“ศุภจี” เผย เจรจาภาษีสหรัฐจบแล้ว เร่งปิดประเด็นเทคนิค รอสหรัฐประกาศผลการไต่สวน คาดไทยโดนเก็บภาษีมาตรา 301 ไม่เกิน 19 % รักษาขีดแข่งขันสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า การหารือเป็นไปด้วยดี
ฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อความตั้งใจของไทย และเห็นว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถหาข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่า ไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้ พร้อมเห็นชอบให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเร่งสรุปประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
“การเจรจาจบลงแล้ว เหลือเพียงหารือในประเด็นปลีกย่อยและแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในความตกลงเท่านั้น โดยการเก็บภาษีตามมาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินและกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ เชื่อว่า ไทยจะไม่โดนเรียกเก็บภาษีเกิน 19 %”
ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค รักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการจ้างงานในภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตร ตลอดจนรักษารายได้ของประชาชน นางศุภจี กล่าว
สำหรับการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเร่งผลักดันการเจรจา ART ให้มีความคืบหน้าจนได้ข้อสรุป โดยได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศในระยะยาว
ก่อนเดินทางมา ตนได้ติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เพื่อย้ำเจตนารมณ์ของไทยในการผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ขณะที่ทีมไทยได้ร่วมเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน เพื่อหาข้อยุติในประเด็นทางเทคนิคที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน
ไทยเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จึงเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้าที่เกินดุลให้เข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า
โดยไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึง 36% ก่อนลดเหลือ 19% หลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568
ต่อมา แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อเดือน ก.พ. 2569 ว่าการเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐฯ ได้หันมาใช้มาตรา 122 เรียกเก็บภาษี 10% จากทุกประเทศแทน และเนื่องจากมาตรา 122 มีระยะเวลาสิ้นสุด
สหรัฐฯ จึงเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งสองกรณี
การเร่งผลักดัน ART ให้ได้ข้อสรุปจึงมีความสำคัญต่อการรักษาความสามารถใน การแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกกว่า 2.37 ล้านล้านบาท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง รวมถึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในไทย
ปัจจุบัน สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีสำหรับกรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับไว้ที่ 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายดังกล่าว และ 10% สำหรับประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว
ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวน โดยสหรัฐฯ แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีควบคู่กับความคืบหน้าของการเจรจา ART
ทั้งนี้ ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 2.37 ล้านล้านบาท และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ราว 7 แสนล้านบาท ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท




