ประธาน กกต.เล่าหมดเปลือก เปิดไทม์ไลน์เบื้องหลัง ‘พยานรหัส 16/26’ กลับคำให้การ ไม่น่าเชื่อถือแต่แรก ชนวนเหตุ ‘ยกคำร้อง’ ไม่เอาผิด ‘นักการเมืองสีน้ำเงิน’
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีโกง สว. โดยมีผู้ถูกกล่าวหารวม 77 ราย จากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 คน ใน 7 ข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ในจำนวนนี้เป็น สว.ชุดปัจจุบัน 26 ราย และไม่ส่งฟ้องศาลกับผู้ถูกกล่าวหารวม 21 คนที่เป็น สส. ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง (กก.บห.) ของพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกกล่าวหาในข้อ 1 ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง และข้อ 2 ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง นั้น
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงพฤติการณ์อะไรทำให้ กกต.ลงมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียงเท่านี้ ว่า เราดูรายบุคคล รายกรณีตามข้อกล่าวหา และพฤติการณ์ ยกตัวอย่าง กรณี จ.หนองบัวลำภู เราพิจารณาแล้วอาจเป็นข่าวว่า มีการถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิด ผู้ถูกร้องที่ 84 ดำรงตำแหน่ง สว.ในปัจจุบัน มีพฤติการณ์ในการจูงใจ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าให้ทรัพย์สินเงินทอง กับผู้มีสิทธิเลือก สว. เพื่อจะลงคะแนนให้กับตัวเอง การไต่สวน
เราพบความเชื่อมโยง พบเส้นทางการเงินไปยังตามผังต่าง ๆ กล่าวตั้งแต่แรกแล้วว่า ในการพิจารณาสำนวน เราดูเป็นรายสำนวน กรณีนี้ถูกกล่าวหา ก็ดูคำร้อง คำคัดค้านที่ท่านแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง และพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล เส้นทางการเงิน โทรศัพท์ และหลักฐานอื่น ๆ เราฟังได้ว่า บุคคลดังกล่าว กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ตามมาตรา 77 คือจูงใจผู้สมัครให้มาเลือกตัวเอง หรือเรียกว่า จ้างโหวตเตอร์ เราก็มีมติว่า ให้ส่งศาลฎีกา เพื่อตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญา
อันนี้ยกตัวอย่าง แล้วบรรทัดฐานของ กกต.ในกลุ่มจังหวัดที่กระทำความผิด จะพิจารณาลักษณะนี้เช่นเดียวกัน หรือการกระทำความผิดของรายบุคคล เราก็ส่งศาลฎีกาเหมือนกัน เราจะไต่สวนลักษณะนี้เหมือนกัน ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาลักษณะนี้เหมือนกันว่า พฤติการณ์แบบนี้ เราเชื่อว่า มีการทุจริตในการเลือก สว. แต่ไม่อาจยกทุกจังหวัดได้ ไม่ว่าจะเป็น จ.นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ยืนยันว่า กกต.มีมาตรฐานในการพิจารณาสำนวน ก็ช่างน้ำหนัก ตนมาจากศาล จะชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ประมาณนี้ที่ส่งศาล ส่วนคนไม่ส่งศาลก็เหมือนกัน เมื่อเกิดความปรากฏ เมื่อเขาแก้ข้อกล่าวหา เอาพยานหลักฐานเข้ามาในสำนวน มันฟังได้ว่า เขาไม่ได้มีการจูงใจ โดยใช้เงินใช้ทอง หรือจูงใจโดยวิธีอื่น กรณีนี้เรายกคำร้องไป ก็มีจำนวนมาก
เมื่อถามถึงเหตุผลที่ไม่สั่งฟ้อง กก.บห.พรรคสีน้ำเงิน หรือพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับผู้ถูกกล่าวหากลุ่มนี้ ประธาน กกต. กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ 1-2 เรียนก่อนว่า กรณีนี้เป็นมติของ กกต.เสียงข้างมาก ที่ไม่ส่งศาลฎีกา อยากให้เหตุผล เพราะว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นในสังคม น่าจะทำความเข้าใจให้มีความชัดเจน ตนพูดตั้งแต่แรกว่า ข้อกล่าวหาที่ 1-2 มันเชื่อมโยงกัน โดยข้อกล่าวหาที่ 1 มีความปรากฏแล้ว กกต.สั่งให้รับเรื่องแล้วทำการไต่สวน ถ้าดูแล้วผู้ถูกร้องที่ 187-206 และ 228 นาย น.คือนายเนวิน ก็เปิดชื่อไปเลย
ข้อกล่าวหาดังกล่าว เป็นความปรากฏคือ จากสำนวนการไต่สวน มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปช่วยเหลือ บุคคลที่เป็น สว. 140 คน ที่เชื่อว่ามีชื่ออยู่ในโพย แล้วได้อันดับต้น ๆ รับความเชื่อเหลือจากผู้ถูกร้องทั้ง 21 คน และตัวเองได้รับเลือกเป็น สว.
