วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

'ก.พ.' รับจัดสอบ 'ภาค ก.' ปิดช่องโกงสอบ-'ติดหล่ม' กระจายอำนาจ

วุฒิสภา แก้กฎหมายงานบุคคลท้องถิ่น ให้ "ก.พ." จัดสอบ ภาค ก. หวังยกระดับมาตรฐานและลดทุจริต แต่ยังมีคำถามว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นหรือไม่ 

KEY POINTS

  • วุฒิสภาเห็นชอบแก้ไขกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นผู้จัดสอบภาค ก. สำหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่น
  • การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานการสอบให้เป็นหนึ่งเดียว ลดภาระงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และป้องกันการทุจริต
  • เกิดข้อกังวลว่าการให้ส่วนกลางจัดสอบเป็นการขัดต่อหลักการกระจายอำนาจ และอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาการทุจริตที่ต้นเหตุ
  • แม้ ก.พ. จะจัดสอบภาค ก. แต่การสอบภาค ข. (ความรู้เฉพาะตำแหน่ง) และ ภาค ค. (สัมภาษณ์) ยังคงอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการกลางของท้องถิ่น

วุฒิสภา เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ โดยมีการแก้ไขจากร่างที่สภาผู้แทนราษฎร เคยพิจารณาไว้ 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือ การสอบเพื่อบรรจุหรือแต่งตั้งข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ยังคงใช้การสอบ 3 ภาค ได้แก่ ภาค ก. วัดความรู้ความสามารถทั่วไป ภาค ข. วัดความรู้เฉพาะตำแหน่ง และภาค ค. ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง

แต่ในส่วน ภาค ก. วุฒิสภาแก้ไขให้ใช้ผลสอบของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. จากเดิมที่ให้คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ก.จ. รวมถึงหน่วยงานที่ ก.จ. รับรอง เป็นผู้ดำเนินการ

'ก.พ.' รับจัดสอบ 'ภาค ก.'  ปิดช่องโกงสอบ-'ติดหล่ม' กระจายอำนาจ

ประเด็นที่สอง คือ การคุ้มครองผู้ที่สอบผ่านตามหลักเกณฑ์เดิมก่อนกฎหมายฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ เพื่อให้สามารถนำผลสอบไปใช้สมัครงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การให้ ก.พ. จัดสอบภาค ก. ถูกตั้งคำถามว่า จะช่วยแก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นได้จริงหรือไม่

“ประภาส ปิ่นตบแต่ง” สว.สายนักวิชาการ ด้านรัฐศาสตร์ ภาคการปกครอง มองว่า ปัญหาการโกงสอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้จัดสอบ แต่อยู่ที่ระบบตรวจสอบและความโปร่งใส หากต้องการให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระ ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้สอบและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกำกับดูแลมากขึ้น

เขาระบุว่า ที่ผ่านมาการดึงอำนาจจัดสอบไปอยู่กับส่วนกลางไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป และอาจขัดกับหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น 

 “ยอมรับว่าท้องถิ่นมีปัญหาการบริหารงานบุคคล มีการเล่นพวกพ้อง แต่กรณีที่ คสช.ออกคำสั่ง ดึงอำนาจไปให้ส่วนกลาง กลับพบปัญหาที่มากกว่า และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาปัจจุบันว่า การสอบที่ให้ส่วนกลางทำนั้น ยังมีประเด็นที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน ดังนั้นการแก้เรื่องนี้ ต้องวางหลักไว้ที่ท้องถิ่นควรเป็นอิสระ การสอบเพื่อเลือกคนทำงาน จึงไม่ใช่ดึงอำนาจไปให้ส่วนกลาง เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่าป้องกันการทุจริตอย่างไร”

ประภาสเสนอว่า ทางออกควรเป็นการออกแบบข้อสอบกลาง เพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน แทนการรวมศูนย์อำนาจจัดสอบ

'ก.พ.' รับจัดสอบ 'ภาค ก.'  ปิดช่องโกงสอบ-'ติดหล่ม' กระจายอำนาจ

ด้าน “สุวิชชา เพ็งไพบูลย์” ผู้อำนวยการกองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า หากให้ อปท. จัดสอบเอง อาจทำให้มาตรฐานแตกต่างจากการสอบข้าราชการประเภทอื่น และอาจส่งผลต่อการโอนย้ายสังกัดในอนาคต

การให้ ก.พ. จัดสอบภาค ก. จึงมีเป้าหมายให้ผลสอบเป็นมาตรฐานเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น ลดภาระงบประมาณของ อปท. และช่วยป้องกันการทุจริตในภาพรวม

'ก.พ.' รับจัดสอบ 'ภาค ก.'  ปิดช่องโกงสอบ-'ติดหล่ม' กระจายอำนาจ

อย่างไรก็ดี สว.บางส่วนเห็นว่า ข้อแก้ไขนี้อาจ “เกินหลักการ” เพราะเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายเดิม คือ การคืนอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสอบและคัดเลือกข้าราชการของตนเอง หลังอำนาจดังกล่าวเคยถูกดึงเข้าสู่ส่วนกลางในช่วง คสช.

กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันว่า การแก้ไขไม่เกินหลักการ เนื่องจากร่างเดิมเปิดช่องให้หน่วยงานอื่นที่คณะกรรมการกลางรับรองสามารถจัดสอบได้อยู่แล้ว อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ยังรับรองให้ผลสอบภาค ก. ของ ก.พ. ใช้เป็นฐานสอบความรู้ทั่วไปของท้องถิ่นได้

แม้ภาค ก. จะให้ ก.พ. เป็นผู้จัดสอบ แต่การสอบภาค ข. และภาค ค. ยังอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการกลาง จึงยังมีข้อถกเถียงว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้จะกระทบต่ออำนาจบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นมากน้อยเพียงใด

คณะกรรมาธิการยังเสนอให้ทบทวนที่มาและวิธีสรรหาคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือ ก.ถ. รวมถึงคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดและเมืองพัทยา โดยควรปรับสัดส่วนผู้แทนราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทน อปท. ให้มีความสมดุล

พร้อมกันนี้ เสนอให้การสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก และการคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ มีระบบกำกับดูแลที่รัดกุม โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

การให้ ก.พ. จัดสอบ ภาค ก. อาจช่วยยกระดับมาตรฐาน ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการสอบท้องถิ่น แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้จัดสอบ หากอยู่ที่ระบบป้องกันทุจริตที่ตรวจสอบได้จริง

หลังจากนี้ ร่างกฎหมายจะถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร หาก สส. เห็นชอบตามฉบับวุฒิสภา ร่างจะเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่หากไม่เห็นชอบ จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อหาข้อยุติอีกครั้ง