"ฝ่ายค้าน" ยกความข้องใจ กกต. ที่ตัดตอน "แกนนำสีน้ำเงิน" ไม่ถูกฟ้องคดีฮั้ว ขยี้หลักฐาน คนใน โยงถึง "กก.บห.ภท." พร้อมชี้พฤติกรรมเข้าข่ายล้มล้างกระบวนการได้มาซึ่ง สว.
KEY POINTS
- กกต. ถูกตั้งคำถามว่าสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. แบบตัดตอน โดยไม่ดำเนินคดีกับบุคคลที่เชื่อมโยงกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย
- พรรคฝ่ายค้าน (ประชาชนและประชาธิปัตย์) เตรียมฟ้อง กกต. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และชี้ว่ากรณีนี้อาจเข้าข่ายล้มล้างกระบวนการได้มาซึ่ง สว.
- ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานในสภาฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยติดต่อ สว. หลายคนที่ถูกสั่งฟ้อง เพื่อตั้งคำถามถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
- พรรคภูมิใจไทยโต้แย้งว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเกมการเมืองที่หวังผลนำไปสู่การยุบพรรค
สิ่งที่ “กกต.” ตัดสินคดีฮั้ว สว. ด้วยการสั่งฟ้อง สว. และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 77 คนต่อศาลฎีกา ดูเหมือนจะไม่จบ เพราะคำถามที่เกิดขึ้นคือ การตัดตอน-ไม่สั่งฟ้อง “ผู้ถูกกล่าวหา” ตามสำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 โดยเฉพาะ “สว.สีน้ำเงินเข้ม-แกนนำพรรคภูมิใจไทย”
ขณะเดียวกัน ยังพบข้อสันนิษฐานว่า บุคคลที่ถูกสั่งฟ้องเมื่อ 14 กันยายนนั้น ไม่มีจุดเชื่อมโยงที่จะสามารถเอาผิดนักการเมืองระดับบนของระบอบสีน้ำเงินได้
ความข้องใจของ “สังคม” ถูกหยิบมาอภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ วันที่ 16 กันยายน ซึ่งเป็นจังหวะที่ยก “รายงานการทำงานของ กกต. ประจำปี 2567 และปี 2568” มาพิจารณา ทำให้ สส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นตั้งคำถามต่อ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ที่นั่งรอฟังข้อเสนอแนะของ สส. ว่า มติเสียงข้างมากของ “กกต.” 5 คนนั้น จงใจตัดตอนไม่ให้ไปถึงตัว “แกนนำ-รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย” ใช่หรือไม่
ในนาทีที่ สส.พรรคส้ม ตั้งคำถาม “แสวง” ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นตอบ “สส.พรรคภูมิใจไทย” ได้ใช้สิทธิประท้วง เพื่อยับยั้งการอภิปรายที่ยกสำนวนการสอบสวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 เชื่อมโยงไปยัง “พรรคสีน้ำเงิน”
จุดสังเกตหนึ่งที่ “สส.พรรคภูมิใจไทย” ลุกประท้วง คือข้อมูลของ “พริษฐ์ วัชรสินธุ-ชยพล สท้อนดี” สส.พรรคประชาชน ที่เปิดข้อมูลของ “รัตนา บ่อถ้ำ” อดีตผู้เชี่ยวชาญประจำตัว “ชลัฐ รัชกิจประการ” สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งยังเป็น “เจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทย”
เหตุผลส่วนหนึ่งที่สส.พรรคประชาชนยกกรณีนี้ขึ้นมา เพราะมีข้อมูลหลักฐานปรากฏชัดถึงการใช้โทรศัพท์ติดต่อ 19 สว. รวม 62 ครั้ง ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2567 ทั้งนี้ มี สว. 6 คนจาก 19 คนที่ “รัตนา” ติดต่อ และถูกสั่งฟ้องเมื่อ 14 กันยายน
ได้แก่ 1. “อลงกต วรกี” สว.อุทัยธานี กลุ่ม 20 อื่น ๆ จำนวน 4 ครั้ง 2. “พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา” สว.สุโขทัย กลุ่ม 1 บริหารราชการแผ่นดินฯ จำนวน 4 ครั้ง 3. “สุเทพ สังฆ์วิเศษ” สว.อ่างทอง กลุ่ม 3 การศึกษา จำนวน 3 ครั้ง
4. “มาเรีย เผ่าประทาน” สว.ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่ม 6 อาชีพทำสวนฯ จำนวน 3 ครั้ง 5. “วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล” สว.เชียงใหม่ กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา จำนวน 2 ครั้ง และ 6. “สิทธิกร ธงยศ” สว.นครพนม กลุ่ม 19 ผู้ประกอบการวิชาชีพอิสระ จำนวน 1 ครั้ง