นายณรงค์ กล่าวว่า อย่างที่ชี้แจงแต่แรกว่า การพิจารณาสำนวน เราดูข้อกล่าวหา ดูคำชี้แจง ที่สำคัญคือดูพยานหลักฐานว่า ในสำนวนนั้น มีพยานหลักฐานอะไรบ้าง สำนวนนี้มีพยานหลักฐานคือ รหัสที่ 16/26 พยานรหัสที่ 21/26 พยานรหัสที่ 22/26 และพยานรหัสที่ 25/26 และมีนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต สส.อำนาจเจริญ เป็นพยาน กล่าวอ้างว่า กลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด แต่พยานที่สำคัญ อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานคือพยานรหัสที่ 16/26 ที่เป็นประเด็นกันอยู่
พยานคนนี้มาให้ถ้อยคำอ้างว่า รู้เห็นเหตุการณ์อยู่ 4 เหตุการณ์ ได้แก่ เหตุการณ์ที่ 1.พยานอ้างว่า เดือน เม.ย. 2567 กลุ่ม กก.บห.พรรคการเมือง คนรุ่นใหม่ นำโดยนายภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมกันวางแผนฮั้ว สว. โดยมีการศึกษาระเบียบกฎหมาย เกี่ยวกับการเลือก สว. มีการคิดค้นโปรแกรมออฟไลน์ คำนวณสูตรการเลือก สว. โดยพยานอ้างว่า ทราบจากเพื่อน สส.พรรคภูมิใจไทย และ กก.บห.พรรคภูมิใจไทย
พยานอ้างต่อไปว่า เหตุการณ์ที่ 2.เป็นช่วงที่มีการเลือก สว.คือ 16-26 มิ.ย. 2567 หลังจากมีการเลือก สว.ระดับจังหวัด ก่อนการเลือกระดับประเทศ มีการประชุม กก.บห.พรรคภูมิใจไทย ที่ทำการพรรคใน กทม. มีการบรรยายวิธีการให้เป็นไปตามแผนที่จะใช้โปรแกรม ผู้บรรยายหลักคือนายภราดร และนายไชยชนก ชิดชอบ มีกลุ่ม กก.บห. และ สส.พรรค ร่วมฟังคำบรรยาย มีนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน เหตุการณ์ตรงนี้ พยานรหัสที่ 16/26 อ้างว่า เข้าร่วมประชุมด้วย
เหตุการณ์ที่ 3.เมื่อ 24 มิ.ย. 2567 ก่อนเลือก สว.ระดับประเทศ พยานรหัสที่ 16/26 กับพวก ไปที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อทำโพยฮั้ว มีทีมติวเตอร์คือ นางสุขสมรวย วันทนียกุล พร้อมนักศึกษาผู้ช่วยติวเรื่องการทำโพย
เหตุการณ์ที่ 4.หลังมีการเลือก สว.ระดับประเทศ พยานรหัสที่ 16/26 นำ สว.ในสายของตนไปรับมอบนโยบายจากนายเนวินที่ รร.พูลแมน คิงส์พาวเวอร์ ซ.รางน้ำ กทม. ในข้อกล่าวหานี้ ผู้ถูกร้องทุกคนชี้แจงเป็นหนังสือ ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า ไม่ได้กระทำความผิด
ในส่วนตัวความเห็นของตน ที่ใช้วินิจฉัย โดยมติข้างมากยกคำร้อง เห็นว่ากรณีนี้ เป็นการเลือก สว.ในระดับประเทศ มีการเลือกเมื่อ 26 มิ.ย. 2567 และ กกต.ประกาศผลการเลือก สว. และบัญชีสำรอง 10 ก.ค. 2567 ภายหลังเลือก สว.และ กกต.ประกาศผลแล้ว มีการร้องเรียนว่าเลือก สว.มิชอบ มีผู้ร้อง ผู้ถูกร้องจำนวนมาก
กกต.ได้รับเรื่อง มีมติไปแล้วหลายเรื่อง สำหรับเรื่องนี้ในการประชุม กกต. 18 มี.ค. 2568 รับทราบที่สำนักงาน กกต.รายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือที่ ยธ 2804/4754 ลงวันที่ 25 ก.ย. 2567 แจ้งเรื่องรับเรื่องไว้สอบสวน กรณีมีผู้ร้องขอความเป็นธรรมต่อ รมว.ยุติธรรม และดีเอสไอ เพื่อให้สอบสวนกรณีการเลือก สว.ที่ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือก สว. ตอนนั้นมี 3 คำร้อง สำนักงาน กกต.เห็นว่า มีมูล มีพฤติการณ์ มีการฝ่าฝืนตามมาตรา 36 มาตรา 77 (1) มาตรา 70 มาตรา 79 มาตรา 81 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จึงเสนอ กกต.ให้รับเรื่อง เป็นความปรากฏ
