ยกคดี‘ชั้น 14’เทียบ‘ฮั้ว สว.’ สว.สำรองยื่นศาลฎีกาฯ ลาก‘บิ๊กสีน้ำเงิน’ไต่สวน "สิทธิโชติ"ชี้ ศาลอาจใช้อำนาจ ไต่สวนเพิ่มเพื่อความยุติธรรม
KEY POINTS
- กลุ่ม สว.สำรองยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. ใหม่ หลังจาก กกต. มีมติเสียงข้างมากไม่ส่งฟ้องนักการเมืองระดับ "บิ๊กเนมสีน้ำเงิน"
- ผู้ร้องหวังให้ศาลฎีกาฯ ใช้อำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226
- มีการหยิบยก "คดีชั้น 14" มาเป็นกรณีเปรียบเทียบ ที่ศาลเคยยกเรื่องขึ้นมาไต่สวนเอง เพื่อเป็นแนวทางในการลากตัวผู้บงการมาดำเนินคดี
กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนใหม่ ปมคดี ฮั้ว สว. หลัง กกต.มีมติไม่ส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องระดับ “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” ขึ้นศาล ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อยชี้ ศาลอาจใช้อำนาจไต่สวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
มหากาพย์คดีฮั้วเลือก สว. ยังคงไม่จบง่าย ๆ หลัง “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมติที่ประชุม กกต. โดยยืนยันว่า การพิจารณาคดีไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งเกี่ยวพันกับนักการเมือง สส. สมาชิก หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 76 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
มติดังกล่าวออกมาในสัดส่วน 5 ต่อ 2 เสียง โดยเสียงข้างมากเห็นควรยกคำร้อง ไม่ส่งรายชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้อง ซึ่งถูกเรียกในทางการเมืองว่า “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา
เมื่อกางรายชื่อ กกต.ฝ่ายเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ก็พบประเด็นที่น่าสนใจ โดย กกต.เสียงข้างมาก 5 คน ประกอบด้วย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. อนันต์ สุวรรณรัตน์ ณรงค์ รักร้อย จิรุตม์ วิศาลจิตร และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ
ในจำนวนนี้ มีอย่างน้อย 4 คนที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งกำลังถูกตั้งข้อสงสัยในคดีฮั้วเลือก สว. ขณะที่ฐิติเชฏฐ์ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่งตั้ง และปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่รักษาการ กกต.
ส่วน กกต.เสียงข้างน้อย 2 คน ได้แก่ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” และ“ชาย นครชัย” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก สว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งในยุค คสช.
“สิทธิโชติ” ฉายภาพรายละเอียดข้อเท็จจริงในคดีอย่างน่าสนใจ ซึ่งสวนทางกับการแถลงผลมติของ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. โดยเขาเห็นว่า การพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานในคดีต้องนำข้อเท็จจริงทุกส่วนมาประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของพฤติการณ์
“เหตุผลที่ผมพูด ก็เป็นเหตุผลที่ร้อยเรียงกัน หยิบเล็กหยิบน้อยจากการกระทำของแต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์รวมกัน ทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีเบื้องหลัง ที่มาอย่างไร คล้าย ๆ กับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อย แล้ววินิจฉัยว่าการกระทำบางพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยให้เห็นว่า ช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับงวงแล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง เมื่อไหร่เราจับผสมได้หมด นั่นแหละคือช้าง เราจะเห็นว่าการกระทำทั้งหมดหน้าตาเป็นอย่างนี้” กกต.เสียงข้างน้อยรายนี้ระบุ
คำถามสำคัญคือ ยังมีช่องทาง “เอาผิด” กลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือ“บิ๊กเนม”การเมือง ได้หรือไม่ โดย “สิทธิโชติ” ชี้ช่องไปที่ศาลฎีกาฯ ว่าจะแก้ปัญหาให้บ้านเมืองในเรื่องนี้อย่างไร
เมื่อถูกถามว่า ศาลฎีกาฯ สามารถเรียกไต่สวนเพิ่มเติมได้หรือไม่ สิทธิโชติกล่าวว่า ศาลสามารถเรียกดูพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ศาลจะดำเนินคดีกับบุคคลที่ไม่ได้ถูกร้องไปได้หรือไม่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจของศาล
“หรือถ้าราษฎรเป็นโจทก์ หรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง ไปยื่นคำร้องต่อศาลเอง แล้วศาลรับไว้พิจารณา ช่องทาง กกต.ก็มี แต่ถ้าศาลจะรับก็เป็นดุลพินิจของท่าน ใช้หลักความเป็นธรรมไปจับ ให้บ้านเมืองนี้ไปได้” สิทธิโชติกล่าว
อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่า ศาลฎีกาฯ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกับ กกต. แต่หากมีข้อเท็จจริงปรากฏ ศาลอาจใช้หลักความเป็นธรรมประกอบการพิจารณาได้ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับมุมมองและดุลพินิจของศาล
ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ก.ย. มีความพยายามของกลุ่ม สว.สำรองได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตหรือฮั้วเลือก สว.
