การปรับปรุงกำลังรบ กองทัพไทยยึดถือมาตรฐานทางทหารของนาโต และหลักนิยมของสหรัฐฯ ในการจัดหา-พัฒนาอาวุธมาตลอด เพียงแต่ทำให้มอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อหนุนให้การเจรจาภาษีลุล่วงไปด้วยดี
KEY POINTS
- กองทัพไทยยกเครื่องกำลังรบ ปูแผนจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่จากบทเรียนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน การสู้รบในตะวันออกกลาง
- จากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง และแรงกระแทกระยะยาวกำลังก่อตัว ทุกประเทศต้องเข้าเจรจาเพื่อให้ได้ระดับภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้
- ปรากฏการณ์การเยือนสหรัฐฯ ของสองคณะจากไทยในห้วงเวลาเดียวกัน ของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เจรจาภาษี ส่วน ผบ.ทบ. หารือการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์
เหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปี 2568 อาจเป็นห้วงเวลาประจวบเหมาะที่ทำให้เห็นจุดโหว่ของกำลังรบ “กองทัพไทย” และสะท้อนถึงขีดความสามารถที่จำเป็นต้องเร่งเติมเต็ม เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุคที่รูปแบบการรบเปลี่ยนเข้าสู่ “เทรนด์สงครามโดรน-ขีปนาวุธ” อย่างเต็มตัว
ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาฝูงโดรนจากกัมพูชาโจมตีทหารไทย ทั้งในรูปแบบโดรนพลีชีพและโดรนสอดแนม ขณะที่บางส่วนบินเข้าพื้นที่ตอนใน ในลักษณะก่อกวนและข่มขู่ โดยเลือกเป้าหมายสำคัญ เช่น สนามบิน คลังอาวุธ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย ขณะเดียวกัน เครื่องแอนตี้โดรนของกัมพูชาซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถสอยโดรนไทยร่วงระนาว
นอกจากนี้ ยังมี BM-21 หรือระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องของกัมพูชา สร้างปัญหาให้ฝ่ายไทย โดยมีลักษณะยิงโจมตีเป้าหมายและเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตอบโต้กลับ สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทหารไทยเป็นวงกว้าง
อาวุธอีกประเภทหนึ่งของกัมพูชาที่อยู่ในการเฝ้าระวังของฝ่ายไทย คือ ระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 ที่สามารถยิงระยะไกลครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดของไทย แม้ในเหตุปะทะปี 2568 พบเพียงการเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนในลักษณะข่มขู่ แต่ไม่มีการใช้งานจริง
หลังหยุดยิง กองทัพไทยยกเครื่องกำลังรบ ปูแผนจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่จากบทเรียนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน การสู้รบในตะวันออกกลาง และกรณีสหรัฐฯ-อิหร่าน ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพราะการยืนด้วยขาตัวเอง คือความมั่นคงอย่างแท้จริงของไทย
ประเทศไทยไม่เพียงต้องเผชิญภัยด้านความมั่นคง แต่ยังต้องรับมือกับสงครามการค้า จากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง และแรงกระแทกระยะยาวกำลังก่อตัว ทุกประเทศต้องเข้าเจรจาเพื่อให้ได้ระดับภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้
ปรากฏการณ์การเยือนสหรัฐฯ ของสองคณะจากไทยในห้วงเวลาเดียวกัน คือ คณะของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ที่ไปเจรจาและหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระหว่างวันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย. 2569 เพื่อเร่งรัดความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) และคลี่คลายประเด็นภาษีภายใต้มาตรา 301
โดย"ศุภจี"เปิดเผยภายหลังหารือกับ Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และ Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ว่า ฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อความตั้งใจของไทย และเห็นว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ คืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม สามารถหาข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่า ไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้ พร้อมเห็นชอบให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเร่งสรุปประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
“การเจรจาจบลงแล้ว เหลือเพียงหารือในประเด็นปลีกย่อยและแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในความตกลงเท่านั้น โดยการเก็บภาษีตามมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน และกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ เชื่อว่าไทยจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเกิน 19%” ศุภจี กล่าว
ส่วนคณะของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ที่ไปเจรจาความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ทางการทหาร สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกไทยในการเสริมสร้างพันธมิตรที่มั่นคงและยั่งยืนกับสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.- 3 ก.ย. 2569
หากยึดตามเอกสารเผยแพร่ข่าวของกองทัพบก สรุปผลการเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ว่า
“พล.อ.พนาได้หารือข้อราชการกับ พล.ท. Marcus Evans เสนาธิการทหารบกสหรัฐฯ ด้านยุทธการ การข่าว กำลังพล การส่งกำลังบำรุง และการพัฒนาระบบอาวุธ เช่น ปืนใหญ่แบบ M777 ระบบจรวดหลายลำกล้อง (High Mobility Artillery Rocket System: HIMARS) ระบบอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (UAS/CUAS)”
ควบคู่กับการเสริมสร้างหน่วยทหารราบยานเกราะ Stryker รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การหารือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพบกไทยในการปฏิบัติการร่วม และเพิ่มความทันสมัยให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่มุ่งให้พันธมิตรสามารถพึ่งพาตนเองทางการทหารได้
ถัดจากนั้น ผบ.ทบ. ได้เข้าเยี่ยมคำนับ John Noh ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้านภูมิภาคเอเชียและอินโดแปซิฟิก และร่วมลงนามเอกสารวิสัยทัศน์ร่วมไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ ปี 2026 ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญในการยกระดับศักยภาพกองทัพและส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
พร้อมเข้าพบ Sara Bryant ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือด้านความมั่นคง (Defense Security Cooperation Agency: DSCA) เพื่อหารือความคืบหน้าโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับประเทศพันธมิตร ในการจัดหาและส่งกำลังบำรุงยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ให้แก่กองทัพบกไทย (FMS และ FMF) อีกด้วย
ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับเทรนด์การรบ โดย “กองทัพบกไทย” กำลังเข้าสู่การปรับเปลี่ยน มีการจัดตั้ง “ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ” หรือกองพันอากาศยานไร้คนขับ เพื่อเป็นหน่วยรับผิดชอบในการอำนวยการ วางแผน ควบคุม กำกับดูแล และบูรณาการการใช้งาน UAV ของกองทัพบก
อีกทั้ง กลาโหมไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ การประเมินความคุ้มค่า และกรอบการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด หากจะเปิดให้สหรัฐฯ ตั้งโรงงานผลิตโดรนในไทย
ตามนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยีระบบไร้คนขับ (Drone/UAV) เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาที่รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมให้ความสำคัญสูงสุด โดยมีเป้าหมายคือการพึ่งพาตนเองในระยะยาว
รวมถึงเขี้ยวเล็บใหม่ อย่างระบบจรวดหลายลำกล้องเคลื่อนที่สูง หรือ HIMARS ที่เตรียมเข้าประจำการในกองทัพบกไทยในอนาคต เพราะมีจุดเด่นด้านความแม่นยำสูง ใช้ระบบนำวิถี มีความคล่องตัว เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการถูกตอบโต้ และสามารถใช้ยิงได้ทั้งจรวดทั่วไปและจรวดนำวิถี
จรวด HIMARS ถูกมองเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้ยูเครนสามารถสู้กับกำลังรัสเซียที่มีกำลังเหนือกว่า หลังถูกใช้โจมตีคลังเสบียง สะพาน และจุดบัญชาการของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปืนใหญ่ M777 ที่จะมาทดแทนปืนใหญ่รุ่นเก่า และยานเกราะ Stryker
การปรับปรุงกำลังรบของกองทัพไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้สอดรับกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ด้านยุทโธปกรณ์ ข่าวสาร และระบบต่าง ๆ โดยอิงสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะโดยพื้นฐานแล้ว กองทัพไทยยึดถือมาตรฐานทางทหารของนาโต รวมถึงหลักนิยมทางทหารของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ในการจัดหาและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์มาโดยตลอด เพียงแต่อาจมองได้ว่า อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อหนุนให้การเจรจาภาษีลุล่วงไปด้วยดี