จะเห็นว่าวันที่ 18 มี.ค. 2568 ไม่มีข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 คือยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา กก.บห. คือยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากลุ่มผู้ถูกร้องเรียนทั้ง 21 คน ตอนนั้น กกต.แต่งตั้งชุดไต่สวน คือคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 ดำเนินการไต่สวนเรื่อยมา จะเห็นว่าคนที่ถูกร้องแต่แรก คือกลุ่มคนที่มีชื่ออันดับที่ 1-7 ของโพย ตอนนั้นมีผู้ถูกกล่าวหา 140 คน
ต่อมาสังเกต 10 มิ.ย. 2568 ผ่านมาหลายเดือน กกต.จึงได้รับรายงานจากคณะชุดที่ 26 มีผู้กระทำความผิดทั้งผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับประเทศ และผู้อื่น รวมทั้งผู้มีตำแหน่งสถานะตามมาตรา 76 คือเริ่มขอให้ กกต.รับเรื่องเพื่อสอบ กก.บห. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันดังกล่าว อีกข้อกล่าวหาหนึ่ง เป็นเวลาภายหลังที่รับคำร้องมาแต่แรก
ประเด็นสำคัญ การแจ้งข้อกล่าวหานี้ มีพยานสำคัญคือ พยานรหัส 16/26 มาให้ถ้อยคำว่า กลุ่มคนทั้ง 21 คน ร่วมกระทำความผิด และประเด็นที่เห็นคือ เหตุการณ์ในการเลือก สว. การรับรองผล มันล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมพยานรหัสนี้ 16/26 ไม่เคยออกมาแจ้งเหตุ หรือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ กกต.เลยว่า กลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด
พยานรหัส 16/26 มาให้ถ้อยคำต่อ คณะที่ 26 เมื่อ 28 พ.ค. 2568 ล่วงเลยเวลาที่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์มา 1 ปี และช่วงนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการเมือง พยานรหัสที่ 16/26 เคยเป็นสมาชิก หรือ สส.พรรคภูมิใจไทย ต่อมาพรรคภูมิใจไทย มีมติให้พยานดังกล่าวพ้นจากพรรค เพราะพยานรหัสนี้ ถูกศาลจังหวัดขอนแก่น พิพากษาว่า กระทำความผิดฐานยักยอกเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ศาลลงโทษพยานรหัสนี้เป็นเวลา 4 ปี 93 เดือน เมื่อพยานรหัสถูกขับออกจากพรรค ได้ไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ช่วงนั้นพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ได้ขัดแย้งหรือไม่ลงรอยทางการเมือง
ต่อมา 28 พ.ค. 2568 พยานรหัส 16/26 จึงมาให้ถ้อยคำยอมรับว่า ร่วมกระทำผิด และขอกันตัวเองไว้เป็นพยาน เห็นว่า ช่วงเวลาที่พยานรหัสนี้มาให้ถ้อยคำต่อคณะที่ 26 มีมูลเหตุ มีข้อน่าสงสัยว่า มีเจตนาอย่างไร
เมื่อวิเคราะห์พยานรหัสปากนี้ ที่ให้ไว้ต่อเหตุการณ์ที่ 1-2 พยานรหัสที่ 16/26 เพียงคนเดียวที่ให้ถ้อยคำว่ามีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในช่วงที่เกิดขึ้นไม่ว่าเหตุการณ์ 1-2 ไม่ได้ความเลยว่า ในการประชุมของกลุ่มนี้ มีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร และไม่ปรากฏหลักฐานอื่นเลย ไม่ว่าภาพถ่าย หรือสิ่งอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำแบบนั้น ไม่ปรากฎกระทั่งหลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร โปรแกรมมีลักษณะอย่างไร ที่อ้างว่ามีเงิน ค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ไม่พบว่าจ่ายให้ใคร ตรวจสอบเส้นเงินก็ไม่มี พยานรหัสปากนี้ไม่สามารถระบุได้เลยว่า ใครรับเงินบ้าง รับกันอย่างไร คงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ
ประธาน กกต. กล่าวอีกว่า นอกจากพยานรหัส 16/26 ข้อกล่าวหานี้ ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือพยานรหัสที่ 21/26 และพยานรหัสที่ 22/26 ทั้ง 2 คนปัจจุบันเป็น สว.ทั้งคู่ ถือว่าเป็นพยานประกอบ เรามาดูว่าพยานประกอบเชื่อมโยง สอดคล้องกับพยานรหัสที่ 16/26 หรือไม่ พยานทั้ง 2 ก็เช่นเดียวกัน มาให้ถ้อยคำหลังจากที่พยานรหัสที่ 16 ไปให้ถ้อยคำว่า พยานทั้ง 2 อ้างว่า พยานทั้ง 2 อยู่ในเหตุการณ์อ้างว่าจัดทำโพยที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ โดยอ้างว่าพยานรหัสที่ 16 ประสานให้ไป และได้เข้าร่วมประชุมการจัดทำโพยด้วย ยืนยันถึง “ทีมเจ๊รวย” หรือนางสุขสมรวย ที่เป็น สส.อำนาจเจริญ
จะเห็นว่าพยานรหัสที่ 22/26 มาให้ถ้อยคำว่า ได้รวมกลุ่มกับพยานรหัสที่ 16/26 และทราบว่ากลุ่มพยานรหัสที่ 16/26 มี สว.หรือได้โควตาจากระบบจัดฮั้วจำนวน 2 คนคือ พยานรหัสที่ 21/26 และ 22/26 และส่งหมายเลขไป ปรากฏว่า เมื่อกลับมาพิจารณาถ้อยคำของพยานรหัสที่ 16/26 ไม่มีถ้อยคำตอนใดกล่าวถึงว่า พยานรหัสที่ 22/26 ซึ่งอยู่พะเยา เขาไม่ได้กล่าวถึงเลยว่า อยู่ในทีมเขา ไม่ได้กล่าวถึงขบวนการว่า มี กก.บห. หรือผู้ถูกร้องตามที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา มีส่วนด้วย นอกจากนี้พยานรหัสที่ 16/26 กลับยืนยัน หรือบันทึกถ้อยคำว่า ทีมของเขามีคนเดียวคือ พยานรหัสที่ 21/26 อยู่ที่ จ.ขอนแก่น
“เห็นหรือไม่ว่าความแตกต่าง ความไม่สอดคล้องของพยานรหัสเกิดขึ้น ส่วนพยานรหัสที่ 22/26 ก็ไม่เคยกล่าวถึงเช่นกันว่า กลุ่มผู้ถูกร้องอยู่ในขบวนการ แต่เขาให้ถ้อยคำว่า เขาน่าจะได้ เพราะมีการทำโพยในวันนั้น แต่ไม่ทราบว่า ใครทำให้ โดยอ้างว่า พยานรหัสที่ 16/26 เป็นคนส่งชื่อไป” ประธาน กกต.กล่าว
นายณรงค์ กล่าวอีกว่า จะเห็นว่าความสอดคล้องของพยานไม่มีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พยานทั้ง 3 ได้มากลับคำให้การ โดยมีหนังสือถึงประธาน กกต.ว่า ที่พยานรหัสทั้ง 3 เคยให้การไว้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 26 คนก็ดี การเตรียมการก็ดี เส้นเงินก็ดี เขาบอกว่าไม่เป็นความจริง การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
“ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา พยานกลับคำ ผมลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือรวม 3 ปากไม่มีความน่าเชื่อถือแต่แรก ประเด็นอย่างที่กล่าว เขามาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก และพยานรหัสที่ 16/26 ท่านไปดูประวัติ เขาถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกถึง 11 ปี ในข้อหายักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริยธรรม” นายณรงค์ กล่าว
ประธาน กกต.กล่าวว่า พยานเราต้องดูความน่าเชื่อถือเขามีหรือไม่ ประเด็นความน่าเชื่อถือ ประเด็นเรื่องการเมือง เรื่องความไม่สอดคล้องกัน ตนเห็นว่า ฟังไม่ได้ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหา กระทำความผิด ตามข้อกล่าวหาที่ 1 การตรวจสอบเส้นทางการเงิน ของกลุ่มที่ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติ โทรศัพท์อาจจะมีโทรหากัน แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาคุยกันเรื่องอะไร
ถ้าเรายอมรับความจริง ธรรมชาติของนักการเมือง หรือคนเป็น สว.ได้ใหม่ ๆ ต้องยอมรับว่า เขาต้องดำเนินการอย่างไร เขาต้องจับกลุ่ม ตกลงกัน การไปประชุมที่ รร.พูลแมน หลังเลือก สว.แล้ว มีพยานกล่าวถึงว่า พบนายเนวิน นายอนุทิน แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่า ท่านไปทำอะไรกัน เป็นไปได้ทุกทาง ถึงพบ แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ชี้ว่า เขากระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เลย เพราะฉะนั้นที่เน้นย้ำตั้งแต่แรก ในแต่ละข้อกล่าวหา เราจะดูพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก ในส่วนตน ไม่สามารถตอบแทน กกต.ท่านอื่นได้ แต่เชื่อว่า กกต.เสียงข้างมาก จะใช้ดุลพินิจ ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า เมื่อข้อกล่าวหาที่ 1 เรายกคำร้อง ข้อกล่าวหาที่ 2 ต่อเนื่องกัน ก็ฟังไม่ได้ว่า คนที่มีชื่อเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือ แต่คนกลุ่มนี้ เราไปพิจารณาในข้อกล่าวหาอื่น เช่น จูงใจให้เลือกตัวเอง ไปจัดทำโพย จึงเป็นที่มาที่กลุ่มนี้ 26 คน โดนส่งศาลฎีกา เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง บางคนถูกดำเนินคดีอาญา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในเมื่อมีหลักฐานเรื่องการโทรศัพท์ บางคนโดน กกต.สั่งฟ้องกรณีนี้ด้วยก่อนหน้า และข้อมูลที่ภาคประชาชนเปิดข้อมูลเรื่องโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีถึง สว. ทำไมถึงไม่สั่งฟ้อง นอกจากนี้ทำไมถึงเชื่อพยานที่กลับคำให้การดังกล่าว ประธาน กกต. กล่าวว่า ประเด็นทำไมเราเชื่อพยานกลับคำให้การ ตนอธิบายคือ ไม่เชื่อตั้งแต่แรกทั้ง 3 ปาก เขามาให้ถ้อยคำด้วยความสัตย์จริง เพราะอะไรอธิบายไปแล้ว พยานรหัส 16/26 มีพฤติการณ์อย่างไร มีความน่าเชื่อถือในการให้ถ้อยคำอย่างไร ไม่ได้ปรามาศ ในการดูพยานต้องดูว่า พยานแต่ละฝ่ายน่าเชื่อถือหรือไม่ ดูถ้อยคำ ไทม์ไลน์ต่าง ๆ ว่า เวลาให้ถ้อยคำ ให้ตอนไหน เกิดความขัดแย้งอย่างไร ต้องดูตรงนั้น ไม่ได้เชื่อแต่แรก ความน่าเชื่อถือของพยาน ไม่ได้เชื่อแต่แรก และยิ่งพยานกลับคำอีก เลยฟังไม่ได้เลยในประเด็นนี้
