“อนุกมธ. กิจการกระจายเสียง วุฒิสภา” ห่วงประชุมบอร์ด กสทช. ชะงัก กระทบ โรดแมปสื่อไทย จ่อชง 3 แนวทาง ศึกษากฎหมาย-กำกับกันเอง-ต่อรองแบ่งรายได้แพลตฟอร์ม
ที่รัฐสภา นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาศึกษาเรื่องการยกระดับจริยธรรมสื่อมวลชน รวมถึงแนวทางช่วยเหลือสื่อมวลชนให้มีความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งได้เชิญ นางพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. มาให้ข้อมูล ว่า ปัจจุบันสื่อมวลชนได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจำนวนมากอยู่ต่างประเทศและไม่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. แต่กลับมีอิทธิพลต่อการประกอบวิชาชีพของสื่อมวลชนอย่างสูง ดังนั้นคณะอนุกมธ.ฯ จึงพยายามหาช่องทางในการช่วยเหลือสื่อมวลชนให้มีความมั่นคง เพื่อยกระดับการประกอบวิชาชีพ
นายสุทนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ กสทช. มีปัญหาเรื่องการประชุมบอร์ด ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต รวมถึงการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ คณะอนุกมธ. อยู่ระหว่างการศึกษา ทั้งนี้อุตสาหกรรมสื่อ ไม่ควรมองเฉพาะโทรทัศน์หรือวิทยุเท่านั้น แต่ต้องมองไปถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีผู้ประกอบการแพลตฟอร์มอยู่ต่างประเทศ แต่ลงทุนในประเทศไทย 100%
นายสุทนต์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่คณะอนุกมธ.ฯ กำลังศึกษา มี 3 แนวทางได้แก่ 1. การออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมวิชาชีพสื่อมวลชน 2. การให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเอง และ 3. การใช้ระบบต่อรองและเจรจากับเจ้าของแพลตฟอร์ม รวมถึงเจ้าของสถานีโทรทัศน์และเจ้าของสถานีวิทยุ เพื่อให้เกิดการแบ่งรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยทั้ง 3 แนวทางยังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อพิจารณาว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน
เมื่อถามว่าขณะนี้หลายประเด็นยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เนื่องจากการประชุมของ กสทช. ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ นายสุทนต์ กล่าวว่า หากเป็นเรื่องโรดแมป ต้องรอการเสนอเข้าสู่การพิจารณา โดยตนยื่นญัตติต่อที่ประชุมแล้วเพื่อเสนอถึงกระบวนการที่จะทำให้ กสทช. สามารถขับเคลื่อนการทำงานต่อไปได้ แต่ไม่ก้าวล่วงการทำงานของ กสทช.
ด้านนางพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. กล่าวว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างว่าจะทำอย่างไรให้สื่อสามารถอยู่รอดและเดินหน้าต่อไปได้ ต้องแก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นอำนาจของสภาฯ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มระดับชาติ เพราะเมื่อพิจารณารายละเอียดของกฎหมาย News Media Bargaining Code ของออสเตรเลีย จะเห็นว่ามีการออกแบบระบบให้ทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ฝั่งผู้ประกอบการสื่อในประเทศ ซึ่งเป็นสำนักข่าว และฝั่งแพลตฟอร์มของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น Meta สามารถเข้ามาตกลงกันเรื่องค่าตอบแทนได้
นางพิรงรอง กล่าวต่อว่า ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาตกลงกันได้ และให้เกิดค่าตอบแทนที่เป็นธรรม หากไม่สามารถตกลงกันได้ รัฐจะเข้ามามีบทบาท โดยใช้กลไกที่เรียกว่า Arbitrator หรือผู้ทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการหรือผู้เข้ามาชี้ขาดข้อพิพาทตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องมีผู้มีอำนาจรัฐตามกฎหมายอย่างชัดเจนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งในส่วนนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับ กสทช. โดยตรง แต่หากเป็นเรื่อง News Media Bargaining Code จำเป็นต้องมอบให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้พิจารณาและออกแบบกลไกทางกฎหมายต่อไป





