ภายใต้อำนาจที่ยังเบ็ดเสร็จบนกระดานการเมือง “พรรคสีน้ำเงิน” อาจยังไม่สะเทือนจาก 2 คดีโกงในทันที แต่การเร่งอัดประชานิยมควบคู่กับการถอยจากปมร้อน ย่อมสะท้อนความพยายามกลบจุดอ่อนและประคองความเชื่อมั่นรัฐบาล
KEY POINTS
- พรรคสีน้ำเงินกำลังใช้กลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อกลบจุดอ่อนจาก "2 คดีโกง" คือ คดีโกงการเลือกตั้ง สว. และคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น
- หนึ่งในกลยุทธ์คือการ "อัดประชานิยม" โดยรัฐบาลเตรียมนำงบประมาณที่เหลือ 4-5 หมื่นล้านบาท มาขยายโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส"
- อีกกลยุทธ์คือการ "ถอยจากปมร้อน" เพื่อลดแรงกดดัน โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติยกเลิกโครงการก่อสร้างอาคารกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่
- โครงการก่อสร้างอาคารกระทรวงคมนาคมดังกล่าวเคยเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นและใช้งบประมาณสูง
- การเร่งผลักดันนโยบายประชานิยมควบคู่กับการถอยจากประเด็นขัดแย้ง สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการประคองความเชื่อมั่นเพื่อกลบจุดอ่อนจากคดีทุจริต
มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา เห็นควรส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดใน “คดีโกง สว.” จำนวน 77 ราย ในจำนวนนี้เป็น สว. ชุดปัจจุบัน 26 คน โดย 1 คน คือ“วิเชียร ชัยสถาพร” ถูกตัดสิทธิไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. 2569 กรณีให้ข้อมูลการสมัครอันเป็นเท็จ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
กระบวนการถัดไปต้องจับตาการพิจารณาของศาลฎีกาว่า จะมีมติ “รับคำร้อง” ไว้พิจารณาหรือไม่ นั่นหมายความว่า จนถึงขณะนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 77 คน ซึ่งบางรายดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะ สว. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ 25 คน ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่”
คำถามคือ มติดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อ “พรรคสีน้ำเงิน” ที่กุมอำนาจในสภาสูงมากน้อยเพียงใด
หากมองจากจำนวน สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งมีเพียง 25 คน จากกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” ที่ครองเสียงในสภาสูงกว่า 150 คน หรือมากกว่า สว. กลุ่มอื่น ทั้ง “สว.พันธุ์ใหม่” หรือ “สว.สีส้ม” รวมถึง สว. อิสระ กว่า 3 เท่าตัว
ยิ่งเมื่อกระบวนการทางคดีมีแนวโน้มจะยืดเยื้อออกไป อีกทั้ง สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาถูกมองว่าเป็นเพียง “ระดับพลีชีพ” ไม่ใช่ “คีย์แมนสภาสูง” จึงยังต้องลุ้นต่อไปว่า ศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และจะมีคำวินิจฉัยคดีออกมาเมื่อใด
ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์ที่ดำเนินอยู่จึงสะท้อนว่า การที่ กกต. มีมติส่งศาลเอาผิดในคดีโกง สว. อาจเป็นเพียงการลดแรงกดดันจากสังคมในระยะสั้น และยังไม่อาจ “เขย่าสมการ” การเมืองภายใต้ดุลอำนาจที่ฝ่ายสีน้ำเงินถืออยู่ในมือได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นความเชื่อมั่นต่อ “ระบบนิติธรรม” ที่รัฐบาลกำลังเผชิญคำถามต่างหาก กำลังกลายเป็นดาบสองคมย้อนกลับไปยังรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลาง “ศึกนิติสงคราม” ที่กำลังเข้มข้น
เห็นได้จากเกมเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายแค้น ที่ชิงจังหวะหยิบประเด็นนี้มา “ขยี้แผล” เพื่อยกระดับแรงกดดันทั้งในและนอกสภา
ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” แม้มองเผิน ๆ จะเหมือนกำลังช่วงชิงความได้เปรียบจากเกมการเมืองและอำนาจที่เบ็ดเสร็จ แต่หากยังปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความเชื่อมั่นต่อระบบนิติธรรม เซาะกร่อนเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง ย่อมไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน
อย่าลืมว่า นอกเหนือจากคดีโกง สว. ที่ยังทิ้งสารพัดข้อครหาไว้ในเวลานี้ ยังมี “คดีโกงสอบท้องถิ่น” ซึ่งแม้จะมีการเพิกถอนบัญชีผู้ทุจริต 5,925 ราย และกระทรวงมหาดไทยขีดเส้นให้คืนความเป็นธรรมแก่ผู้สอบผ่านโดยสุจริตภายในวันที่ 17 ก.ย. นี้ แต่ก็ยังเกิดคำถามว่า สุดท้ายกระบวนการสอบสวนจะสาวไปถึง “ไอ้โม่ง” ตัวจริงได้มากน้อยเพียงใด
ในภาวะที่รัฐบาลกำลังติดหล่มจากนโยบายสำคัญ ขณะที่ปมร้อนทางนิติสงครามค่อย ๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่น จึงต้องจับตาโจทย์ใหญ่ของบรรดา “คีย์แมนน้ำเงิน” ที่กำลังซุ่มวางแผน “กลบจุดอ่อน” เพื่อกอบกู้สถานการณ์รัฐบาล
ภาพดังกล่าวสะท้อนจากความพยายามผลักดันนโยบายประชานิยม ล่าสุดคือข้อสั่งการของ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่มอบหมายให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง นำงบประมาณที่เหลือจากการลงทะเบียนไม่เต็มสิทธิ์ของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ราว 4-5 หมื่นล้านบาท มาขยายระยะเวลาโครงการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2569
จากนี้จึงต้องจับตาว่า นอกเหนือจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมีนโยบาย “ประชานิยมสีน้ำเงิน” ใดถูกปล่อยออกมาอีกหรือไม่
รวมถึงการ “ถอยประเด็นร้อน” เพื่อลดแรงกระเพื่อมที่อาจย้อนกลับมากระทบรัฐบาล ดังเห็นได้จากมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่เห็นชอบให้ “ยกเลิกรายการ” ค่าก่อสร้างโครงการอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ซึ่งเป็นงบผูกพันระหว่างปี พ.ศ. 2569-2571
หากย้อนกลับไปในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงปลายรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐบาลอนุทิน 1” ในอีก 1 เดือนต่อมา โครงการดังกล่าวเคยถูก สส. พรรคประชาชนหยิบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ตัวอย่างเช่น ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าของโครงการก่อสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ วงเงิน 3,832 ล้านบาท เป็นงบผูกพัน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2571 สำหรับอาคารสูง 22 ชั้น พื้นที่ 115,196 ตารางเมตร บนที่ดิน 18.5 ไร่
แต่หน่วยงานที่จะย้ายเข้าไปมีเพียง 5 หน่วยงาน ได้แก่ 1. สำนักงานรัฐมนตรี 2. สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม 3. กรมการขนส่งทางราง 4. สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง และ 5. สำนักงานบริหารทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ที่จะย้ายไปเพียง 1,018 คน
ขณะที่อีก 17 หน่วยงาน อาทิ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไม่มีหน่วยงานใดย้ายเข้าไป จึงถูกตั้งคำถามว่าโครงการมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น
“เหตุใด กมธ.งบรายจ่ายปี 2569 ชุดใหญ่จึงปรับลดเพียงพอเป็นพิธี แล้วอนุมัติให้ผ่าน หรือมีธงอยู่แล้ว หากสร้างตามความเหมาะสม จะใช้งบเพียง 1,200 ล้านบาท แต่พรรคเพื่อไทย ซึ่งคุมกระทรวงคมนาคมในเวลานั้น กลับช่วยแบกตึก จนทำให้เสียงบเพิ่ม 2,600 ล้านบาท” คือข้อสังเกตที่ สส. พรรคประชาชนตั้งคำถามผ่านเวทีงบประมาณปี 2569
ภายใต้อำนาจที่ยังเบ็ดเสร็จบนกระดานการเมือง “พรรคสีน้ำเงิน” อาจยังไม่สะเทือนจาก 2 คดีโกงในทันที แต่การเร่งอัดประชานิยมควบคู่กับการถอยจากปมร้อน ย่อมสะท้อนความพยายามกลบจุดอ่อนและประคองความเชื่อมั่นรัฐบาล ก่อนมรสุมการเมืองจะลุกลามถึงเก้าอี้เบอร์หนึ่งตึกไทยคู่ฟ้า





