จากฝ่ายค้านที่เคยส่งสัญญาณเขย่ารัฐบาล สู่ฝ่ายค้านที่กลับลำ“ไม่ตีรัฐบาล” เมื่อถึงจังหวะสำคัญ เส้นทางของ “กล้าธรรม” กำลังถูกจับตาว่าเป็นเพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบมีเงื่อนไข หรือกำลังเปิดทางสู่การร่วมรัฐบาลในอนาคต
KEY POINTS
-
จากฝ่ายค้านที่เคยส่งสัญญาณเขย่ารัฐบาล สู่ฝ่ายค้านที่กลับลำ“ไม่ตีรัฐบาล” เมื่อถึงจังหวะสำคัญ
-
เส้นทางของ “กล้าธรรม” กำลังถูกจับตาว่าเป็นเพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบมีเงื่อนไข หรือกำลังเปิดทางสู่การร่วมรัฐบาลในอนาคต
-
ที่สำคัญ หากจะมีการปรับ ครม. และดึงกล้าธรรมเข้าร่วม ย่อมต้องมี “เหตุผลทางการเมือง” มากกว่าการเพิ่มจำนวนเสียงในสภา โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่ากล้าธรรมจะเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากเพียงใด
การเมืองไม่มีคำว่า “บังเอิญ” ง่ายๆ โดยเฉพาะการเมืองที่เต็มไปด้วยเกมต่อรอง ผลประโยชน์ และการวางหมากล่วงหน้า
จึงน่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีของ “พรรคกล้าธรรม” ที่ระยะหลังเริ่มเปลี่ยนจังหวะจากฝ่ายค้านที่เคยมีท่าทีพร้อมตรวจสอบ “รัฐบาลภูมิใจไทย” มาเป็นฝ่ายค้านที่เริ่มออกอาการ “คอยรัฐบาล” มากขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งเมื่อ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกตัวชัดว่า รัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือน ควรให้โอกาส และบางเรื่อง “ไม่ควรตีรัฐบาล” ก็ไม่ควรตี จึงยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “น้ำเงิน-เขียว” ถูกจับจ้องอีกครั้ง
เพราะถ้าเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ย่อมต้องตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านที่พร้อมเว้นจังหวะ พร้อมประคอง และพร้อมส่งสัญญาณสนับสนุนในเรื่องสำคัญ ก็ย่อมมีคำถามตามมาว่า นี่คือการวางตัวแบบ “ฝ่ายค้านอิสระ” หรือกำลังปูทางไปสู่ “พรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต”
จาก “งดออกเสียง” สู่ “เห็นชอบ”
ถ้าดูจากพฤติกรรมการโหวต จะเห็นเส้นทางที่น่าสนใจ
วันที่ 19 มีนาคม ในการลงมติเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ สมัยที่สอง พรรคกล้าธรรมเลือก “งดออกเสียง”
วันที่ 26 สิงหาคม ในการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กล้าธรรมก็เลือก “งดออกเสียง” อีกครั้ง
ร.อ.ธรรมนัส อธิบายว่า เรื่องการเงินการคลังเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อประชาชน การเป็นผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาอย่างละเอียด ไม่ใช่ทำอะไรเพียงเพื่อความสะใจ
แต่เมื่อมาถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วันที่ 10 กันยายน กล้าธรรมกลับเลือก “เห็นชอบ” เหตุผลที่ ร.อ.ธรรมนัสอธิบายยิ่งน่าสนใจ เพราะระบุว่า งบดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแผนงานที่จัดทำมาตั้งแต่สมัยที่นั่งรองนายกฯ แม้จะมีการปรับลดบางรายการ แต่สาระสำคัญยังอยู่ หากไม่เห็นด้วยก็เท่ากับ “เราเกเร”
“ยังไม่ถึงเวลา” เขย่ารัฐบาล
อีกจุดที่น่าจับตาคือ ท่าทีต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อถูกถามถึงการร่วมซักฟอกรัฐบาลในสมัยประชุมนี้ ร.อ.ธรรมนัสตอบสั้นๆ ว่า “เรื่องพวกนี้ยังไม่ถึงเวลา ถึงเวลาค่อยว่ากัน” พร้อมระบุว่า “รัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงาน ต้องให้โอกาส”
ในทางการเมือง การอภิปรายไม่ไว้วางใจคืออาวุธสำคัญของฝ่ายค้าน แต่กล้าธรรมกลับไม่ได้เร่งจังหวะใช้เครื่องมือนี้กับรัฐบาล แต่เลือกที่จะ “รอเวลา” มากกว่า “เปิดเกมทันที”
ยิ่งไปกว่านั้น ร.อ.ธรรมนัส ยังย้ำว่า เขากับนายกฯอนุทินเป็นเพื่อนกัน และการพบปะหรือประสานงานบางเรื่อง หากเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน “ก็ต้องยอมรับว่าผมทำ”
นี่คือคำตอบที่ไม่ต้องตีความว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “ธรรมนัส-อนุทิน” เป็นเพียงเรื่องในอดีต และความสัมพันธ์นี้ กำลังถูกแปลงเป็น “ทุนทางการเมือง” หรือไม่
คดีฮั้ว สว. จุดเปลี่ยนที่ต้องจับตา
และเมื่อเดินมาถึงคดีฮั้ว สว. เกมการเมืองยิ่งซับซ้อนขึ้น
ล่าสุด กกต.มีมติส่งผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง 77 ราย ขณะที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาในสำนวนรอดทั้งหมด
