'ณัฐพงษ์' รำลึก 20 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย.ชนวนเหตุรัฐประหารอีกรอบปี 57 ต้นตอ รธน.60 ชนวนสร้าง 'ระบอบน้ำเงิน' ปลุก ปชช.ร่วมกันหยุดยั้ง-ทวงคืน2 ทศวรรษที่สูญหาย
เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กรำลึกครบรอบ 20 ปี วันรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549 ระบุว่า 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 ก.ย. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้
"หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่ารับๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง" นายณัฐพงษ์ ระบุ
หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุอีกว่า ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่างๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุดรัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่เสียของ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้
เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช. ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ "ระบอบประยุทธ์" เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ ขณะเดียวกันก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน
รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป เช่น การให้อำนาจ สว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ สว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป
นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด
"นั่นคือที่มาของ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า "โกง สว." ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม ‘"น้ำเงินเข้ม" รอดทั้งหมด" หัวหน้าพรรค ปชน.ระบุ
นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่ายๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียงเห็นชอบ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย
หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหา กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21 ล้านเสียงยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร
20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง "ระบอบสีน้ำเงิน" ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง





