เกมที่เหมือนภูมิใจไทยได้เปรียบในวันนี้ จึงอาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมากระทบรัฐบาลในวันข้างหน้า
KEY POINTS
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้อง 77 รายในคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ "ตัดตอน" เพื่อไม่ให้คดีลุกลามไปสู่การ "ยุบพรรค" การเมืองสีน้ำเงิน (พรรคภูมิใจไทย)
- การที่ กกต. ไม่แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้บริหารพรรคหรือนักการเมืองคนสำคัญ ทำให้พรรคภูมิใจไทยรอดพ้นจากความเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรค
- ชัยชนะใน "ศึกนิติสงคราม" ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น "ดาบสองคม" เพราะแม้พรรคภูมิใจไทยจะรอดพ้นจากคดียุบพรรค แต่ก็ต้องเผชิญกับคำถามเรื่องมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
- บทสรุปของคดีที่ตัดตอนไม่ให้ไปถึงการยุบพรรค ได้เปิดฉากสมรภูมิการเมืองใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม โดยรัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันและวิกฤตศรัทธาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากดาบสองคมดังกล่าว
บทสรุป “คดีโกง สว.” ถูกตัดจบลงตรงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเห็นควรส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 77 ราย ในจำนวนนี้มี สว. ที่อยู่ระหว่างดำรงตำแหน่ง 26 คน โดยถูกกล่าวหาตาม “5 ฐานความผิด” ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทั้งกรณีผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต. กำหนดในการแนะนำตัว ตามมาตรา 36 และมาตรา 7
รวมถึงกรณีจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมจะให้ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจในการลงคะแนน ตามมาตรา 77 (1) มีการจัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยง เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ตามมาตรา 77 (3) มีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อการลงสมัคร ตามมาตรา 79 รวมทั้งกรณีผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใด เพื่อเลือกหรือไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81
ต้องถือว่า มติดังกล่าวไม่ได้เหนือความคาดหมายจากที่บรรดา “กูรูการเมือง” สำนักต่างๆ เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะหากส่องลึกลงไปในจำนวนที่ กกต. มีมติส่งฟ้อง 77 ราย จากเดิมที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 หรืออนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ซึ่งมีตัวแทนจากสำนักงาน กกต. และตัวแทนจากดีเอสไอ ร่วมเป็นกรรมการ มีมติเห็นควรส่งฟ้องถึง 229 ราย
จำนวน 77 คนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา จึงถูกมองว่าเป็นเพียง “ระดับพลีชีพ” หรือ “สว.สีน้ำเงินอ่อน” เท่านั้น ไม่ได้หมายรวมไปถึงบรรดา “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ทั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่สีน้ำเงิน รวมถึง “คีย์แมน” ที่อยู่ในระดับสั่งการ และ “แนวร่วม” ทั้งใน “สภาสูง” และ “สภาล่าง”
เหนือไปกว่านั้น มติ กกต. ที่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง และ 2. ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง
ยิ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า สัญญาณทางการเมืองกำลังถูก “ตัดตอน” ไม่ให้ลุกลามไปสู่ “คดียุบพรรค” สีน้ำเงิน ซึ่งอาจส่งผลต่อ “ชะตากรรม” ทางการเมืองของบรรดากรรมการบริหารพรรคในปัจจุบัน
ขณะที่สถานการณ์ “รัฐบาลภูมิใจไทย” มองเผินๆ เหมือนจะช่วงชิงความได้เปรียบจาก “ศึกนิติสงคราม” ภายใต้ “ดุลอำนาจ” และสารพัดองคาพยพที่ถืออยู่ในมือเวลานี้
แต่ลึกๆ แล้วอาจกำลังกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนศรกลับไปยังรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย เพราะภายใต้ความได้เปรียบจากศึกนิติสงครามในเวลานี้ กลับเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเด็นความเชื่อมั่นของรัฐบาลต่อระบบนิติธรรมกำลังถูกตั้งคำถาม
ขณะเดียวกัน บรรดา “แนวรุก-แนวรบ” ทั้งในและนอกสภา เวลานี้เห็นได้ชัดว่ากำลังช่วงชิงจังหวะในการเดินเกมเขย่าเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของอดีตแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำโดย “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งผนึกกำลังกับ “พิชิต ไชยมงคล” แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ประกาศ “ยกระดับ” กดดันรัฐบาล
หรือแม้แต่ท่าทีของ “พรรคร่วมรัฐบาล” อย่าง “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ที่ล่าสุดออกแถลงการณ์เรียกร้อง กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. พร้อมเรียกร้องให้นำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ทั้งหมดกำลังสะท้อนว่า แม้ในมิติการเมืองจะให้น้ำหนักการลงถนนของสารพัดม็อบในเวลานี้ว่าเป็นเพียงการ “เช็กกระแส” มวลชน เพื่อเลี้ยงกระแส ยังไม่ถึงขั้น “จุดติด” หรือนำไปสู่การ “ล้มรัฐบาล” ได้
ทว่าสถานการณ์ใน “ขั้วอนุรักษนิยม” ที่กำลังส่งสัญญาณ “แตกแยก” ไปคนละทิศละทางเวลานี้ แน่นอนว่า แม้ “ภูมิใจไทย” และตัว “อนุทิน” จะถือตั๋วพิเศษ ภายใต้การวางหมากของ “รัฐพันลึก” ที่คอยโอบอุ้ม แต่หากขืนปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน
ไหนจะ “ศึกนอกขั้ว” ที่เห็นชัดถึงการ “เดินเกมส้ม” คือ “พรรคประชาชน” และแนวร่วมนอกสภาฯ อย่าง “กลุ่ม iLaw” ที่เดินเกมขย่ม “สีน้ำเงิน” ทั้งในและนอกสภา และกำลัง “ยกระดับ” ไปสู่โหมดต่อไป ทั้งการเดินหน้าฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณี “ไม่สั่งฟ้อง” บางบุคคล
ขณะที่เกมในสภาฯ ต้องจับตา “2 ศึกซักฟอก” ทั้งการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ตามด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้
ทั้งหมดทั้งมวลกำลังสะท้อนว่า บทสรุป “คดีโกง สว.” แม้จะถูกตัดจบตรงการ “ตัดตอน” บรรดา “คีย์แมนสีน้ำเงิน” รวมถึงแนวร่วมคนสำคัญออกจากสมการที่อาจนำไปสู่ “คดียุบพรรค” แต่มองอีกด้านก็ยังไม่ใช่จุดจบของปัญหาทางการเมือง
เพราะแม้ฝ่าย “สีน้ำเงิน” จะช่วงชิงความได้เปรียบจาก “ศึกนิติสงคราม” และสามารถรักษาโครงสร้างอำนาจของตัวเองเอาไว้ได้ แต่สิ่งที่แลกมาคือแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อ กกต. รัฐบาล และกระบวนการยุติธรรม
ท้ายที่สุด “คดีโกง สว.” จึงอาจไม่ได้จบเพียง 77 ราย หรือ 26 สว. ที่ถูกส่งฟ้อง หากแต่กำลังเปิดฉากสมรภูมิใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เมื่อ “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ยังอยู่ แต่คำถามเรื่องมาตรฐานเดียวกันและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมยังไม่จบ
เกมที่เหมือนภูมิใจไทยได้เปรียบในวันนี้ จึงอาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมากระทบรัฐบาลในวันข้างหน้า และเป็นบททดสอบว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” จะประคองอำนาจผ่านแรงเสียดทานทางการเมืองและวิกฤติศรัทธาไปได้ไกลแค่ไหน