พร้อมกับตั้งข้อสงสัยว่า “มีใครที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่” เพราะระดับเจ้าหน้าที่พรรค หรืออดีตผู้เชี่ยวชาญ สส. คงไม่มีธุระอันใดที่จะติดต่อ “บุคคล” ที่ไม่ใช่สมาชิก หรือไม่ข้องเกี่ยวกับพรรคการเมือง ขณะที่ กกต.เลือกไม่สั่งฟ้อง ทั้งที่มีข้อมูลและพยาน
“ฝ่ายค้าน” จึงเชื่อว่า นี่คือบทพิสูจน์ว่า “กกต.” เสียงข้างมาก วินิจฉัยเพื่อเป็นคุณกับ “แกนนำพรรคภูมิใจไทย”
ในจังหวะหนึ่ง “พริษฐ์” ยกหนังสือที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค สั่งห้ามไม่ให้สมาชิกพรรค ยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. แต่เมื่อมีบทสรุปว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรค เช่น “ศุภชัย โพธิ์สุ” อดีตรองประธานสภาฯ โกเกียรติ-สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดาของวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส.สุโขทัย และ วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช เกี่ยวข้อง เท่ากับว่า “หัวหน้าพรรค” ทำงานไม่ได้เรื่อง
ความหมายที่ซ่อนอยู่ และต้องการชี้ช่องให้สังคมแคลงใจ คือ “ความพยายามของ กกต. เสียงข้างมาก ที่ปฏิเสธความเป็นขบวนการโกง สว.” และส่งผลต่อความไว้วางใจ-ศรัทธาในการทำหน้าที่ของ กกต. ชุดปัจจุบัน
แม้ “สส.ภูมิใจไทย” หลายคนลุกโต้แย้ง และอธิบายในมุมของตนเองว่า จุดเริ่มของเรื่องนี้เป็นการใส่ความ-ใส่ร้ายป้ายสี หวังผลการเมือง ตั้งแต่รับเรื่องฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ ที่ถือธงนำไปสู่ “ยุบพรรค”
หวังลดกระแส และเบี่ยงประเด็นให้กลายเป็น “เกมต่อสู้ทางการเมือง” ของบางฝ่าย แม้คนภูมิใจไทยจะพูดได้ไม่เต็มปากว่า อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับ “พรรคเพื่อไทย” ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และปัจจุบัน การเมืองเปลี่ยนขั้ว “ภูมิใจไทย” จึงเลือกเปิดหน้าชนเฉพาะ “ฝั่งสีส้ม”
กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์” ยืนยันจะฟ้อง กกต. เสียงข้างมาก เพื่อเอาผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และหาช่องเพื่อนำไปสู่เรื่องที่ใหญ่กว่า
โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองคดีฮั้ว สว. ว่าอาจเข้าข่ายล้มล้างกระบวนการได้มาของ สว. ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และอาจเทียบเท่ากับ “ล้มล้างการปกครอง”
เพียงแต่ว่า ช่องทางนี้ตามกฎหมายแล้ว อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบ กำหนดให้ต้องทำผ่าน “กกต.” และให้ “ดุลยพินิจ กกต.” ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง พิจารณา “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก่อนส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ “ภาคประชาสังคม” เตรียมยกระดับเรื่องให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยยกคำวินิจฉัยของ กกต. เมื่อ 14 กันยายน เป็นฐานที่สะท้อนให้เห็นว่า “การเลือก สว. เมื่อปี 2567 ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามกฎหมาย” แต่อาจสะดุด เพราะกฎหมายเขียนให้เป็นหน้าที่ที่ “กกต.” ต้องพิจารณา
ยามนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ฝ่ายสีน้ำเงิน” ยังมีแนวรับ-เกราะคุ้มที่แข็งแรง แม้ “ฝ่ายค้าน-ภาคประชาชน” พุ่งชนจนสุดแรง ก็ยังไม่สะเทือน
“คดีฮั้ว สว.” จึงถือเป็นอีกฉากทางการเมือง ที่รอเวลาเพื่อพิสูจน์ว่า ระหว่าง “พลังจัดตั้งน้ำเงิน” กับ “พลังของประชาชน” ใครจะชนะในตอนท้าย