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง ตั้งคำถามว่า ผู้ถูกกล่าวหา 77 รายที่ กกต.มีมติส่งฟ้องนั้น แบ่งเป็น สว. 26 ราย และบุคคลอื่นอีก 51 ราย โดย กกต.วินิจฉัยคดีในลักษณะความผิดทางอาญาเป็นหลัก
ทั้งนี้ ในส่วน สว. 26 ราย ปัจจุบันเหลือผู้ดำรงตำแหน่ง 25 ราย เนื่องจากมี 1 รายถูกศาลฎีกาฯ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไปเมื่อเดือน ม.ค. 2569
กลุ่ม สว.สำรองยังตั้งข้อสังเกตถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 ซึ่งระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ใดได้มาโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกของบุคคลนั้น แต่ กกต.ไม่ได้กล่าวถึงมาตราดังกล่าว จึงมีคำถามว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
กลุ่ม สว.สำรองใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ในส่วนข้อกล่าวหาที่ 1-3 ซึ่งมีมติยกคำร้อง และขอให้ศาลไต่สวนกับวินิจฉัยใหม่
นอกจากนี้ ยังขอให้ศาลไต่สวนว่า หากพบการทุจริตเป็นรูปแบบหรือเป็นขบวนการจนทำให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ควรสั่งให้ กกต.กลับไปพิจารณากรณี สว. 138 ราย และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยใหม่หรือไม่
สรุปคือ กลุ่ม สว.สำรองต้องการให้ศาลไต่สวน หากเห็นว่าการดำเนินการของ กกต.ไม่ถูกต้อง ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กกต.ทบทวน เหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่
ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความพยายามของกลุ่ม สว.สำรองอาจดำเนินการได้กับ กกต.หรือเจ้าหน้าที่ กกต.ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ในทางกฎหมายอาจเป็นไปได้ยากที่จะสาวไปถึง “ตัวบงการ”เบื้องหลัง หรือ “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” ซึ่ง กกต.มีมติยกคำร้องไปแล้วด้วยเสียงข้างมาก ตามที่ “ประธาน กกต.” แถลงเมื่อ 14 ก.ย.
แม้แต่ “สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย ยังให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า “สำนวนนี้จบไปแล้ว เพียงแต่ว่าจะส่งศาลฎีกาเมื่อไหร่ จบแล้วด้วยพยานหลักฐานที่มีเท่านี้ พยานหลักฐานนอกเหนือจากนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวน ไม่ได้ควานหาอีกแล้ว เพราะหมดเวลาในการทำงานแล้ว”
ในทางกฎหมาย ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับมติยกคำร้องอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวน กกต. ในประเด็นละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 และมาตรา 235 หากพบการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ป.ป.ช.สามารถเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยได้
ส่วนกรณีอื่นสามารถส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทว่าเมื่อกางข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ก็ยังแทบมองไม่เห็นช่องทางที่จะดำเนินการกับ “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” ที่พ้นบ่วงคดีโกง สว.ไปแล้วได้เลย เนื่องจากการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. รวมถึงการเลือกตั้งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ให้อำนาจ กกต.เพียงองค์กรเดียวในการพิจารณาชี้ขาดว่า จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่
ความเป็นไปได้ที่ยังเหลืออยู่ คือสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งสอบสวนคดีอั้งยี่และฟอกเงิน โดยมีความผิดมูลฐานจากคดีฮั้วเลือก สว.
ทว่า การสอบสวนอาจเป็นไปอย่างยากลำบากเต็มที เพราะเมื่อองค์กรหลักอย่าง กกต.ชี้ขาดมาแล้วว่า ไม่มี “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” เกี่ยวข้อง ดีเอสไอก็อาจเชื่อมโยงพยานหลักฐานไปถึงตัวการใหญ่ได้ยากเช่นกัน
ผลที่ตามมา อาจทำให้คดีอั้งยี่และฟอกเงินจากการการฮั้วเลือก สว.สิ้นสุดอยู่แค่ผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย เซ็ตเดียวกับที่ กกต.มีมติส่งฟ้องไปก่อนหน้านี้
หรืออีกทางหนึ่ง อาจต้องหวังพึ่ง “ปาฏิหาริย์” เหมือนกับ “คดีชั้น 14” ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกความปรากฏต่อศาล ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 6 สั่งไต่สวนกรณีการบังคับโทษจำคุกของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่
อย่างไรก็ดี แผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ไม่มีกฎหมายเฉพาะในลักษณะเดียวกับ"ศาลฎีกานักการเมือง" แต่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือการได้มาซึ่ง สส.หรือ สว. เป็นหลัก
โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง บัญญัติว่า การพิจารณาของศาลฎีกาให้ใช้สำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต.เป็นหลัก แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
สอดคล้องกับที่ “สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ว่า “ถ้าศาลไต่สวน และเห็นภาพหมด ขึ้นอยู่กับว่าศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างไร” และ “ศาลต้องใช้อำนาจของศาลเอง หรือถ้าราษฎรเป็นโจทก์ หรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง ไปยื่นคำร้องต่อศาลเอง แล้วศาลเกิดรับ ช่องทาง กกต.ก็มี แต่ถ้าศาลจะรับก็เป็นดุลพินิจของท่าน ใช้หลักความเป็นธรรมไปจับ ให้บ้านเมืองนี้ไปได้”
ดังนั้นคงต้องรอวัดมวย “กฎหมาย” จากฝ่ายค้านและภาคประชาชน ว่าจะหาช่องทางต่อสู้อย่างไรต่อ แต่ที่แน่ ๆ มหากาพย์คดีฮั้วเลือก สว.ดูท่าจะยังไม่จบง่าย เหมือนมวยที่ยังมีอีกหลายยก รอเพียงเสียง“ระฆัง” ให้สัญญาณชกอีกครั้งเท่านั้น





