“นิ่ง” แบบ “สงบ” และ “สยบ” ต่อกระแสคดีโกง สว. เมื่อ ”พรรคเพื่อไทย“ จำเป็นต้องเล่นบทนิ่งต่อสถานการณ์การอยู่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ภายใต้สัญญาณ ”รัฐพันลึก“ ยังเลือกใช้ค่ายน้ำเงินในทางการเมือง
KEY POINTS
- พรรคเพื่อไทย เลือกวางสถานะนิ่ง-สงบ และยังคงร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แม้แกนนำบิ๊กเนมสีน้ำเงินจะรอดพ้นคดีโกง สว.
- ค่ายแดงจำเป็นต้องเลือก "เซฟโซน" เนื่องจากพรรคยังไม่แข็งแรง และผู้นำสูงสุดยังมีคดีความทางการเมือง รวมทั้งสัญญาณของ "รัฐพันลึก" ยังพึ่งพา "ภูมิใจไทย" มากกว่าค่ายอื่น
- "เพื่อไทย" ประเมินว่าการถอนตัวจากรัฐบาลมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะอาจเปิดช่องให้พรรคอื่นเข้ามาแทนที่ จนทำให้พรรคอ่อนแอลง การเลือกประคองตัวในอำนาจรัฐต่อไปจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการแตกหักกับค่ายน้ำเงิน
ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลเบอร์รอง อย่าง “เพื่อไทย” ต้องเป็นเด็กดีเท่านั้น จึงเลือกเล่นบท “นิ่งสงบ” เพื่อ “สยบ” ต่อความขัดแย้งนอกสภาฯ หลัง กกต. มีมติให้เอาผิดในคดีโกงเลือก สว.เพียง 77 ราย และมี สว. 26 คนเบอร์เล็กๆ เท่านั้น ที่ส่งให้ศาลฎีกาฯ
ขณะที่ “บิ๊กสีน้ำเงิน” และ 21 คีย์แมนแกนนำพรรค ต่างรอดพ้นข้อกล่าวหาไปด้วยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ท่ามกลางเสียงสวดของกลุ่มผู้ชุมนุมนอกสภา ที่นำโดย “ไอลอว์” และพลพรรคการเมืองปีกสีส้ม
สถานะของพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางเลือกอื่น แตกต่างจากท่าทีของพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหอกฝ่ายค้านที่โหมกระแสเชื้อไฟในการโจมตีตรวจสอบรัฐบาล คัดค้านการทำหน้าที่ของ กกต.เสียงข้างมากอย่างหนัก โดยวางเป้าต่อไปด้วยการเดินเกมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
พุ่งเป้าไปที่ 3 ข้อหาหนัก 1. คดีโกง สว. 2. คดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น 3. คดีเขากระโดง
ทั้งหมดเป็นน้ำหนักที่เพียงพอจะฟ้องต่อประชาชนได้ว่า ไม่สมควรให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ แต่กระแสจะจุดติดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักในการล้มรัฐบาล
ปัจจัยแรก แน่นอนว่า กระแสมวลชนนอกสภา ไม่ว่าจะเป็น “ม็อบเสื้อเหลืองเก่า” อย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” และม็อบไอลอว์ที่ผนึกกำลังกับม็อบทะลุเพดาน จะต้องจุดติดมวลชนนอกสภา โดยเฉพาะคนชนชั้นกลาง เพื่อมาเป็นปัจจัยในการล้มรัฐบาลน้ำเงิน โดยบีบให้ “พรรคเพื่อไทย” ตัดสินใจถอนตัวร่วมรัฐบาล ซึ่งเกมนี้ก็เข้าทาง “พรรคสีส้ม” ที่พยายามเสี้ยมสูตร “น้ำเงิน” แตกคอ “แดง”
ปัจจัยสอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ “ชนชั้นนำ” และ “รัฐพันลึก” จะต้องแตกคอกันอย่างหนัก และหมดใจไม่ใช้บริการพรรคสีน้ำเงิน
ทว่านาทีนี้ คนการเมืองในค่ายเพื่อไทย ยังคงรับรู้สัญญาณในเชิงลึกว่า “รัฐพันลึก” ยังจำเป็นต้องเลือกใช้ “ภูมิใจไทย” เป็นหัวขบวนพรรคการเมืองในปีกอนุรักษนิยม เพราะไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า ท่ามกลางความขัดแย้งและรอยร้าวในหมู่ “รัฐพันลึก” โดยเฉพาะคดีโกง สว.ล่าสุด ที่ส่งผลสะเทือนต่อสภาพการเมืองไทย
ในขณะที่ “นายใหญ่” และ “นายน้อย” ยังคงถูกต่อรองด้วยคดีความทางการเมืองเป็นชนักปักหลัง ทั้งคดีมาตรา 112 คดีรีดภาษีหุ้นชินคอร์ป รวมทั้งคดีในชั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.เกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ผู้นำจิตวิญญาณแห่งกัมพูชา
