'ธนาธร' ชำแหละ 'ระบอบน้ำเงิน' ชี้ระบบอุปถัมภ์-บ้านใหญ่ ชนวนสังคมไทยมองเรื่องผิดเป็นปกติ ยกปมโกงสอบท้องถิ่น ขบวนการใหญ่-คนเบื้องหลังมั่นใจไม่มีใครเอาผิดได้
เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 ที่หอประชุมชูเกียรติปิติเจริญกิจ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากรในงานเสวนา “ถอดเปลือกโครงสร้างอุปถัมภ์ที่ข้ามเส้นความยุติธรรมของรัฐไทย” ที่จัดขึ้นโดยสโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
นายธนาธร กล่าวว่า บ้านใหญ่เป็นกลไกสำคัญที่บั่นทอนประชาธิปไตยไทย และเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจระดับชาติ ในอดีตตระกูลการเมืองมีบทบาทในการดึงงบประมาณจากส่วนกลางมาพัฒนาท้องถิ่น แต่ปัจจุบันบทบาทดังกล่าวเปลี่ยนไปเป็นการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ ผ่านการเลี้ยงดูกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ ส่งคนในครอบครัวเข้าไปครองตำแหน่งทางการเมืองในทุกระดับ พร้อมใช้งบประมาณจากส่วนกลางหรือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอื้อให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างของตัวเองหรือพวกพ้องได้รับงานภาครัฐ รวมถึงใช้ระบบหัวคะแนนและการซื้อเสียงเพื่อรักษาฐานอำนาจ
ระบบดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แม้แต่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การรับรองเอกสารเพื่อกู้ยืมเงิน การยืนยันสิทธิในโครงการของรัฐ หรือการรับรองความเสียหายจากภัยพิบัติ ส่งผลให้หลายคนไม่กล้าแสดงความเห็นต่างทางการเมือง เพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบต่อสิทธิของตนเอง
นายธนาธร กล่าวอีกว่า เมื่อบ้านใหญ่เข้าสู่การเมืองระดับชาติก็จะรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล แลกเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรี และใช้อำนาจรัฐเพื่อถอนทุนจากต้นทุนทางการเมืองที่ใช้ในการเลือกตั้ง การย้ายพรรคของนักการเมืองจำนวนมากไม่ได้ยึดโยงกับอุดมการณ์ แต่เลือกอยู่กับพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์
นี่คือสิ่งที่เรียกโดยรวมว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างชนชั้นนำแบบจารีต กองทัพ ตระกูลการเมือง และกลุ่มทุนบางส่วน เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมเอาไว้ เมื่อชนชั้นนำไม่สามารถรักษาอำนาจผ่านการเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง ก็จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายบ้านใหญ่ในภูมิภาคเป็นฐานสนับสนุน จนเกิดเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ช่วยคงไว้ซึ่งโครงสร้างอำนาจเดิม
นายธนาธร กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่คนในสังคมไทยจำนวนหนึ่ง ปล่อยให้สิ่งที่ไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ อย่างกรณีสลายการชุมนุมตากใบที่ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดจนคดีหมดอายุความ หรือกรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ ที่จบลงโดยไม่มีความรับผิด
“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องให้สังคมกลับมายึดถือสามัญสำนึกและความถูกต้องในฐานะคุณค่าพื้นฐานของสังคม” นายธนาธร กล่าว
นายธนาธร กล่าวถึงกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่าเป็นการทุจริตที่ร้ายแรง เพราะทำลายโอกาสของคนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัดซึ่งมีทางเลือกในการประกอบอาชีพไม่มาก โดยเฉพาะการรับราชการที่ถือเป็นอาชีพมั่นคงและเป็นความหวังของคนจำนวนมาก การโกงสอบไม่ได้เป็นเพียงการทุจริตรายบุคคล แต่เป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ สะท้อนว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีความมั่นใจในอำนาจของตนเองจนไม่เกรงกลัวกฎหมายหรือการตรวจสอบจากประชาชน
สิ่งที่น่ากังวลคือสุดท้ายคดีอาจลงเอยด้วยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่เพียงในระดับล่าง ขณะที่ผู้บงการตัวจริงจะลอยนวลเช่นเดียวกับหลายคดีสำคัญในอดีต ปัญหาดังกล่าวเป็นผลจากวัฒนธรรมการพ้นผิดลอยนวลที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดหากรับใช้โครงสร้างอำนาจเดิม ฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชน ต้องร่วมกันติดตามและกดดันให้มีการสืบสวนถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมนำผู้กระทำผิดทุกระดับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากมีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากที่ต้องรับผิดทั้งในฐานะผู้ให้และผู้รับสินบน
นายธนาธร กล่าวในช่วงท้ายของการเสวนาว่า ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญไม่ได้เป็นเพียงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉพาะบางกรณี แต่เป็นความเสื่อมที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างของสังคมและการเมือง เปรียบเสมือนผลไม้ที่ไม่ได้เน่าเพียงเปลือก แต่เน่าถึงแกนกลาง ทั้งกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น การดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง หรือการใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ล้วนเป็นอาการของปัญหาเดียวกัน คือระบบที่เสื่อมถอยและวัฒนธรรมการเมืองที่ผิดเพี้ยน
การแก้ไขจำเป็นต้องอาศัยทั้งการปฏิรูปกฎหมาย การสร้างค่านิยมใหม่ และการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคม เป็นภารกิจระยะยาวที่อาจใช้เวลานานกว่า 10 ปี แต่ต้องเริ่มลงมือทันที ที่ผ่านมาผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงจำนวนมากต้องเผชิญกับการดำเนินคดี การถูกคุมขัง หรือแม้แต่ความรุนแรง เพราะถูกปล่อยให้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว
นายธนาธร กล่าวด้วยว่า หากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้ผู้ที่ออกมาต่อสู้ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ก็จะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมอีก แต่หากผู้คนจำนวนมากร่วมกันแสดงจุดยืนและยืนอยู่เคียงข้างผู้ที่ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม การใช้อำนาจโดยมิชอบก็จะทำได้ยากขึ้น
"การเดินทางเพื่อสร้างสังคมใหม่ สังคมที่ดีกว่า มันไม่ง่ายหรอก แต่เราถอดใจไม่ได้ และหมดหวังไม่ได้ ถ้าพวกเราลุกขึ้นมายืนหยัดร่วมกัน ยืนอยู่ข้างหลังคนที่ออกมาต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม เมื่อพวกเขาไม่โดดเดี่ยวและมีผู้คนสนับสนุน การใช้อำนาจที่อยุติธรรมต่อพวกเขาก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น" นายธนาธร กล่าว