ก่อนหน้านั้น กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในสำนวน 229 ราย แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน กลุ่มรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน และ สว.สำรองกับผู้สมัคร สว.อีก 50 คน
ประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากคือ “พยาน 3 ปาก” ซึ่งถูกมองว่า เกี่ยวโยงกับเครือข่ายทางการเมืองของพรคกล้าธรรม และเคยให้ถ้อยคำพาดพิงฝ่ายภูมิใจไทย ก่อนจะมีการกลับคำให้การในเวลาต่อมา
ได้แก่ "เอกราช ช่างเหลา" อดีตสส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เคยให้การถึง การประชุมวางแผนและนำเสนอแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.โดยมีกรรมการบริหารพรรคการเมืองริเริ่ม
"อัษฎางค์ แสวงการ" สว.ขอนแก่น ซึ่งมีพยานระบุในสำนวน อ้างว่า เอกราช และอัษฎางค์ พบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น และมีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังระดับบิ๊กในบุรีรัมย์ โดยมีหลักฐานบันทึกการติดต่อสื่อสารในพื้นที่
"ขจรศักดิ์ ศรีวิราช" สว.พะเยา อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ บิดาของ“ธนพร” หรือพ่อตาของ ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้การในตอนแรกว่า ตนเองได้รับเลือกเพราะมีการทำโพย โดยข้อมูลในคดีพยายามเชื่อมโยงเส้นทางการประสานงานกับกลุ่มการเมืองอื่น ๆ เพื่อจัดตั้งกลุ่มผู้ลงคะแนน
ทั้ง “เอกราช-อัษฎางค์-ขจรศักดิ์” คือประเด็นสำคัญ ที่ทำให้‘สีน้ำเงินรอดพ้นในฐานะผู้บงการคดีฮั้วสว.
ตามที่ ประธาน กกต. “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อธิบายว่า พยานกลุ่มดังกล่าวมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ และความสอดคล้องของคำให้การ อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างสำคัญในบางส่วน จนนำไปสู่การไม่ดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
แม้ข้อเท็จจริงจากกระบวนการพิจารณาของ กกต.จะเป็นอย่างไร ก็ต้องแยกออกจากการตีความทางการเมือง เพราะการที่พยานกลับคำให้การ ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า ใครเป็นผู้บงการ หรือมี “ดีลการเมือง” อยู่เบื้องหลัง
แต่ในทางการเมือง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่า เมื่อผลของคดีออกมาในลักษณะที่ทำให้แกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยพ้นจากข้อกล่าวหาส่วนนี้
ขณะที่พรรคกล้าธรรมกำลังส่งสัญญาณผ่อนแรงต่อรัฐบาล เมื่อวางเรียงกันแล้ว สะท้อนอะไร โดยเฉพาะเมื่อพยานสำคัญ มีเส้นทางการเมืองเชื่อมโยงกับทั้งภูมิใจไทยและกล้าธรรม
นี่จึงเป็น “จุดตัด” ที่ต้องจับตาว่า หลังจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำเงิน-เขียว” จะเดินไปในทิศทางใด
อนุทินเปิดประตู “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด”
และเมื่อวันที่ 11 กันยายน นายกฯอนุทิน ตอบคำถามเรื่องโอกาสที่กล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลว่า “การเมืองไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส” และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับ ครม. แล้วมีกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาล ก็ตอบว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” แม้จะย้ำว่า “ตอนนี้ยัง” ไม่มีการปรับ ครม.
นี่จึงไม่ใช่การปิดประตูตาย เป็นการแง้มประตูไว้ รอให้ถึงเวลาที่ “ครูใหญ่สีน้ำเงิน” ผลักให้เปิดเต็มบาน
ที่สำคัญ หากจะมีการปรับ ครม. และดึงกล้าธรรมเข้าร่วม ย่อมต้องมี “เหตุผลทางการเมือง” มากกว่าเพียงการเพิ่มจำนวนเสียงในสภา โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่ากล้าธรรมจะเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากเพียงใด เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส กำลังรักษาพื้นที่ต่อรองของตัวเองเอาไว้ทุกด้าน
เมื่อเกมเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า “กล้าธรรมจะเข้ารัฐบาลหรือไม่” แต่ต้องจับตาว่า ระหว่างทางจาก “ฝ่ายค้าน” ไปสู่ “พรรคร่วมรัฐบาล” จะมีการเปลี่ยนท่าทีอีกกี่ครั้ง เพราะการเมืองบางเกม เริ่มจากการ “ไม่ตี” กันก่อน จากนั้นค่อย “โหวตให้” แล้วจึงค่อยเปิดประตูสู่การ “ร่วมรัฐบาล”
คดีโกง สว.ตัดตอนยุบพรรค อาจสะท้อนถึงเกมที่ “เขียว-น้ำเงิน” อาจกำลังเดินมาถึงขั้นที่สองแล้วก็เป็นได้