อีกประเด็นคือเรื่องโทรศัพท์ พูดไปแล้วว่ามันมี ต้องยอมรับ อันไหนมียอมรับว่ามี จะไม่ปิดบัง เพราะว่า กกต.เนี่ย ยอมรับการตรวจสอบอยู่แล้วในการทำสำนวน เพราะฉะนั้น เขาจะไปเปิดอย่างไรก็แล้วแต่ พยานหลักฐานในสำนวน ใครจะเปิดก็แล้วแต่ ตนไม่สามารถรองรับยืนยันได้ว่าพยานหลักฐานที่ท่านเปิดจริงหรือไม่ แต่ กกต.ต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย คนอื่นตนไม่ทราบ ไม่รู้ว่าเขามีอะไรบ้าง
เมื่อถามถึงสถานะพยานรหัสดังกล่าว ขณะนี้หมดสถานะการเป็นพยาน หรือเป็นการให้การเท็จกับ กกต.จะดำเนินการอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า กกต.จะพิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการกับพยานเหล่านี้อย่างไร เรื่องนี้พยานปากเอกคือพยานที่ 16/26 ถามท่านว่า สมมติเราส่งฟ้อง เขาจะมาเป็นพยานให้กับ กกต.หรือไม่
ถามย้ำว่า ในส่วนของการพิจารณาส่งศาลเป็นบางส่วน และคนการเมืองไม่โดน อาจกลายเป็นว่า กกต.ฟอกขาว สำนวนในส่วนของอั้งยี่ ซ่องโจรในคณะที่ 26 ซึ่งรวบตึงมาจากดีเอสไอ ตรงนี้เป็นการตีตกไปด้วยหรือไม่ หรือต้องพิจารณาเรื่องต่อไปได้หรือไม่ ประธาน กกต. กล่าวว่า สำนวนดีเอสไอ ก็ดำเนินการไป เรียนว่า ชุดที่ 26 เรามีดีเอสไออยู่ด้วย เขาสืบสวนไต่สวนทำร่วมกัน เส้นทางการเงิน โทรศัพท์อะไรต่าง ๆ เราได้จากดีเอสไอ ใช้เป็นพยานหลักฐาน แจ้งให้ทราบว่า มติของตนไม่ต่ำกว่า 20-30 เรื่อง
นายณรงค์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับบางส่วนในคณะที่ 26 ในการลงโทษผู้กระทำความผิด แจ้งเลยว่า การไต่สวน ไม่ว่าของคณะที่ 26 การทำความเห็นของท่านเลขาธิการ กกต. ของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 มีส่วนสำคัญในการพิจารณาสำนวนของ กกต.ทุกท่าน เราเอามาดูทุกความเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไปจี้เอาความเห็นคนใดคนหนึ่ง บางครั้งถ้ามีเหตุผล มีข้อเท็จจริง มีข้อกฎหมายที่ฟังได้ เราก็เอาเหตุผลของคนนี้ หรือบางทีเอามาครึ่งหนึ่ง กกต.แต่ละคนมีดุลพินิจ มติ หรือความเห็นของคณะที่ 26 เลขาธิการ กกต. และคณะที่ 36 ไม่ได้ผูกมัด กกต. ประเด็นสำคัญตนทำคำวินิจฉัยเอง เช่น ข้อกล่าวหาที่ 1-2 ที่อ่านให้ฟัง
เมื่อถามอีกว่า กรณีนี้ทำให้สำนวนของดีเอสไออ่อนหรือไม่ ประธาน กกต.กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตอบแทนดีเอสไอไม่ได้ เป็นเรื่องหน่วยงานของเขา แต่ว่าไม่ใช่เราปฏิเสธรับพยานหลักฐาน ไม่ใช่ เราได้จากดีเอสไอ วันที่เราประชุมวันที่ 28 ส.ค. และเลื่อนมา 14 ก.ย. ส่วนหนึ่งเราขอเส้นทางการเงิน ขอโทรศัพท์จากดีเอสไอ เราทำงานร่วมกันตลอด
เมื่อถามถึงคำกล่าวอ้างพยานว่า มีการพบกันที่ รร.พูลแมน ในสำนวนมีพยานหลักฐาน พยานบุคคล กล้องวงจรปิดในสถานที่นั้นหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า มีพยานรหัสที่ 25/26 อ้างว่า เขาเป็นปากเดียวที่เห็น และไปร่วมประชุมด้วย แต่เขาไม่ได้ให้การว่าประชุมเรื่องอะไร และไม่เคยทราบมาก่อนมีการจัดทำโพยฮั้ว พยานให้ถ้อยคำได้แค่นี้