ท่าทีของค่ายแดง มีเพียง “ภูมิธรรม เวชยชัย” อดีตรองนายกฯ และแกนนำพรรคเท่านั้นที่ออกมาเป็นทัพหน้า หัวหมู่ทะลวงฟันผ่านโซเชียลมีเดีย โดยพุ่งตรงไปที่พรรคประชาชนที่เปิดทางโหวตดีลปีศาจผ่าน MOA ให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคน้ำเงินเมื่อปลายปี 2568 แทนที่จะเลือกข้าง “เพื่อไทย” ซึ่งขณะนั้นกำลังเดินหน้าเอาผิดทั้งคดีโกง สว. และคดีเขากระโดงอย่างหนัก
คนการเมืองในค่ายแดงบางส่วนก็รู้สึกอึดอัดใจกับท่าทีของพรรค ที่เลือกเล่นบท “นิ่ง” เพราะรู้ดีว่า การออกตัวแรง หรือใช้บทบาทพรรคในการสื่อสารกับสาธารณะ จะทำให้เกิดภาพร้าวลึกในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลน้ำเงิน-แดง
ทำให้คนการเมืองในปีกเพื่อไทย ยังคงชั่งน้ำหนักว่า นาทีนี้ “เพื่อไทย” ไม่มีทางเลือกมาก เป็นไปได้ที่สุดคือ ต้องกอดคอร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยต่อไป หากด่านต่อไปต้องถึงเกมซักฟอกรัฐบาล
เพราะหากไม่เลือกร่วมรัฐนาวาสีน้ำเงินต่อไป ก็อาจเปิดช่องให้ฝ่ายคอยอย่าง “พรรคกล้าธรรม” เสียบรัฐบาลได้เสมอ
เมื่อประเมินเสียงรัฐบาลพรรคร่วม มีเสียงในสภา 293 เสียงขณะนี้ ถ้าหัก “เพื่อไทย” ออก แล้วยังมีสมการตัวใหม่คือ “กล้าธรรม” 58 เสียง คอยจ้องเสียบ ก็ยังทำให้ “พรรครัฐบาล” มีเสียงที่แน่นหนาแข็งแกร่งอยู่ เพราะมีเสียงมากกว่า 270 เสียง ยังไม่นับรวมกับการใช้สรรพกำลังหว่านแห แจกกล้วยไปทางค่ายแดงเพิ่มเติมอีก
ส่วนเสียงของพรรคฝ่ายค้าน 206 เสียง แบ่งเป็น พรรคประชาชนเหลือ 119 เสียง ไม่นับงูเห่า 1 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง พรรคไทยภักดี 1 เสียง ก็ยังไม่มีพลังพอในการโหวตล้มรัฐบาล
ที่สำคัญ พรรคกล้าธรรมอาจเลือกบทโหวตสวนมติฝ่ายค้านด้วย ทั้งงดออกเสียงและไว้วางใจรัฐบาล
เกมนี้คนการเมืองค่ายแดง อ่านออก ถ้าเลือกโหวตสวนหรือถอนตัวร่วมรัฐบาล จะไม่เป็นผลดีต่อเพื่อไทย ภายใต้บริบทที่พรรคยังไม่แข็งแรง และสุ่มเสี่ยงที่พรรคจะแตกหนักขึ้นอีก ดังนั้น จำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจรัฐก่อนจะไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า
สอดรับกับการวิเคราะห์ของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่มองว่า ขณะนี้ “พรรคเพื่อไทย” ไม่มีสภาพ ฉะนั้นต้องเลือกเดินเกมโดยประคองการอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปให้ได้ก่อน เพราะ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังมีคดีความ การขยับไปไหนทำได้ไม่มาก และที่สำคัญการเป็นฝ่ายค้านยังไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยในห้วงนี้
ไม่ว่าจะเลือกเล่นบทไหนของ“เพื่อไทย”ก็ล้วนอยู่ในจุดเสี่ยงทั้งหมด ทั้งไว้วางใจให้“ภูมิใจไทย”บริหารประเทศต่อ หรือเล่นบทถอนตัว ก็เป็นจุดเสี่ยงเช่นกัน
แนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด “แดง” กอดคอ “น้ำเงิน” ปิดโอกาส “เขียว” จ้องคอยเสียบรัฐบาล รวมทั้งปิดประตูไม่ให้ สส.ค่ายแดงเกิดความระส่ำระสาย จนส่งผลให้พรรคได้ สส.ลดน้อยลงกว่าเดิม
แต่หากสถานการณ์ภายนอกสภาจุดติด ม็อบการเมืองสีส้มและสีเหลืองโหมกระแสได้สำเร็จ “อนุรักษนิยม” ส่งสัญญาณไม่ให้ "น้ำเงิน"ไปต่อแล้ว คนการเมืองในค่ายแดงก็ยังเชื่อว่า “เนวิน ชิดชอบ” จะส่งสัญญาณไปที่ “อนุทิน” ให้ตัดสินใจยุบสภา มากกว่าเดินเกมเสี่ยงต่อไป
ด้วยบริบทของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดนี้ จะเห็นว่า การเลือกประคองตัวให้อยู่รอด โดยเลือกเล่นบท “นิ่ง-สงบ” และ “สยบ” คอยดูท่าที “รัฐพันลึก” จะส่งสัญญาณเดินเกมการเมืองต่อในหน้าไหน จึงเป็น“เซฟโซน” ที่สุดของพรรค
การเมืองชั่วโมงนี้ “คนชินวัตร” บวกลบคูณหารแล้ว รู้ว่า “เพื่อไทย” ยังไม่ถึงจุดที่จะกลับมาเป็นพรรคกระแส ชนะเลือกตั้งได้โดยง่าย การเดินหน้าไปต่อ โดยกอดคอ-อุ้มสีน้ำเงิน จึงเป็นตัวเลือกที่รัดกุมที่สุด แม้ต้องแลกด้วยการสูญเสียแต้มนิยม





