‘ธนาธร’ ลุยถอดบทเรียน 20 ปี รัฐประหาร 49 ชี้นวัตกรรมอำนาจนิยม เบียดบังพัฒนาการประเทศ เผยต้องใช้เวลา-ประนีประนอมฟื้นฟูประเทศ 9 ปีผ่านแม้เหนื่อยล้า แต่อย่าหมดหวัง
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดงานสัมมนาในวาระครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ภายใต้หัวข้อ "ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป" โดยมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อำนาจกองทัพกับเศรษฐศาสตร์การเมืองประเทศไทย" เพื่อสะท้อนผลกระทบเชิงโครงสร้างจากการยึดอำนาจ พร้อมเสนอแนวทางการจัดสรรทรัพยากรกองทัพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
นายธนาธร กล่าวว่า แม้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จะอ้างเหตุผล 4 ประการในการทำรัฐประหาร ได้แก่ การทุจริตมโหฬาร การใช้อำนาจโดยมิชอบ การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ และการหลีกเลี่ยงการนองเลือด แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจซ่อนเร้นในการสถาปนากลไกควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ใต้ศาลและองค์กรอิสระ ส่งผลให้ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ มีนายกรัฐมนตรี 10 คน ซึ่ง 5 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีพรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค เกิดการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหารซ้ำอีกในปี 2557
ประธานคณะก้าวหน้า ว่า 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.6% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 3.3% หากเปรียบเทียบเป็นสนามแข่งวิ่งนับตั้งแต่ปี 2549 เวียดนามเติบโตนำโด่งไปถึง 300% อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เติบโตราว 250% ขณะที่ไทยรั้งท้ายเพื่อนบ้าน เติบโตเพียง 162% เท่านั้น
นอกจากนี้ การทำรัฐประหารยังสร้างภาวะ ‘รัฐราชการเทอะทะ’ ที่จำนวนหน่วยงานรัฐขยายตัวจาก 166 แห่ง เป็น 225 แห่ง กำลังพลเพิ่มเป็น 3 ล้านคน และงบประมาณพุ่งสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท รวมทั้งภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้รัฐที่คาดว่าจะสูงถึง 13.6% ในปี 2572 ซึ่งจะเบียดบังงบพัฒนาการศึกษาและสวัสดิการของคนรุ่นต่อไปอย่างรุนแรง
นายธนาธร กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงการวิจารณ์อดีต แต่คือการสร้างเค้าโครงอนาคต โดยกองทัพไทยต้องปรับตัวให้มี ‘สมรรถนะการรบสูง-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและเป็นประชาธิปไตย’ ผ่านการดึงทรัพยากรมหาศาลในมือกองทัพ เช่น สนามกอล์ฟ 71 แห่ง อาคารและโรงแรม 12 แห่ง คลื่นวิทยุ 196 สถานี และที่ดินอีกกว่า 5.8 ล้านไร่ มาจัดสรรใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ยก 4 ตัวอย่างในการปรับเปลี่ยนทรัพยากรเหล่าทัพโดยระบุว่าตัวอย่างที่ตนกำลังแสดงให้เห็นว่าหากจัดสรรทรัพยากรที่อยู่ในมือของกองทัพอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะไปได้อีกไกลแค่ไหน
ตัวอย่างแรก คือ การถ่ายโอนหอประชุมนานาชาติ รามอินทราของกองทัพบก โดยหอประชุมมูลค่า 3,400 ล้านบาทที่ถูกทิ้งร้างมา 3 ปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและค่าเสียโอกาสจากที่ดินรวมกว่า 700 ล้านบาท เสนอให้โอนให้กรมธนารักษ์เปิดประมูลให้เอกชนบริหารเพื่อรองรับอุตสาหกรรม MICE คาดว่าจะสร้างค่าเช่าให้รัฐ 3,000 ล้านบาทใน 20 ปี และสร้างเงินสะพัดนับหมื่นล้านบาท
ตัวอย่างที่สอง คือ การเปลี่ยนสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ของกองทัพอากาศเป็นสวนสาธารณะใหญ่ข้อเสนอดังกล่าวมาจาก เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 5 พรรคประชาชน ที่จะช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ปทุมธานีที่ไม่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ให้รองรับประชาชนรอบข้างกว่า 300,000 คน ยกระดับสุขภาวะและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ พร้อมพัฒนาพื้นที่ด้านหน้าติดถนนพหลโยธินเป็นศูนย์กลางการคมนาคม (Transportation Hub) เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีเขียว
ตัวอย่างที่สาม คือ การปรับปรุงไฟฟ้าสัตหีบของกองทัพเรือให้เป็น Smart Grid Sandbox เพื่อแก้ปัญหาไฟตกไฟดับเรื้อรังของชาวสัตหีบ ด้วยการแปรสภาพกิจการไฟฟ้ากองทัพเรือให้บริหารแบบมืออาชีพ ปรับปรุงระบบไฟฟ้าแรงต่ำและมิเตอร์ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดลองระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) แห่งแรกของประเทศ
ตัวอย่างที่สี่ คือ การจัดหาเทคโนโลยีป้องกันประเทศแบบ Dual-Use: ลงทุนในเทคโนโลยี ‘หอตรวจการอัตโนมัติ’ (Autonomous Defense Tower) ใช้เอไอและเซ็นเซอร์เฝ้าระวังชายแดนแทนการใช้กำลังพลลาดตระเวน พร้อมใช้นโยบายการชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) บังคับผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อุตสาหกรรมไฮเทคในไทย และนำไปต่อยอดใช้เฝ้าระวังไฟป่าหรือภัยพิบัติได้ด้วย
นายธนาธร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการทำงานร่วมกับตัวแทนเหล่าทัพในกรรมาธิการการทหารตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีบุคลากรจำนวนมากในกองทัพที่พร้อมและต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง เขาหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเสมอต้นเสมอปลายจากทุกคน เพราะทุกคนต่างมีเป้าหมายร่วมกันว่า ไม่สามารถส่งต่อสังคมในสภาพเช่นนี้ให้กับคนรุ่นต่อไปได้ และสามารถสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าให้กับลูกหลานได้อย่างแน่นอน
แม้การเดินทางครั้งนี้จะต้องใช้เวลา ความอดทน ความกล้าหาญ และการประนีประนอม แต่จากการทำงานทางการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ยิ่งเดินไปข้างหน้า มั่นใจว่าการสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยและดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ เป็นไปได้อย่างแน่นอน
“อย่าเพิ่งหมดหวัง หรือหมดกำลังใจ แม้ช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจะทำให้พวกเราเหน็ดเหนื่อยล้า แต่ผมยังเชื่อมั่นว่า หากเราจับมือเดินร่วมกัน เราจะสามารถฟื้นฟูและสร้างประเทศไทยที่ดีกว่านี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน” นายธนาธร กล่าว