เมื่อถามว่า คดีนี้ กกต.ร่วมกันลงมติครบทุกคนหรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า ครบทุกคน ไม่มีใครถอนตัว กกต.ต้องทำหน้าที่ ใครถอนตัวผิดจริยธรรม ต้องถูกปลด ทุกคนต้องทำหน้าที่ มาลงมติ มาร่วมพิจารณาคดีนี้
ถามอีกว่า มติของ กกต.ครั้งนี้ อาจทำให้มีคนไปยื่นฟ้องต่อ กกต. เตรียมพร้อมอย่างไร ประธาน กกต.กล่าวว่า เราคิดว่าเราทำตามกรอบของกฎหมาย ที่ตนมานั่งตรงนี้ กล้าสู้หน้าท่าน เพราะตนเอาความจริงมาพูด ไม่ได้ปิดบัง ถ้าคนจะฟ้อง เราห้ามเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ท้าทายอะไร ถ้าฟ้องเราก็คงชี้แจงให้ศาลทราบว่า กกต.ทุกคน คิดว่า ท่านไม่มีเกราะป้องกันเลย เกราะป้องกันคืออะไร ก็คือการปฏิบัติตามกฎหมาย ตนเคยอยู่ศาล เกราะป้องกันของศาลคือ การละเมิดอำนาจศาล ถ้าวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ไม่ถูกต้อง
“ผมมายืนตรงนี้ไม่มีอะไรป้องกัน ได้คุยกับ กกต.หลายท่าน เกราะป้องกันของพวกเราคือ การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ อธิบายต่อสังคมให้ได้ว่า สิ่งที่เราชี้ไป มีคำอธิบายหรือไม่ คิดว่ามีความชัดเจน ก็อยากให้ท่านใช้วิจารณญาณว่า กกต.ไม่เคยทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง วันนี้ 1 ปี 14 วัน ก็พยายามพัฒนาองค์กร กกต.หลายคนที่เข้ามาใหม่ ทุ่มเทพยายามเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมา ทำอยู่ แต่ท่านอาจมองอีกมุมหนึ่ง ก็แล้วแต่มุมมองของท่าน ไม่อยากจะพูดว่า ขอโอกาสจากสังคม ก็ดูการทำงานไปยาว ๆ” นายณรงค์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต.ไม่ใช่ศาล ทำไม กกต.ไม่ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลตัดสิน นายณรงค์ กล่าวว่า กกต.ไม่ใช่ศาลก็ถูก พวกเราไม่ใช่ศาล แต่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบให้อำนาจเอาไว้ กกต.ตั้งมา 28 ปี ถือว่าเป็นหนุ่มแล้ว เราทำแบบนี้มาตลอดว่า กกต.มีอำนาจแค่ไหน ท่านไปดูรัฐธรรมนูญ ไปดู พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า กกต.ไม่ใช่ศาลที่ส่งไปทุกเรื่อง กรณีฟังไม่ได้เลยว่าเขาทำผิด แล้วท่านยื่นต่อศาล ถามว่าตั้งแต่แรกท่านจะร่างฟ้องอย่างไร จะนำพยานไปสืบอย่างไรว่า เขากระทำความผิด กกต.จะเอาพยานหลักฐานที่ไหนไป คนที่ถูกฟ้อง ถูกร้อง ท่านคิดว่าเขาเดือดร้อนหรือไม่ ถ้าทำอย่างนั้นคิดว่าง่ายเลย ตั้งแต่มีเรื่องมา กกต.ส่งให้หมดเลย แต่เดิมบอกว่ามี 229 คน มันไม่ใช่ มันมี 427 คน พวกตนไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เป็นไปรษณีย์ส่งให้หมดเลย คิดว่าง่ายหรือไม่ ไม่ได้ เราทำผิดกฎหมายด้วยซ้ำไป ถ้าทำแบบนั้น
