วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ศาลฎีกาฯรับคำร้องทางธุรการ สว.สำรอง ค้านมติ กกต.ปล่อยผีโกง สว.

ศาลฎีกาฯ รับคำร้องทางธุรการกลุ่ม สว.สำรอง ขอให้สอบข้อเท็จจริง สำนวนคดีโกง สว. ชี้คำวินิจฉัย กกต.ไม่รอบด้าน หวังศาลให้ความเป็นธรรม

เมือวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีการเลือก สว. โดยขอให้ศาลตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือ ฮั้วเลือก สว.

ล่าสุดศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้ในสารบบ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต.สว.21/2569 แล้ว เพื่อพิจารณาต่อไป โดยวันนี้ยังไม่มีคำสั่งใด ๆ เกี่ยวกับคำร้อง

อย่างไรก็ดีเมื่อเวลา 16.40 น.วันนี้ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งใด ๆ ในเรื่องของคำฟ้อง แต่เป็นการรับเรื่องทางธุรการเพื่อให้ศาลพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การเดินทางมายื่นคำร้องครั้งนี้ สืบเนื่องจาก กกต.มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยประธาน กกต.ได้แถลงถึงผลการพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับคดีเลือก สว. ซึ่งมีการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวนหนึ่ง ขณะที่ข้อกล่าวหาหลายประเด็น กกต.มีมติยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้องโดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบับแรกที่ตนเองไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต. ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน

โดยสรุปแล้วทั้ง 77 ราย กกต. วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต. ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต. ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปี

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า วันนี้กลุ่ม ส.ว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยจะขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต. วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1-3 ที่บอกว่าไม่ผิดขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก ส.ว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต. ดําเนินการพิจารณา ส.ว. 138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่ โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต. และยอมรับว่าไม่หนักใจที่ กกต. มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน

ส่วนการที่ กกต.ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุด 36 ที่อ้างว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต.ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใครต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบครอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉันแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง

ส่วนกรณีหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคําร้องสั่ง ส.ว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่ม ส.ว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับเพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกตั้ง สว.ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้กลุ่ม ส.ว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึง พฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่าย ด้วย

กลุ่ม สว.สำรอง ระบุอีกว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.