัดหาให้ครบ 8 ลำ เพื่อทำหน้าที่ดูแลทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน จากปัจจุบันกองทัพเรือ มีเรือฟริเกตเพียง 4 ลำ ซึ่งมีอายุใกล้ปลดประจำการ
สำหรับแนวทางการจัดหาได้บรรจุในแผนงบประมาณประจำปีของกองทัพเรือแต่ละปีงบประมาณ ซึ่งเป็นการลงนามจัดหาแบบต่อเนื่อง เพื่อให้กองทัพเรือมีความพร้อมรบ โดยคำนวณจากความพร้อมปฏิบัติการ 4 ลำ การส่งกำลังบำรุงและเตรียมความพร้อม 2 ลำ เข้าซ่อม 2 ลำ
ครอบคลุม "เรือดำน้ำ" ภายหลังพล.ท. อดุลย์ พร้อมด้วยพล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร.( ผบ.ทร.คนใหม่) และ พล.ร.อ. ต่ง จวิน รมว.กลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางทหาร เพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T ของกองทัพเรือ เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา
โดยการพบกันในขณะนั้น ทางการจีนยืนยันว่าจะเร่งส่งมอบเรือดำน้ำลำแรกให้กองทัพเรือไทยเร็วขึ้นประมาณ 6 เดือน คือ กลางปี 2571 จากกำหนดการเดิมต้นปี 2572
นอกจากเรือฟริเกตและเรือดำน้ำ ซึ่งจะเป็นกำลังรบหลัก กองทัพเรือ ในอนาคต ตามแผนการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ เพิ่มขีดความสามารถกองเรือของ “กรมยุทธการทหารเรือ” ยังคงไว้ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 10 ลำ เรือตรวจการณ์ระยะปานกลาง 12 ลำและ เรือตรวจการณ์ระยะใกล้ฝั่ง 18 ลำ
รวมถึงมีการกำหนดแนวทางการพัฒนารูปแบบเรือตรวจการณ์ในอนาคตต่อไป ครอบคลุมไปจนถึงยานใต้น้ำ ยานผิวน้ำไร้คนขับ และอากาศยานไร้คนขับประจําเรือ
ในขณะที่ "เรือหลวงจักรีนฤเบศร" หรือ กองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ จะถูกผนวกกับ กองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ (เช่น เรือหลวงช้าง และเรือหลวงอ่างทอง) พร้อม ยุบกองเรือตรวจอ่าว รวมกันเพื่อให้ได้หมวดพอเหมาะ
เพื่อรองรับภารกิจใหม่ เป็นฐานบัญชาการควบคุมสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ
"ผบ.ทร.คนปัจจุบัน ได้วางระบบเรื่องเอไอหรือ ปัญญาประดิษฐ์ ขึ้นมาใหม่ พร้อมส่งไม้ต่อ พล.ร.อ.นเรศ ผบ.ทร. คนใหม่ เพราะเติบโตมาจากสายยุทธการ มากำหนดทิศทางการรบ ส่วน เสนาธิการทหารเรือ คนใหม่พล.ร.ท.เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ต้องรันตาม ขณะที่ พลเรือเอก ถุงเงิน จงรักชอบ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ คนใหม่ ก็ต้องเด้งรับเพราะ โครงสร้างกำลังรบ จะนำเทคโนโลยีมาทดแทนคน ใช้โดรน แอนตี้โดรนติดกับเรือ เรือผิวน้ำ ใต้น้ำ แม้กระทั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล) ต้องใช้กำลังรบแบบ ทรีอินวันได้" แหล่งข่าว ทร.ระบุ
การทยอยปลดเรือเก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน จึงไม่ใช่เพียงการลดภาระด้านงบประมาณและค่าซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างกำลังรบครั้งใหญ่ของกองทัพเรือ จาก “ลดแบบ ลดจำนวน” ไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้วยเทคโนโลยี
โดยส่งต่อแนวทางจาก พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ สู่ พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผบ.ทร.คนใหม่ ซึ่งเติบโตมาจากสายยุทธการ เน้นการนำ AI และระบบไร้คนขับ ทั้งโดรน เรือผิวน้ำไร้คนขับ และยานใต้น้ำ เข้ามาเสริมและทดแทนกำลังพลบางส่วน เพื่อให้กองทัพเรือมีโครงสร้างกำลังรบที่กระชับ ทันสมัย และรองรับรูปแบบการรบในอนาคต