“อยากชี้แจงครูบาอาจารย์นักวิจารณ์ต่าง ๆ ผมว่าท่านต้องเป็นหลักให้สังคม อย่าชี้นำผิด ๆ อันไหนถูกก็ว่าถูก อันไหนผิดก็ว่าผิด ต้องเป็นหลักให้บ้านเมืองบ้าง อย่าคิดว่าอยู่หน้าสื่อพูดอะไรก็ได้ ปกติไม่เคยตำหนิใคร แต่ขอซักหน่อย ไม่ว่าเป็นอดีต กกต.ก็ตาม ท่านทำงานอยู่ตรงนี้ ท่านรู้กฎระเบียบ ทำไมไม่ชี้นำสังคมให้มันถูก คิดว่าท่านเคยอยู่บ้านนี้ อันไหนเราทำผิดว่าไปเลย อันไหนถูก ท่านเคยอยู่บ้านนี้ ทำไมท่านไม่รักษาบ้านเดิมท่านบ้าง” ประธาน กกต.กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่ได้เก็บโพยจากผู้สมัครในวันเลือก สว.ระดับประเทศ ได้มีการชี้แจงต่อที่ประชุม กกต.หรือไม่ และในโพยเขียนว่าอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า นายฐิติเชษฐ์ เคยชี้แจงในที่ประชุม กกต.ในขณะนั้นไปแล้ว โดยเมื่อเวลานั้นตนยังไม่ได้เป็น กกต. ส่วนท่านดำเนินการอย่างไร ต้องย้อนบริบทในตอนนั้นว่า มีวิธีการอย่างไร มีการเอาโพยเข้าไปได้หรือไม่ได้ รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงไปแล้ว ส่วนเห็นอะไรหรือไม่ เจอท่านลองถามท่านเอง
นายณรงค์ ชี้แจงถึงกรณีการสั่งฟ้อง 26 สว.ชุดปัจจุบัน ในข้อกล่าวหาที่ 3 คือผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด ในการแนะนำตัวตามมาตรา 36 และมาตรา 70 ว่า ข้อกล่าวหานี้คือแนะนำตัวไม่เป็นไปตามระเบียบที่ กกต.กำหนด รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงแล้วว่า ข้อหานี้ถ้าจะผิด ควรมีลักษณะองค์ประกอบอย่างไร ต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญออกแบบมาซับซ้อนมาก ในการที่คุณจะได้เป็น สว. ออกแบบมาแบบอย่างไรอ่ะ คุณลองไปดูดิ ตนคิดว่าคุณดู 10 รอบก็ไม่เข้าใจ ให้คนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาเลือก ทั่วประเทศ กลุ่มไหนก็ไม่รู้ 20 กลุ่ม สุดท้ายต้องมาเลือกกัน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา การไปแนะนำตัว รวมกลุ่มต่าง ๆ เยอะแยะมหาศาล คิดว่าทุกคนที่ลง แบ่ง 2 กลุ่ม 1.คนตั้งใจเป็น สว.จริง ๆ กับ 2.เข้ามาเป็นโหวตเตอร์
“เพราะฉะนั้นคนสมัครถึงมหาศาล การแนะนำตัว การไปพบปะกัน ผมคิดว่ายอมรับความจริง มันทำได้ นอกจากสำนวนนี้ ยังเหลืออีก 3 สำนวน แต่ยังไม่มีการเรียกร้องว่า ทำไมไม่เสร็จซักทีหนึ่ง ลองไปดูแล้วกันว่า เป็นสำนวนเกี่ยวกับใครที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ผู้ถูกร้องเยอะพอสมควร” นายณรงค์ กล่าว
ประธาน กกต.กล่าวด้วยว่า เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ คนที่มีชื่ออยู่ในโพย แล้วได้รับการเลือกตั้งเป็น สว. ส่วนตัวดูพฤติกรรมประกอบ คนมีชื่อในโพยทราบหรือไม่ บางคนมีชื่ออยู่บนโพย จาก 12 โพย บางคนมีชื่อในโพยก็ไม่ได้รับการเลือก การมีชื่อในโพย ไม่ได้หมายความว่าจะต้องส่งฟ้องศาล ต้องมีพฤติการณ์อื่นประกอบ ระเบียบการแนะนำตัวฟรีสไตล์ แต่มีอยู่ข้อหนึ่งคือ ถ้าคุณทำผิด เกี่ยวกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ถ้าคุณเข้าไปยุ่งเกี่ยว ชักจูง โน้มน้าวให้ลงคะแนนให้คุณ คุณผิด ยกตัวอย่างตามมาตรา 77 ชักจูง จูงใจให้ลงคะแนน คนมีชื่อในโพย มีพฤติการณ์ให้ทำแบบนี้ จำนวน 20 กว่าคนถูกดำเนินคดี ต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้





